จะโกรธเธอลงไปได้อย่างไร?...เพราะว่า......!!!


ความโกรธ...ดับได้เพราะ...เมื่อได้รู้ความจริงที่ว่า...สรุปว่าเธอนั้น...บ้า...!!!!

          ความโกรธนั้น...เกิดขึ้นได้เสมอกับทุกคน อยู่ที่ว่าใครจะหาวิธีดับความโกรธได้ก่อนกัน พระท่านบอกว่า...ความโกรธนั้นเปรียบเหมือนเจ้าบ้านนำไฟมาจุดเผาเรือนตน มีแต่ความเสียหาย ไม่เกิดประโยชน์อะไร? 

          วันหนึ่งได้อ่านนิตยสารธรรมะที่คุณดังตฤณเขียนไว้ เล่าว่ามีพ่อคนหนึ่งเขาอยากสอนอะไรบางอย่างกับลูกชาย จึงตั้งคำถามว่าถ้าอยู่ดีๆมีใครก็ไม่รู้มาเตะลูกแบบไม่มีเหตุผล แล้วถามว่าลูกมีความรู้สึกอย่างไร?....  ซึ่งคล้ายกับเหตุการณ์ที่ผึ้งงานและอีกหลายคนในวันนั้นได้รับเพียงแต่ว่าคนละเหตุผลเท่านั้น ดังนั้นผึ้งงานจึงอยากจะเก็บเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นข้อคิด สำหรับชีวิตคนกทม.

 

เย็นวันหนึ่งขณะที่ผึ้งงานมารอขึ้นรถที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเหมือนเช่นทุกวัน ขณะที่กำลังชะเง้อมองดูรถสายที่เราต้องการขึ้นอยู่นั้น ที่ป้ายรถเมล์คนเยอะมากจนต้องเดินลงมาบริเวณด้านล่างในเลนที่รถจะเข้ามาจอด โดยไม่ได้สนใจอะไรเนื่องจากใจจดจ่อมองหารถเมล์อยู่

ทันใดนั้น...ก็ถูกใครก็ไม่รู้มาเตะน่องจากด้านหลังใต้เข่าขาพับไปข้างหน้าทันที...เสียหลักแต่ไม่ล้ม พอหันไปมองรอบๆก็เห็นมีผู้ชายคนหนึ่งเดินท่าทางกวนๆอยู่เลยไปซักหน่อยเป็นผู้ต้องสงสัยที่สุด  ดูการแต่งตัวก็ธรรมดาไม่ได้แตกต่างจากผู้คนแถวนั้น ผึ้งงานงง!!...และรู้สึกโกรธ...ว่าใคร?มาทำร้ายกันแล้วผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีคนเห็นเยอะแต่...ไม่มีใครช่วยเหลือหรือเห็นใจอะไร? มองแค่แว๊บเดียว...ทุกอย่างก็เข้าสู่ปกติ

แต่ใจผึ้งงานรู้สึกโกรธ...ร้อนรุ่ม ว่ามาทำร้ายฉันทำไม? และยังไม่รู้ว่าใครทำด้วย จึงถอยมายืนบนป้ายรถเมล์และยังเจ็บน่องนิดหน่อย สักพักก็สังเกตเห็น...ชายคนหนึ่งเดินอ้อมหลังผู้คนที่ลงไปในเลนรถ...ไล่เตะข้างหลังขาพับคนมาเป็นระยะๆแล้วเดินไปเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ สายตาเราก็เพ่งไปมองเพราะเห็นต่อหน้าต่อตา ชายคนนั้นไม่มีใคร?ให้ความสนใจทั้งๆที่ทำร้ายคนแถวนั้นอยู่หลายรอบ เวียนไปเวียนมา  (...น่าแปลก...ที่คนทำไมเพิกเฉยต่อคนอื่นที่ถูกทำร้าย แล้วไม่ให้ความสนใจหรือช่วยเหลือ....ดูใจดำจัง!...)

แต่เมื่อพิจารณาดูดีๆจะเห็นว่า...ชายคนนั้นสติไม่สมประกอบเป็นบ้า...เวรกรรม...มาทำร้ายผู้คนไปมา จึงไม่มีใครอยากตอแยหรือถือโทษโกรธ เมื่อผึ้งงานรู้อย่างนี้แล้ว ความโกรธที่เกิดขึ้นก็ดับสนิท...เหมือนนำน้ำแข็งมาราดกองไฟ...ดับอย่างรวดเร็วไม่เหลือเชื้อ...เมื่อทราบความจริง

ดังนั้นเวลาอยู่ในที่สาธารณะนั้น ต้องคอยสังเกตผู้คนรอบข้างด้วย ซึ่งเมื่อมองภายนอกนั้นเหมือนกัน แต่พฤติกรรมที่แสดงออกนั้นต่างกัน โดยเฉพาะบริเวณป้ายรถเมล์ นักล้วงกระเป๋าก็เยอะ(ตำรวจก็รู้ทุกอย่าง)แต่ก็ไม่เคยจับได้เลย บางทีเห็นก็ไม่กล้าโวยวายเพราะคนร้ายมากันเป็นกลุ่มประมาณ 4-5 คนทำงานกันเป็นทีม จะส่งกระเป๋าต่อๆกันจนหาของกลางไม่เจอและอาจถูกทำร้ายได้ ต้องระวังเช่นกัน

การดูแลตนเองให้ปลอดภัยก่อน(อย่าหวังพึ่งคนอื่น)เป็นเรื่องดีและช่วยเหลือกันบ้าง เมืองกรุงนั้นมีคนแล้งน้ำใจเยอะมาก ถือว่า...เรื่องของเขา เราไม่เกี่ยว... สภาพการแข่งขันทำให้ สยาม...เมืองยิ้ม...อาจจะกลายเป็นสยาม...ลืมยิ้มไปได้เหมือนกัน...

               (ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

หมายเลขบันทึก: 434283เขียนเมื่อ 5 เมษายน 2011 23:33 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 ธันวาคม 2012 13:40 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (4)

อ่านเรื่องดีๆทีไร  สติกลับมาทุกที  แต่เผลอทีไร  ดับไม่ทันเสียแล้ว

ขอบคุณค่ะ

  • สวัสดีค่ะ
  • คิดได้ด้วยค่ะ ว่าเขาอาจหวังดี
  • ไม่อยากให้คนที่ไปยืนในเลนรถ ได้รับอันตราย
  • โกรธไม่ลงค่ะ ขอบคุณค่ะ

สวัสดีค่ะคุณnamshaIco48

  • ความโกรธเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ถึงแม้ว่าเราจะพยายามรู้ตัวให้ทัน...แต่ก็เกิดขึ้นใหม่ได้เรื่อยๆ
  • เรามาให้กำลังใจซึ่งกันและกันดีกว่าค่ะ ...ช่วยเตือนสติซึ่งกันและกัน...
  • ขอให้มีความสุขมากๆค่ะและขอบคุณกำลังที่มอบให้ผึ้งงานค่ะ
  • ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมค่ะ
  • 

สวัสดีค่ะคุณลำดวนIco48

  • คุณลำดวน...นั้นเป็นคนที่มองโลกในแง่บวกมากค่ะ
  • คนมองโลกในแง่บวกเป็นคนที่จิตใจดีค่ะ
  • ผึ้งงานอยู่เมืองกรุงก็...พยายามมองบวกคิดบวกให้มากเข้าไว้เช่นกัน เพราะเมืองกรุงมีเรื่องที่วุ่นวายมากมาย
  • ขอบคุณสำหรับกำลังใจและวิธีคิดบวกค่ะ
  • ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมค่ะ
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี