เชิญชวนให้พวกเรามองหาและชื่นชมน้ำใจที่มีอยู่รอบตัวกันนะคะ โลกจะได้น่าอยู่ยิ่งขึ้นค่ะ

 

 

ปซื้อเสื้อเชิ้ตใส่เล่นที่ถนนสีลมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา


        เลือกได้ตัวหนึ่งสีม่วงผ้าฝ้ายลายสก๊อต แม่ค้าบอกว่าตัวละ 200 บาท ดูจากเนื้อผ้าและการตัดเย็บก็สมกับราคา แต่ติดนิสัยต้องขอต่อรองเสียหน่อย

 ผู้เขียน : ลดได้ไหมคะ

แม่ค้า : ลดได้เต็มที่แค่ 190 บาท จากนั้นก็เล่าต่อว่าของทุกอย่างขึ้นราคาทั้งค่าผ้า ค่าด้าย ค่าแรงคนเย็บ ซึ่งขึ้นจากตัวละ 30 บาท เป็น 35 บาท...

 ฟังแล้วให้ตกใจตาค้าง  ค่าเย็บเสื้อแบบนี้เพียงตัวละ 35 บาท รู้สึกสงสารคนเย็บเป็นกำลัง เลยบอกว่า...

 ผู้เขียน : งั้นตัวนี้ไม่ต้องลดให้ 10 บาทหรอกค่ะ ฝาก 10 บาทนี้ไปให้คนเย็บด้วยแล้วกัน

แม่ค้า : นิ่งมองหน้าผู้เขียนอย่างพินิจพิเคราะห์พักใหญ่ เอื้อมมือมาจับแขนเสียแน่นเลยแล้วก็พูดว่า น้อง...พี่ขายเสื้อที่นี่มานานแล้ว ไม่เคยเจอลูกค้าแบบน้องเลยนะ งั้นตัวนี้พี่ลดให้น้องเหลือ 180 บาท เอาไปเลยอย่ามาต่อรองพี่อีกนะ

 ผู้เขียน : งงงันเล็กน้อย คิดไปหลายเรื่อง แม้จะไม่ได้ร่ำรวยมากมาย เงินแค่สิบบาทสำหรับเรานั้น แค่ไอศกรีม 1 ถ้วย ยังแพงกว่านั้นมากเลย ก็ไม่รู้ว่าจะไปต่อรองเพื่ออะไร นอกจากต่อรองเพราะความเคยชิน รู้สึกตัวว่าเรานี่เห็นแก่ตัวจริง ๆ เลย

                 ตกลงก็เลยได้เสื้อราคาถูกทั้งที่ไม่อยากได้(ในราคานั้น) และตั้งใจว่าคราวหน้าหากเห็นของอะไรที่มีราคาสมเหตุสมผลแล้วก็จะไม่ต่อรอง อีกต่อไป จะเลิกละนิสัย “ลูกคุณช่างต่อ” แบบไม่สมเหตุสมผลเสียที

 

 เรื่อง ดี ๆ ในโลกนี้มีอยู่มากมายนะ เราต่างพบเจอน้ำใจดีงามเช่นนี้อยู่เสมอ แต่มักจะไม่ค่อยได้ชื่นชมหรือตระหนักถึงสิ่งดี ๆ ที่เราได้พบเห็นนั้น...


 วันนี้เชิญชวนให้พวกเรามองหาและชื่นชมน้ำใจที่มีอยู่รอบตัวกันนะคะ โลกจะได้น่าอยู่ยิ่งขึ้นค่ะ

 

ปล.ตอนท้ายเรื่องไว้ด้วยว่า พี่คนขายเสื้อ เธอบอกว่าไม่ต้องห่วง เธอจะสมทบเงิน 10 บาทที่ผู้เขียนตั้งใจฝากไปให้คนเย็บเอง

และขอบคุณพี่ Narong Liewthaworngul ที่เป็นแรงบันดาลใจให้บันทึกเรื่องนี้ค่ะ