.

วันนั้นเป็นวันที่ผมเข้าร่วมประชุมสมาชิกอโชก้าเฟลโลว์เป็นปีแรก ในกิจกรรมแนะนำตัวอโชก้าเฟล์โลว์ แทนที่จะให้ผู้เข้าร่วมประชุมแนะนำตนเอง ผู้ดำเนินรายการกำหนดให้ผู้เข้าร่วมประชุมเป็นผู้แนะนำคนอื่น คนที่ถูกแนะนำจะเป็นคนแนะนำคนอื่นถัดไปเรื่อย ๆ จนหมด
ผมถูกแนะนำโดย “พะตีจอนิ โอโดเชา” ปราชญ์ชาวปกาเกอะญอผู้ยิ่งใหญ่ แห่งบ้านหนองเต่า อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ผมยังจดจำคำแนะนำของพะติได้มาถึงทุกวันนิ้ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปแล้วเกือบ ๑๐ ปี
พะตีจอนิ เป็นเฟล์โลว์ ก่อนหน้าผมหนึ่งปี เหตุที่ทำให้พะตีรู้จักและพอจะแนะนำผมได้เนื่องมาจากเหตุ ๒ ประการ คือ ผมเป็นส่วนหนึ่งในขบวนภาคประชาชนในภาคเหนือ และผมขึ้นไปทำวิทยานิพนธ์ที่บ้านหนองเต่า มีโอกาสได้พูดคุยกับพะตีจอนิต่อเนื่องยาวนานกว่าหนึ่งปี
จะว่าไปแล้วการเรียนจบปริญญาโทของผมนั้น หากไม่มีพะตีจอนิผมอาจไม่มีโอกาสเป็นมหาบัณฑิตด้วยข้อมูลส่วนใหญ่ รวมทั้งการวิเคราะห์เบื้องต้นในวิทยานิพนธ์ผมนั้นเป็นความเมตตาของพะตีจอนิ
มีเรื่องขำที่ผมมักจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการทำวิทยานิพนธ์ที่บ้านหนองเต่าก็คือ ในช่วงที่ผมไปเก็บข้อมูลนั้น มีนักศึกษาอีก ๔ มหาวิทยาลัยทั้งปริญญาโทและเอกจากธรรมศาสตร์ ๒ คน จาก ม.เชียงใหม่ ๑ คน และจากประเทศฝรั่งเศษอีกคนนึง ไปทำวิจัยที่นี่ และเก็บข้อมูลจากพะตีจอนิ บ่อยครั้งที่นักวิจัยเจอกันในหมู่บ้านต้องแบ่งคิวสัมภาษณ์พะตีจอนิ บางคราวก็สัมภาษณ์ไปพร้อมกัน ทั้งนี้ดูเหมือนผมน่าจะมีโอกาสได้คุยกับพะตีมากกว่าใครเพื่อน บางคราวพะตีจึงให้นักวิจัยมาสอบถามข้อมูลจากผมแทน
พะตีจอนิได้มีพระคุณกับผมในแง่การให้ข้อมูลจนผมเรียนจบเท่านั้น แต่ท่านยังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตปกาเกอะญอ จนทำให้ผมเข้าใจและหลงไหลในวัฒนธรรมปกาเกอะญอเป็นอันมาก นอกจากนั้นท่านยังได้แลกเปลี่ยนแบ่งปันท่าทีและโลกทัศน์ให้ผมได้ค่อยซึมซับได้ไม่น้อย จะว่าไปแล้วท่าทีและทัศนคติของชาวเขาผมค่อยปรับเปลี่ยนก็เพราะท่านนั่นเอง
ในแวดวงนักพัฒนาเอกชน รวมทั้งนักวิชาการสายนี้ไม่มีใครไม่รู้จักพะตีจอนิ ด้วยพะตีจอนิเป็นปราชญ์ผู้รอบรู้และตกผลึกภูมิปัญญาของชาวปกาเกอะญอ ซึ่งได้นำเสนอออกมาสู่สาธารณชนอย่างลุ่มลึกและน่าสนใจ ความรู้ของท่านถูกนำไปถ่ายทอดต่อเป็นหนังสือแล้วหลายเล่ม อาทิ ป่าเจ็ดชั้นปัญญาปราชญ์ โดย กรรณิการ์ พรมเสาร์ และ เบญจา ศิลารักษ์ สวนของคนขี้เกียจ โดย หญ้าน้ำ ทุ่งขุนหลวง ชุดนิทานปกาเกอะญอที่ ๑ – ๓ โดย นาโก๊ะลี ฯลฯ และในวันที่ผมคลุกคลีอยู่กับท่านนั้นหากพอมีฝีไม้ลายมือด้านการเขียนสักหน่อย ก็อาจจะมีอีกเล่มหนึ่งที่ออกมาจากผม
“จอนิ” มิใช่ชื่อเดิมของท่าน ชื่อเดิมของท่านคือ “แจแปนนิส”
ที่มาของชื่อนี้ด้วยท่านเกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนนั้นทหารญี่ปุ่นเดินทัพผ่านหมู่บ้านที่ท่านเกิด ซึ่งธรรมเนียมปกาเกอะญอจะตั้งชื่อลูกเกิดใหม่ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ท่านเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “จอนิ” จากการเปลี่ยนของทางอำเภอที่เขียนลงในใบเกิด ด้วยฟังเฟี้ยนไปจากผู้แจ้ง
บางคนเรียกพะตีจอนิว่าพ่อหลวงจอนิ เนื่องจากท่านเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านเมื่อสมัยที่ยังเป็นหนุ่ม คำว่าพ่หลวงเป็นคำนำหน้าชื่อของผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งแม้จะลาออกแล้วก็ตาม (ส่วนคำว่า “พะตี” แปลว่า “ลุง”)
พะตีจอนิมีลูกหลายคน แต่ผู้ที่ถอดแบบและเดินตามรอยพ่ออย่างเข้มข้นมี ๒ คน คือ “พฤ” ผู้พี่ และ “แซวะ” ผู้น้อง ผมรู้จักและมีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนด้วยทั้งสองคน
ผมยังมีโอกาสพบปะพะตีจอนิอยู่บ้างในรอบปี เจอทีไรท่านก็มักมีเรื่องมาเล่าให้ฟังอยู่เรื่อย ผมมีความสุขมากเมื่อได้นั่งฟังท่านคุยทุกครั้ง

ภาพประกอบโดย : “กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์” เผยแพร่ครั้งแรก : http://www.prachatai.com
.
น้องหนานเกียรติครับ
หญ้าน้ำ ทุ่งขุนหลวง คนข้างบ้านผมเอง มีผลงานหลายเล่ม คู่หูของ วีรศักดิ์ ยอดระบำ แห่งแม่น้ำเงา
บ้านผม (ขณะนี้ฝนยังตกไม่ยอมหยุด )
ท่านผู้เฒ่าครับ
พี่นนท์ (หญ้าน้ำ) เป็นครูผมคนหนึ่งครับ จะว่าไปเป็นครูคนแรก ๆ ด้วยซ้ำไป แกเป็นคนแนะแนวการเขียนให้ ผมได้แนวก็จากแกนี่แหละ ไม่ได้เจอกันนานแล้วคิดถึงแกอยู่เหมือนกัน แกเสียลูกสาวไปเมื่อหลานปีก่อน ตอนนี้น่าจะหาโศกเศร้าแล้ว...
เอาใจช่วยให้ฝนหยุดซะทีนะครับ....
อ้อ พันนี้เอง บ้านน้องนนท์ อยู่ริมทางรถไฟ บ้านน้ำตก ห่างจากปากพะยูน เพียง 10 กิโลเอง ผมไม่สนิทกันหรอก แต่สนิทผลงานน่ะ
อ้อ จากภูผา สู่มหานที ค่ายครั้งต่อไปที่ บ้านเกาะหมากน้อย ตำบลเกาะปันหยี (ที่โมฆษณา เด็กเตะกลางทะเลนั้นแหละ ) คิดโปรแกรม ตกปลาไว้แล้วด้วย หาวันว่างแล้วแจ้งทางเกลอ นัดน้องเทียนแล้วด้วย แต่ยังไม่กำหนดวัน คงเป็นเดือน พค กำลังดี รร อยู่ไม่ไกลจากบ้านเกิดผมเท่าไหร่
อ่านแล้วได้ความรู้เพิ่มเติมมากนะคะน้องหนานเกียรติ
จะรออ่านผลงานการออกหนังสือสักเล่มของพ่อน้องเฌวาค่ะ
สวัสดีครับ พี่ krugui Chutima
สงสัยจะรอเก้อซะแล้วครับ ถ้าจะมีก็คงจะเป็นหนังสือที่ทำเองล่ะครับพี่
สวัสดีครับ คุณ ปณิธิ ภูศรีเทศ
แหะ แหะ ขอบคุณ และขอบคุณครับ...
พะตีจอนิ กับ ความรู้นั้น ผมคิดว่า ให้ปริญญาหลังปริญญาเอก
ยังไม่คู่ควรกับท่านเลย
สวัสดีครับอาจารย์...
ใช่ครับ ความรู้ของท่านนั้นยิ่งใหญ่มาก ๆ
การเติบโตด้านในของผมเหตุหนึ่งก็มาจากการนั่งคุยกับท่านนี่แหละครับ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ให้ ผมกับพี่เอนก นาคบุตร กำลังสนใจเรื่องผู้ประกอบการสังคม ในสังคมไทย (รวมถึงชนเผ่า) เราตั้งใจจะเป็นหลักสูตรที่ให้ปราชญ์และนักกิจกรรมสังคม ได้เพิ่มบทบาทในการแสวงหาทางออกให้กับสังคมไทยมากขึ้น ยินดีหากจะได้แลกเปลี่ยนกับอาจารย์มากขึ้นครับ
สวัสดีครับ พี่ศักดิ์
ด้วยความปราบปลื้มและประทับใจครับที่มาแวะทักทายที่บันทึกของผม
พี่เอนกเป็นหนึ่งในรายชื่อที่ผมจะเขียนระลึกถึงด้วยครับ
เกี่ยวกับเรื่องที่พี่จะดำเนินการหากมีอะไรให้ผมช่วยเหลือได้บ้างกรุณาเอ่ยปากได้เลยนะครับ...
สวัสดีค่ะ
พะตีจอนิ เป็นครูภูิมิปัญญาไทยรุ่นที่ 1 ได้รู้จักท่านตั้งแต่ปี 2540 นั่งรถตู้ขึ้นดอยไปหาท่าที่บ้านหนองเต่า ได้รู้จักกับพฤและศิวกร ไม่แน่ใจคนเดียวกับแซวะหรือเปล่าค่ะ
วันนี้เพิ่งได้คุยถึงท่าน ที่สกศ.เราเรียกท่านว่า พ่อหลวงจอนิ...และเราประทับใจท่านมาที่ท่านมาประชุมโดยไม่สวมรองเท้าและใส่หมวกใบเท่ค่ะ
แปลกมาค่ะ....
พิมพ์คอมเม้นท์ไป แต่ไม่ปรากฏเลย...ฮา ๆ
ขี้เกียจพิมพ์ใหม่แล้วค่ะ ฝากความระลึกถึง พฤ และ ศิวกร ด้วยค่ะ
สบายดีนะคะ
อ้าวววว....มาดูอีกทีคราวนี้สองคอมเม้นท์เลย อิอิ
สวัสดีครับอาจารย์
แหะ แหะ มาสามเลยครับ...
แรก ๆ ผมก็เรียกว่าพ่อหลวงครับ แต่หลัง ๆ สนิทมากขึ้นก็เรียกพะตี
ผมมีโอกาสพบท่านราวปีละคร้ังสองคร้ังครับ สุขภาพท่านยังแข็งแรง อารมณ์ขันเหมือนเดิม
ผมไม่ได้ขึ้นไปที่หนองเต่านานแล้วครับ เจอพฤในเมืองเมื่อหลายปีก่อน ส่วนแซวะนั้นไม่ได้พบเลย ทราบเรื่องราวของสองหนุ่มจากปากพะตีจอนิเมื่อคราวพบกันล่าสุดครับ...