เราคงจะเคยได้ยินเรื่องสามก๊กเหมือนกันแต่ดำเนินเรื่องราวในมิติอันหลากหลายไม่เหมือนกัน เช่น สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนในฐานะวรรณกรรมสงครามและอุดมคติทางสังคม ขณะเดียวกันก็ได้ยิน สามก๊กฉบับผู้บริหาร ของอาจารย์บูรชัย ศิริมหาสาคร ของสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา สามก๊กฉบับโขนล้อการเมืองของธรรมศาสตร์ ของมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมชและลูกศิษย์นักศึกษาธรรมศาสตร์ สามก๊กฉบับผู้บริหารและนักธุรกิจ ของศาสตราจารย์เจริญ วรรธนะสิน คุณพ่อของ เจ.เจตรินทร์ สามก๊กฉบับคนกันเองของเอื้อ อัญชลี นักเขียนของมติชน และอีกหลายมิติ

ในเรื่องราวอื่นๆก็มีวิธีนำเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วกลับมาพิจารณา เรียนรู้ และให้สติปัญญาอันกว้างขวางจากการค้นพบใหม่ๆ เช่น ภาษาไทยในเพลงลูกทุ่งไทย ซึ่งเขียนเรื่องเพลงและดนตรีโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิวกานท์ ปทุมสูติอาจารย์ด้านภาษา กวี และนักการศึกษาแนวทางเลือก การแพทย์และกายวิภาคศาสตร์ในงานศิลปะของไมเคิล แอลเจลโล ซึ่งเรียนรู้ผลงานทางศิลปะและเล่าใหม่ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ โดยแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถมองได้จากจุดยืนของคนข้ามศาสตร์และศิลป์ รหัสลับดาวินซี ซึ่งเรียนรู้ผลงานศิลปะของเลียวโอนาโด ดาวินซีและเล่าเสียใหม่ด้วยโลกทรรศน์ของนักเขียนที่ไม่ได้เป็นจิตรกร เหล่านี้เป็นต้น

ความเป็นสามก๊ก ตลอดจนเรื่องราวในลีลาต่างๆเหล่านี้ล้วนงอกเงยออกจากเรื่องเดียวกัน ทว่า กลับมุ่งให้ประสบการณ์ในการเข้าถึงเรื่องราวที่ไม่เหมือนกันได้อีกอย่างหลากหลาย อีกทั้งต่างก็ให้สติปัญญา ให้ความบันดาลใจ และนำเสนอความน่าสนใจได้ไม่น้อยไปกว่ากันเลยอีกด้วย ทั้งนี้ก็เนื่องจากมีการผุดประเด็นความน่าสนใจ ให้ปัญญาและให้การเรียนรู้ในแง่มุมที่ผู้ซึ่งนำมาเล่าและเขียนเรียบเรียงขึ้นใหม่ มุ่งนำผู้อ่านให้เข้าไปมีประสบการณ์ที่สร้างเรื่องราวขึ้นใหม่ให้หลากหลายรอบด้านที่ไม่เคยมีมาก่อน หรืออาจจะมีอยู่แล้ว ทว่า ไม่มีใครสามารถมองเห็น

'การถอดบทเรียน' ก็มีลักษณะเดียวกัน ทั้งในลักษณะการถอดบทเรียนตนเอง การถอดบทเรียนจากการระดมความคิด และการถอดบทเรียนของผู้อื่น โดยอาจกล่าวให้เห็นภาพสั้นๆได้ว่า ก็คือการนำเอาประสบการณ์และเรื่องราวที่มีอยู่เป็นหน่วยประสบการณ์ชุดหนึ่งมาเล่าเสียใหม่ด้วยประเด็นการได้เรียนรู้จากมุมของผู้สนใจให้เป็นหน่วยประสบการณ์อีกชุดหนึ่งที่ต่างออกไป

อย่างไรก็ตามการสร้างความรู้และเรื่องราวเพื่อการเล่าถ่ายทอดและนำเสนอเป็นบทเรียนชุดหนึ่งจากเรื่องราวต่างๆนั้น ไม่ควรทำให้เป็นเพียงการสร้างข้อสรุปผลการวิเคราะห์สิ่งต่างๆที่ให้ข้อเท็จจริงและข้อมูลที่มีอยู่บอกเล่าตัวมันเอง ไม่ใช่เพียงการเป็นบทสรุปและอภิปรายเหมือนในงานวิจัยหรือการวิจัยประเมินผล และไม่ควรเป็นเพียงการพรรณาแจกแจงรายละเอียดเหมือนการส่งผ่านข้อมูล ความรู้ และสารสนเทศแบบรายงานสถานการณ์หรือการสื่อสารถ่ายทอดเชิงพรรณาสิ่งต่างๆ เท่านั้น ทว่า ต้องสะท้อนความหมายหรือให้การเรียนรู้สิ่งใหม่เกิดขึ้น ทั้งในแง่การเพิ่มความกว้างขวาง หลากหลาย รอบด้าน การทำให้เห็นความลึกซึ้งเพิ่มมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะการได้ทรรศนะพื้นฐาน ความคิด ความเห็น ความเข้าใจ ตลอดจนพลังความบันดาลใจใหม่ๆ ที่จะนำไปเป็นโลกทัศน์และชีวทัศน์สำหรับใช้ดำเนินชีวิตในสถานการณ์ที่หลากหลายออกไป

แนวสังเคราะห์ผุดประเด็นขึ้นโดยไม่ต้องกรอบประเด็นไว้ก่อน

  • รวบรวมประเด็นความน่าสนใจ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เริ่มจากประเด็นที่โดนใจเรา
  • พิจารณาประเด็นย่อย สำรวจมิติความเชื่อมโยง คุณค่า ความหมาย แล้วตั้งประเด็นขึ้นใหม่ที่สะท้อนเรื่องราวโดยรวมได้
  • เล่าประเด็นหลักที่ผุดขึ้นใหม่ โดยคลี่คลายไปบนประเด็นย่อยๆ ให้ครบถ้วน

ตัวอย่างเช่น
รวบรวมประเด็นย่อย : ชนิดของเมล็ดผัก วิธีเตรียมดิน การส่งแจกจ่ายแก่หมู่มิตร การดูแล กิจวัตรประจำวัน การทำเป็นอาหาร
ตั้งเรื่องและประเด็นที่ให้การเรียนรู้มิติใหม่ : มิตรภาพและเพื่อนจากการให้, ชีวิตและจิตวิญญาณที่งอกจากเมล็ดผัก
เล่าเรื่องใหม่ : มิตรภาพและเพื่อนจากการให้ หรือ ชีวิตและจิตวิญญาณที่งอกจากเมบ็ดผัก ซึ่งบทเรียนและการเล่าใหม่ที่จะให้ประสบการณ์แก่ผู้อื่นในชุดนี้ก็จะไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการปลูกผักกินได้เรื่องเดิมอีกแล้ว

แนววิเคราะห์แบบมีประเด็นตั้งไว้ก่อนล่วงหน้า

  • ใช้ความรู้ ประสบการณ์ ทฤษฎี และองค์ความรู้ เป็นหลักเกณฑ์สำรวจดูสิ่งที่สะท้อนคุณค่าและความหมาย หรือสอดคล้องกับประเด็นความสนใจที่ต้องการศึกษาและถอดบทเรียนที่ตั้งไว้ แล้วรวบรวมบันทึกเป็นรายการ จัดกลุ่ม จัดหมวดหมู่ และจำแนกมิติ
  • พิจารณาความหมายในประเด็นย่อยและหมวดหมู่ของข้อมูลย่อยๆว่ามีบทบาทเฉพาะตนอยู่อย่างไร ขณะเดียวกันก็พิจารณาดูว่ามีความเชื่อมโยงและมีปฏิสัมพันธ์กับหัวข้อย่อยอื่นๆอยู่อย่างไร ลักษณะไหน จากนั้นก็สร้างระบบคิด เค้าโครงหรือพล๊อตเรื่อง แล้วเล่าถ่ายทอดใหม่ด้วยตัวเราเอง
  • สรุปและสะท้อนสาระสำคัญจากทรรศนะผู้เล่าหรือทรรศนะจากความรู้เชิงทฤษฎีในสาขาที่ผู้เล่าอยากนำมาแบ่งปันและถ่ายทอดให้สังคมได้มีโอกาสพัฒนาการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง

ตัวอย่างเช่น
ตั้งประเด็นเพื่อถอดบทเรียน : ศิลปะและความงามจากการปลูกผัก
เรียนรู้และใคร่ครวญ : พิจารณาความเชื่อมโยงกับองค์ประกอบการสร้างสรรค์ทางศิลปะ คุณค่า และความหมายทางศิลปะ ตลอดจนการมีนัยทางความงามที่สะท้อนอยู่ในเมล็ดผัก สีสันและความสมดุลทางความงามของธรรมชาติในลักษณะดิน ความรื่นรมย์ใจและพลังชีวิตจากการให้และการรับ การได้แรงบันดาลใจทุกวันจากการดูแลผัก การเข้าถึงความสมดุลผ่านรสชาติอาหารจากผัก
เล่าเรื่องใหม่ ศิลปะและความงามของชีวิต โดยคลี่คลายไล่เรียงไปตามแง่มุมย่อยๆ ที่สะท้อนอยู่ในมิติต่างๆของการปลูกผักที่รวบรวมไว้ ซึ่งก็จะกลายเป็นได้บทเรียนที่ขยายเรื่องราว ขยายโลกทัศน์และชีวทัศน์ จากเรื่องการปลูกผัก ให้มีความกว้างขวาง รอบรู้ ได้ความงอกงามและความรื่นรทย์จากชีวิต ทำกิจกรรมและการงานต่างๆอย่างได้คุณค่าและความหมายมากยิ่งๆขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความกังวลและติดการมีรูปแบบ ก็อาจจะทำให้เราไม่มีความอิสระต่อการใช้ความคิดสร้างสรรค์และไม่เป็นตัวของตัวเอง ความคิดและการเขียนไม่ลื่นไหล ดังนั้น วิธีที่ดีที่ทำได้ง่ายก็คือใช้การอ่านด้วยหัวใจจนเห็นภาพบางแง่ที่รู้สึกร่วมประสบการณ์ได้ แล้วค่อยเล่าออกมาอย่างเป็นตัวของตัวเองให้เหมือนกับการได้ไปทำมาหากินหรือได้ไปเที่ยวท่องนอกบ้านแล้วกลับมาเล่าความเป็นมาเป็นไปของชีวิตตลอดจนสิ่งที่ผ่านพบให้แก่ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และคนที่เรารัก ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ พลังแห่งการเล่าเชิงสะท้อนความหมายออกจากชีวิตจิตใจในลักษณะดังกล่าว ก็จะทำให้ผู้อ่านและผู้ชมได้ขยายประสบการณ์เชิงสัมผัสต่อโลกกว้างผ่านสายตาที่มุ่งให้สิ่งดีมาแบ่งปันกันของผู้เล่า

การเล่าด้วยความต้องการที่จะร่วมแบ่งปันและถ่ายทอดความมีประสบการณ์ของตนเองต่อสิ่งนั้น อีกทั้งเล่าให้สะท้อนความเป็นตัวของตัวเองและด้วยความจริงใจของตนเองเท่าที่เราทำได้นั้น นับว่าเป็นการขยายสายตาทางสติปัญญาให้กับผู้อื่น เป็นเครือข่ายการเรียนรู้ความซับซ้อนหลากหลายของสรรพสิ่ง และเป็นกัลยาณมิตรที่ถ่ายทอดประสบการณ์ต่อสิ่งที่ไม่รู้ให้ได้รู้แก่ผู้อื่น ดังนั้น จึงอาจไม่ต้องกังวลกับรูปแบบนักเพราะการทำได้ในลักษณะนี้นั้นจัดว่าเป็นการถอดบทเรียนที่ดีอยู่ในตนเอง.