ในท่ามกลางเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ เราจะได้เห็นสิ่งที่ดีงามและสิ่งที่ไม่อยากเห็น ไม่อยากให้เกิดขึ้นเสมอ เราจะพบคนที่มีน้ำใจในการช่วยเหลือผู้อื่น และเชื่อว่าเจตนาของการให้ของทุกคนคือ ต้องการบรรเทาทุกข์ของผู้เดือดร้อน

เรียนรู้ในท่ามกลาง ..การเกิดอุทกภัยครั้งนี้

ในท่ามกลางเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ เราจะได้เห็นสิ่งที่ดีงามและสิ่งที่ไม่อยากเห็นไม่อยากให้เกิดขึ้นเสมอ เราจะพบคนที่มีน้ำใจในการช่วยเหลือผู้อื่น และเราก็ได้เห็นคนที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ และเห็นกระทั่งคนอีกบางกลุ่มที่หาโอกาสจากเหตุการณ์เหล่านี้ในการหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆกัน  ได้ฟัง ได้เห็น รับรู้ แม้ว่าแปลกใจบ้าง เศร้าใจบ้าง แต่สุดท้ายก็ต้องพยายามทำใจให้ได้ มองเห็นได้แต่ไม่ต้องแปลมากนัก บอกกับตัวเองว่า..เมื่อออกไปทำสิ่งดีๆ แล้วต้องไม่จิตตกกลับมา

 

มีหลายครั้งที่ไม่เข้าใจว่า เมื่ออยู่ในท่ามกลางความทุกข์ยากด้วยกัน ทำไมจึงยังมีการเบียดเบียนไม่เผื่อแผ่กันอีก หลายเหตุการณ์ก็ออกเป็นข่าว เช่น ข่าวชาวบ้านช่วยกันเก็บปลากลับบ้าน เท่าที่จะหาภาชนะมาบรรจุได้ จากรถที่เกิดอุบัติเหตุข้างทาง มาซ้ำอีกจากข่าวทางTV ที่ชาวบ้านไปเอายางพารา ทั้งยางแผ่น เศษยาง ยางก้อน (ก้อนละ 5000 บาท) ที่ลอยออกจากโรงงานมา โดยเอาทั้งรถ ทั้งเรือไปเก็บ เอามาขายต่อ โดยมีการรับซื้อต่อๆกันทั้งๆที่รู้ว่าไม่ถูกต้อง จนประธานบริษัทชาวญี่ปุ่นต้องออกมาพูดขอร้อง ขอคืน ซื้อคืนก็ได้ และแถมท้ายด้วยคำพูดที่สุภาพ กรีดเข้าไปในความรู้สึกที่บอกได้ว่า น่าละอายแทนจริงๆ และไม่รู้จะกู้คืนได้ด้วยวิธีใด นอกจากบอกว่า ขอโทษๆๆ

คำพูดเขาสรุปได้ว่า “ขณะนี้ชาวญี่ปุ่นก็ประสบภัยพิบัติร้ายแรงเช่นกัน แต่เราไม่มีการขโมยเช่นนี้ และเราหวังว่าคนไทยจะปฎิบัติต่อเขาเช่นนั้นเช่นกัน” ด้วยใบหน้าที่เรียบ อมเศร้า เสียงที่เนิบ ทำให้ยิ่งรู้สึกละอายแทนมากขึ้นจริงๆ

 

เมื่อวานได้โทรศัพท์ไปถามข่าวคราวของลูกศิษย์ที่เพิ่งซื้อบ้าน ยังต่อเติมครัวไม่เสร็จเลย บ้านเขาจมไปในน้ำเหลือหลังคา ไม่สามารถขนของออกมาได้เลย (ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะคอมฯ เก้าอี้ เครื่องเรือนอีกหลายชิ้น meepole เพิ่งให้เขาไปได้ประมาณ 3 เดือน จมหายไปหมด) ก็ได้ข่าวที่เศร้าใจว่า ของคนอื่นๆอีกหลายบ้านที่พุนพินถูกงัดบ้าน โดยงัดเข้าทางหลังคา เพราะน้ำยังสูงอยู่ก็ลอยเรือมา เปิดหลังคาได้เลย ตอนนี้เขาต้องเหมาเรือที่ราคาสุดโหดเช่นกัน แต่ต้องยอมจ่ายเพื่อแวะเข้ามาดูบ้าน แม้รู้ว่าของที่มีอยู่จมน้ำหมดแต่ก็ไม่อยากจะซ่อมหลังคา หรือเสียของอื่นๆอีก

 

เมื่อวันที่รถติดกันมากมายบนสะพานที่หัก และทรุด จนเลี้ยวกลับกันได้ก็กลับ แต่คันที่ติดข้างในออกมาไม่ได้ ติดอยู่บนถนนเซาเทอร์นเป็นครึ่งวัน เป็นวัน ไม่มีอาหารและน้ำ แต่พบว่ามีการนำข้าวกล่องไปขายกล่องละ 80 บาท เพื่อนของเพื่อนเขาโทรศัพท์มาบอก ก็ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรออกไป นอกจากถอนหายใจ เฮ้อ!!

 

ภาพนี้จาก: oknation.net

แต่ในท่ามกลางเรื่องเหล่านี้ ก็มีสิ่งดีๆ ได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ ทุกเช้า จนค่ำกลับมาบ้านก็ได้ยินอีก กองทัพอากาศทำงานได้ดีจริงๆ ลำเลียงคนป่วย อาหารฯ ทหารบกหลายส่วนก็เริ่มต้องไปช่วยขุดดิน กวาดดิน ออกจากบ้านชาวบ้าน และสถานที่ต่างๆ หลังจากงานนี้ หากน้ำลดแล้วก็ต้องเป็นหน้าที่ของทหารช่าง ที่ต้องถูกส่งไปช่วยสร้างบ้านให้ชาวบ้านอีกมากมาย

มีหลายภาคส่วนช่วยกันตั้งหน่วยรับบริจาค  ทั้งเอกชนและภาครัฐ หน่วยงานหลายภาคส่วนร่วมกันคนละไม้ละมือช่วยสงเคราะห์ในสารพัดเรี่อง ทั้งการลำเลียงคนเจ็บ คนป่วย และอพยพขนของ มูลนิธิต่างๆก็มีรถออกช่วยลำเลียงของ กระจายข่าว สื่อมวลชน วิทยุชุมชน ที่ช่วยกันประกาศข่าวต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงหลังปัญหาหนักสุดคือการตอบคำถามเส้นทางการเดินทาง

  

สภากาชาดไทยตั้งหน่วยครัวกาชาด ที่ meepole โชคดีได้มีโอกาสเข้าไปช่วยบรรจุอาหาร ไปเห็นการทำงานที่เหน็ดเหนื่อยของจนท.กาชาด ที่มาจากนครฯ และกรุงเทพ ตลอดจนมีผู้สูงวัยจากกลุ่มต่างๆผลัดกันมาช่วย บางวันมีเด็กๆ มาช่วยบ้าง ไม่ว่าจะมามากหรือน้อยแต่ก็มีคนมา  มีความสุขใจที่เห็นในแต่ละวันมีคนเอาของมามอบให้กาชาดเอาไปแจกจ่าย เอามาปรุงอาหาร

จากประสบการณ์ตรงนี้อยากจะบอกต่อว่า หากจะต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ในช่วงแรกที่มีการตั้งครัวกาชาด นั่นแสดงว่าต้องมีผู้คนเดือดร้อนมากมาย และไม่สามารถหุงหาอาหารหรือช่วยตัวเองในเรื่องการออกมายังที่ต่างๆได้ในช่วงนั้น

หากจะบริจาคควรส่งเป็นอาหารสดมาที่ครัวกาชาด ไม่ว่าจะเป็นไข่เค็ม ไข่สด (ไข่เป็ด และไข่ไก่) ไก่แช่แข็ง (ไก่จะดีกว่าอย่างอื่น) ผักสดไม่ได้ใช้เพราะกลัวว่าอาหารจะเสียง่าย  เพราะบางจุดกว่าจะลำเลียงไปถึง และบางจุดเผื่อเขาเก็บอาหารไว้กินอีกมื้อได้  ข้าวสารต้องการมาก  น้ำปลา น้ำตาลทราย  น้ำปลาซอง ช้อนพลาสติก (ใช้มากจริงๆ) ห่วงยางรัดของ  

หากจะบริจาคหมี่ซอง ก็ต้องคิดว่าชาวบ้านยังเอาไปทำอะไรไม่ได้ในช่วงแรก ทำให้หิวน้ำมากขึ้นอีก (อันนี้คนส่วนมากไม่คิด) ถ้าจะให้กันช่วงที่มีไฟฟ้า มีครัวแล้วก็คงดี หรือมีน้ำดื่มพอเพียง ส่วนน้ำดื่มเป็นของจำเป็นยิ่งยวด เพราะเราอดอาหารได้นานกว่าอดน้ำ

มีวันหนึ่งที่ข้าวสารจะไม่พอ meepole และเพื่อนออกไปหาซื้อ และก็ไปร้านที่ขึ้นราคาข้าวแพงกว่าปกติถึง100 บาท/15 กก. (จาก420 เป็น 520 บาท) ขากลับผ่านจุดรับบริจาค เห็นข้าวสารวางหลายสิบห่อ เลยทนไม่ได้ เพื่อนจอดรถแล้วก็เข้าไปบอกที่จุดนั้นว่า หากมีข้าวสารมากในช่วงนี้ อยากจะให้เอาไปให้ต่อที่กาชาด (บอกให้เขาเอาไปให้ ไม่ได้จะช่วยเอาไป กลัวเขาหวาดระแวง) เพราะตอนนี้ขาดข้าวสารและเขาสามารถหุงส่งตรงไปยังชาวบ้านได้เลยทันที ในตอนนี้อีกหลายวันที่ชาวบ้านไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย เขาตอบว่าเดี๋ยวถามท่านผู้การก่อน..ฟังเสียงแค่นี้เราสองคนก็รู้ว่า แห้ว !! ไม่มีประโยชน์ ... แต่ก็ยังอยากให้ความคิดว่า ควรใจกว้างๆ สิ่งของที่ใครให้มาก็ตาม การส่งให้ถึงมือผู้รับในแต่ละวันโดยหน่วยงานที่มีศักยภาพในการส่งได้ทั่วถึงและเร็วเป็นดีที่สุด ดีกว่าตั้งกองไว้ให้เห็นว่ามีคนให้มาเยอะ จนถึงวันที่ความจำเป็นหรือความต้องการลดน้อยลงไปแล้วย่อมได้ประโยชน์น้อยกว่า

 

เชื่อว่าเจตนาของการให้ ของทุกคนคือ ต้องการบรรเทาทุกข์ของผู้เดือดร้อน ใครเป็นคนให้ ใครจะเป็นคนมอบให้ไม่สำคัญ (ที่มีมาบ่นให้ได้ยินว่า ของต้องรอ..มาร่วมถ่ายภาพรับ-ส่งของก่อน ) ที่สำคัญคือ ขอให้คนเดือดร้อนได้รับโดยเร็ว ดังนั้นหากเข้าใจความรู้สึก และเจตนาตรงนี้แล้ว การจัดการอะไรหลายอย่างจะเร็วขึ้นได้