กลูโคส ฟลุกโตส กาแลคโตส

บทความโดย ดร.คิว   ลานทอง

 

      ท่านเข้าใจน้ำตาลมากน้อยแค่ไหน น้ำตาลทุกประเภทให้ประโยชน์หรือโทษเท่ากันหรือเปล่า  ทุกคนควรระวังการบริโภคน้ำตาลให้มาก  น้ำตาลที่บริโภคจะได้มาจาก     

      กลุ่มสารอาหารคาร์โบไฮเดรต ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ตามโครงสร้างของโมเลกุล คือ โมนอแซ็กคาไรด์  ไดแซ็กคาไรด์ และโพลีแซ็กคาไรด์ โมนอแซ็กคาไรด์ หรือ กลุ่มน้ำตาลชั้นเดียว จะประกอบด้วยน้ำตาล 3 ประเภท คือ กลูโคส ฟรุกโตส และกาแลคโตส

    กลูโคส คือน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งมีหน้าที่ในการให้พลังงานต่อร่างกายรวมไปถึงสมอง ถ้าระดับกลูโคสต่ำก็จะทำให้การสั่งงานของสมองทำงานช้าลง และไม่สมบูรณ์กลูโคส คือ ฐานรากสำคัญของพลังงาน สะสมในร่างกาย ซึ่งจะถูกนำมาใช้เมื่อต้องการ กลูโคสมีรสชาติหวานเล็กน้อย

 ตรงกันข้ามกับ ฟรุกโตสซึ่งเป็นน้ำตาลที่หวานที่สุดในกลุ่ม ฟรุกโตส สามารถพบได้ในอาหารจากธรรมชาติ เช่น ผลไม้และน้ำผึ้ง หรือในผลิตภัณฑ์อื่นๆเช่น เครื่องดื่มน้ำหวาน ขนมหวาน ที่ใช้น้ำเชื่อมสกัดจากข้าวโพดซึ่งหวานมาก และมีค่าฟรุกโตสสูง  อาหารแปรรูปต่างๆก็จะมีฟรุกโตสอยู่ด้วย เพราะว่า ฟรุกโตสมีราคาที่ต่ำ และประหยัดเพื่อลดต้นทุนการผลิต จึงเป็นที่นิยมใช้ฟรุกโตสในการเพิ่มความหวานให้กับอาหาร 

    ส่วนประเภทสุดท้ายก็คือ  กาแลคโตส  ซึ่งจะพบเพียงในอาหารบางอย่าง ส่วนใหญ่จะพบกาแลคโตส กับ กลูโคสในแลคโตส (Loctost) คือน้ำตาลชนิดหนึ่งที่ได้จากนม 

    ได้มีการวิจัยความสัมพันธ์ระหว่าง น้ำตาลกับโรคมะเร็ง และได้นำมาเสนอในนิตยสารงานวิจัยเกี่ยวกับมะเร็ง ผู้วิจัยได้สรุปว่า น้ำตาลแต่ละประเภทจะผ่านกระบวนการย่อยแตกต่างกัน น้ำตาลจะเป็นตัวช่วยให้เซลล์มะเร็ง เติบโตและช่วยให้เพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว

   การวิจัย ได้ยกตัวอย่าง มะเร็งที่ตับอ่อน ซึ่งถือว่าเป็นมะเร็งที่ร้ายแรงประเภทหนึ่ง พบว่าเซลล์มะเร็งต้องการน้ำตาลประเภทกลูโคสเป็นสารอาหารหลักในการเติบโต แต่น้ำตาลฟรุกโตสจะเป็นตัวกระตุ้นการเติบโต และแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งให้ไวขึ้น  มีข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วย ที่มีภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องควบคุมปริมาณน้ำตาล ฟรุกโตสที่สามารถบริโภคได้ให้ต่ำกว่า 15 กรัมต่อวัน

    ตัวอย่างต่อไปนี้ เป็นปริมาณค่าฟรุกโตสที่ร่างกายจะได้รับจากผักและผลไม้ต่อน้ำหนัก 100 กรัม แอปเปิ้ล  5.9 กรัม   กล้วย  4. 9 กรัม    องุ่น  8.1 กรัม   สับประรด  2.1 กรัม   แครอท      0.6 กรัม   ข้าวโพด  0.5 กรัม    มันเทศ   0.7 กรัม  

     นอกจากนี้กรดยูริคในร่างกายสามารถจะช่วยแสดงให้ท่านทราบถึงความเสี่ยง ของระดับน้ำตาลฟรุกโตส ในร่างกายได้ด้วยเช่น ถ้าระดับค่าของกรดยูริค สูงกว่า 5.5   แสดงให้ท่านทราบถึงความเสี่ยงของระดับน้ำตาลฟรุกโตสในร่างกายได้ด้วย เช่น ถ้าระดับค่ายูริคสูงกว่า 5.5 แสดงว่าว่าท่านควรควบคุมการรับประทานผลไม้หรืออาหารที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง  

     แต่ไม่ได้แนะนำห้ามรับประทานผลไม้สดเลยเพราะถึงแม้ว่าผลไม้จะมีน้ำตาลฟรุกโตสก็จริงอยู่แต่ประโยชน์คุณค่าก็ยังมีอยู่เยอะ เช่น วิตามินต่างๆ และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีประโยชน์มาก ต่อสุขภาพ และยังสามารถลดผลกระทบของฟรุกโตสได้อีกด้วย

     แต่กลับกัน น้ำผลไม้จะไม่ให้คุณประโยชน์ได้เท่ากับผลไม้สดเลย นอกจากจะมีระดับฟรุกโตสที่สูงแล้ว สารต้านอนุมลอิสระก็ยังน้อยกว่าผลไม้สดอีกด้วย เพราะได้สูญเสียไปส่วนใหญ่จากการผลิต เพราะฉะนั้นควรเลือกที่จะรับประทานและควบคุมปริมาณที่รับประทาน เพราะถ้าร่างกายได้รับน้ำตาลฟรุกโตสมากเกินไปส่งผลเสียต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้

     ที่สำคัญการลดบริโภคน้ำตาล  ยังสามารถช่วยป้องกันการกระจายเติบโตของเซลล์มะเร็ง ได้อีกด้วย เพราะต้องจำไว้ว่ามะเร็งชอบน้ำตาลและต้องการน้ำตาลในการเติบโต 

      ถ้าลดการบริโภคน้ำตาลก็จะเหมือนการตัดเสบียงอาหาร ที่จะไปเลี้ยงเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้การลดบริโภคน้ำตาล ยังจะสามารถเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันกับโรคได้อีกด้วย เพราะน้ำตาลมีผลเสียต่อระบบทำงานได้ไม่เต็มที่ ในกรณีคนไข้ที่ป่วยเป็นมะเร็ง และได้รับการรักษาอยู่ 

     คำแนะนำแค่ว่า ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างเดียวคงจะไม่เพียงพอ คงจะต้องระวังเรื่องการบริโภคอาหารหรือผลไม้ที่มีกลูโคสสูงด้วย  เพราะนั่นคือ อาหารหลักของมะเร็ง และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟรุกโตสสูงด้วย ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการเติบโตของมะเร็ง 

 

   ท่านที่มีคำถามหรือต้องการขอคำปรึกษาให้ส่งจดหมายมาที่ นสพ.เดลินิวส์ เลขที่ 1/4 ถนน วิภาวดีรังสิต หลักสี่ กทม. 10210 วงเล็บมุมซองด้วยว่า    ส่งต่อ ดร.คิว หรือ ทางโทรศัพท์ 08-46362789 ,08-14941561 และ อีเมล [email protected] 

 

ขอบคุณ ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ด้วยความปรารถนาดี   กานดา แสนมณี

 

 

 

 

 

  ทุกอย่างรับประทานได้ แต่ต้องพอประมาณนะคะ