มูลนิธิสยามกัมมาจล ให้เงินสนับสนุนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้พัฒนารูปแบบการพัฒนาจิตอาสา ในมหาวิทยาลัย ในลักษณะที่นักศึกษาส่วนใหญ่หรือทั้งหมดได้อานิสงส์จากการฝึกฝนนี้ และมีกลไกระดับสถาบัน ดำเนินการอย่างต่อเนื่องยั่งยืน หัวหน้าโครงการคือ รศ. ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ดำเนินการอยู่ ๒ ปีเศษ ก็มารายงานผล ที่ผมคิดว่า ได้มากกว่าที่คิดไว้ คือได้รูปแบบการศึกษาเพื่อเรียนรู้พัฒนาสำนึกความเป็นพลเมือง ที่จะเป็นรูปแบบการเรียนรู้สำหรับ นศ. ธรรมศาสตร์ปี ๑ ทุกคน ในวิชาหมวดการศึกษาทั่วไป และ ดร. ปริญญา เอารูปแบบไปทดลองใช้กับ นศ. นิติศาสตร์ ปี ๔ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ภาค ๒ ในรูปแบบ Service Learning คือออกไปทำโครงงานรับใช้สังคมด้านปัญหาการใช้กฎหมาย ซึ่งก็คือ PBL (Project-Based Learning) นั่นเอง นักศึกษาได้เรียนรู้ทั้งด้านกฎหมาย การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ได้เรียนรู้สังคมไทย และได้พัฒนาจิตอาสาและสำนึกพลเมืองขึ้นภายในตน
เมื่อนำเรื่องนี้เสนอในการประชุมระดมความคิดอย่างไม่เป็นทางการที่ สกอ. เมื่อวันที่ ๓ มี.ค. ๕๔ ทาง สกอ. ก็เห็นช่องทางที่จะขยายผลไปสู่การเรียนวิชาหมวดการศึกษาทั่วไป ในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ
และ สกศ. ก็เห็นช่องทาง ที่จะนำไปปรับใช้ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษา สอดคล้องกับแผน ๑๐ ปี ในการพัฒนาสำนึกความเป็นพลเมือง ที่ สกศ. ร่างขึ้นพอดี
ผมมองว่านี่คือส่วนหนึ่งของ การเรียนรู้เพื่อพัฒนา spiritual skills ของเยาวชนไทย ซึ่งการสอน (ไม่ว่าโดยพระหรือฆราวาส) จะได้ผลน้อย ต้องเรียนโดยการปฏิบัติ และสำหรับเยาวชนส่วนใหญ่ผมคิดว่าการปฏิบัติแบบเข้าวัด หรือทำสมาธิ จะได้ผลน้อย วิธีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค้นพบ น่าจะเป็นวิธีที่ใช้ได้ทั่วไป เป็นการเรียนรู้เชิงจิตวิญญาณในมิติทางโลก จากการเช้าถึงความจริงในสังคม เป้าหมายคือลดความเห็นแก่ตัว รู้จักคิดทำเพื่อผู้อื่น เพื่อสังคมส่วนรวม
ที่จริงมูลนิธิสยามกัมมาจลลงมือทำน้อยมาก แต่กลับได้ผลต่อสังคมไทยยิ่งใหญ่มาก ในระดับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางการศึกษาทีเดียว เพราะมูลนิธิฯวางยุทธศาสตร์การทำงานเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนไว้ถูกต้อง คือไม่มุ่งทำเอง แต่มุ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงหน่วยงานหรือบุคคลที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชนอยู่แล้ว ทำได้เก่งอยู่แล้ว ให้ขยายมิติให้กว้างขวางและได้ผลกระทบต่อเยาวชนกว้างขวางยิ่งขึ้น
ที่จริงการให้เงินสนับสนุนงาน ไม่ใช่วิธีทำงานหลักของมูลนิธิฯ ตอนจะอนุมัติเงินสนับสนุนโครงการที่ ดร. ปริญญาเสนอ กรรมการมูลนิธิฯ ก็เถียงกันหน้าดำหน้าแดง แต่ด้วยศรัทธาในตัว ดร. ปริญญา จึงยอมมอบทุน โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องได้รูปแบบที่ขยายไปยังสถาบันอุดมศึกษาอื่นได้
ผลของโครงการนี้ ได้กำไร ๒ ต่อ คือนอกจากบรรลุวัตถุประสงค์ในการได้รูปแบบสร้างจิตอาสาใน นศ. มหาวิทยาลัยแล้ว ยังได้รูปแบบการเรียนรู้เพื่อสร้างสำนึกความเป็นพลเมืองด้วย และนอกจากได้แนวทางสำหรับเยาวชนระดับอุดมศึกษาแล้ว ยังนำไปปรับใช้กับเด็กระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ด้วย
งานสร้างสรรค์แบบนี้ แม้จะได้ผลลัพธ์ที่ดี ตรงตามเป้าหมาย แต่ขาดการตีความผลลัพธ์นั้น จากมุมของการใช้ในหลากหลายบริบทกว้างขวาง คุณค่าของผลงานก็น้อย แต่ในกรณีนี้ โชคดีที่มูลนิธิฯ เน้นการร่วมมือกับภาคีรอบทิศ จึงเชื่อมโยงให้ ดร. ปริญญา ไปนำเสนอในการประชุมแบบไม่เป็นทางการของ สกอ. เพื่อหาทางสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ หรือการปฏิรูปอุดมศึกษา ที่มีคุณศุภชัย พงศ์ภคเธียร เป็นผู้จัด ก็แจ๊คพ็อต เกิดโอกาสขายผลกว้างขวาง เกิดคุณค่าต่อสังคมอเนกอนันต์
ผมมีความสุขจริงๆ ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์นี้
วิจารณ์ พานิช
๒๔ มี.ค. ๕๔