และนี่คือ .... ครั้งหนึ่งในชีวิตกับพระอาจารย์ผู้เป็นต้นแบบ.... กับหนังสือเล่มโปรดที่ทำให้มุมมองของชีวิตเปลี่ยนไป : มองลึก นึกไกล ใจกว้าง ..........หนังสือที่ดิฉันเปรียบให้เป็นเหมือนคัมภีร์ในการดำรงชีวิตอย่างมี สติ ทุกครั้งที่ดิฉันต้องมีเรื่องกัวลใจ เรื่องต้องคิดไม่ตก คำสอนของพระอาจารย์จะดังก้องอยู่ในหูของดิฉันตลอดมา

            ในบ่ายวันเสาร์ที่ 19 มีค. 2554  Eureka_au และเพื่อน ได้เป็นตัวแทนของผู้อำนวยการ รพ.  ซึ่งติดภารกิจสำคัญไปเป็นกำลังใจให้กับลูกสาวของท่านไปสอบแข่งขันที่กรุงเทพ   ดิฉันและเพื่อนได้ไปร่วมแสดงความยินดีกับการเปิดตัว รร.เตรียมบัณฑิตพิชชาลัย ซึ่งเป็น รร.แนวคิดใหม่ แห่งแรกในจังหวัดสงขลา  ซึ่งทาง รร.ได้รับเกียรติจาก  ท่าน ว.วชิรเมธีเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์  และในการนี้ได้มีการบรรยายธรรมจากพระอาจารย์ในหัวข้อ

" การอ่าน  การคิด  สร้างชีวิตเป็นสุข"  ซึ่งท่านบรรยายได้แง่คิดในการปลูกฝังให้เยาวชนรักการอ่านได้อย่างสนุกสนาน  และในการบรรยายก็สอดแทรกคติธรรมต่างๆทำให้เราได้ฉุกคิดตามได้อย่างดี

   และเมื่อจบจากการบรรยายธรรม  ก็มีท่านผู้บริหารของ รร. และแขกผู้มีเกียรติได้ร่วมถ่ายรูปกับพระอาจารย์  ส่วนดิฉันก็ได้แต่มองอยู่อย่างไกลๆ  เพราะเราเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งคงเข้าไปไม่ถึงท่านอย่างแน่นอน  แต่คิดในใจว่า  ครั้งนึงได้เจอท่านแบบนี้ก็มีบุญมากโข  เพราะ 2 ปี ที่ผ่าน หลังจากได้อ่านหนังสือของท่าน  ดิฉันคิดว่ามุมมองในการดำรงชีวิตเปลี่ยนไป  ในระหว่างที่คิดนั่นเอง

    พระอาจารย์  เดินมาถึงที่ดิฉันยืนอยู่ตรงหน้าตอนไหนไม่แน่ใจ  และพูดขึ้นมาว่า  " อ้าวโยม  ได้ถ่ายรูปกับอาตมาแล้วหรือ  มามา  มาถ่ายรูป " ตอนที่ได้ยินประโยคดังกล่าว  ดิฉันทำอะไรไม่ถุก ตกใจ มือไม้สั่น  หันไปหาเพื่อนเพื่อมองหน้าว่าดิฉันได้ยินไม่ผิดใช่ไหม แล้วก็ลงไปนั่งกับพื้นเพื่อถ่ายรูปเมื่อไหร่ไม่รู้  และในวินาทีนั้นก็มีน้ำตาไหลซึมออกมา  เพราะอะไรเหรอคะ  ที่ดิฉันมีอาการเหล่านี้  เพราะการที่เราเปลี่ยนตัวเราเองไปในทางที่ดีทางที่ึควร  แค่เพียงจากการอ่านหนังสือของท่าน  แล้วเราเข้าถึงเราสัมผัสได้  และเราเข้าใจ และนำไปปฏิิบัติได้  ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันยิ่งใหญ่มากค่ะ 

      และต่อมาท่านได้เดินทางไปร้านนายอินทร์ที่ สาขาหาดใหญ่ ดิฉันได้มีโอกาสให้ท่านเขียนลายเซ็นในหนังสือเล่มโปรด  เล่มที่ดิฉันคิดว่าเป็นคัมภีร์ทางความคิด ท่านกรุณาสอบถามชื่อดิฉัน  เพื่อบรรจงเขียนชือของดิฉัน

   และหลังจากที่บรรจงเขียนหนังสือให้เรียบร้อยแล้วนั่น  พระอาจารย์ยังสอบถาม สารทุกข์ดิบ  ดิฉันเลยได้มีโอกาสบอกกับพระอาจารย์ว่า  ดิฉันเป็นสมาชิก facebook และ twitter ของพระอาจารย์  สิ่งที่ได้ช่วยศาสนาคือ  การนำบทความดีดีของพระอาจารย์มาโพสต์บน facebook ของตัวเอง  อีกทั้งทวิตเตอร์บทความคำสั่งสอนของพระอาจารย์มาให้เพื่อนๆได้อ่านทุกๆวัน  ซึ่งเป็นสิ่งดิฉันปฏิบัติอยู่ทุกวัน  และทำวันละหลายๆครั้ง  ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ทำแล้วมีความสุข  พระอาจารย์เคยกล่าวในหนังสือว่าการให้ธรรมทานเป็นบุญที่ยิ่งใหญ่  แต่ดิฉันไม่ได้มองถึงแค่เป็นเพียงการทำบุญ  แต่ทุกครั้งที่ดิฉันได้โพสต์ข้อความค่ำสั่งสอนของพระอาจารย์  ดิฉันเชื่อเสมอว่าจะทำให้สังคมเราอยู๋ด้วยความรัก อยู่ด้วยความสงบมากยิ่งขึ้น  เหมือนกับที่ครั้งนึง  รพ.ของดิฉันประสบปัญหาเกิดความขัดแย้งใน พนง.  แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเราผ่านจุดนั้นมาได้  ยอมรับได้เลยว่า  พนง. รพ.ของพวกเรา ได้อ่านบทความของท่าน  จากการโพสต์ใน facebook หรือจากการทวิตตเตอร์มาให้อ่่าน พวกเรายังอดคิดในใจไม่ได้ว่า  ทำไมท่านมาโปรดให้พวกเราเห็นทางสว่างเมื่อยามที่พวกเรามีความทุกข์ใจ  ณ.วันนี้พวกเราผ่านมันไปได้แล้วค่ะ  พวกเราได้รับการเยียวยาหัวใจจากบทความจาก facebook หรือจาก twitter นั่งเอง

    และนี่คือ .... ครั้งหนึ่งในชีวิตกับพระอาจารย์ผู้เป็นต้นแบบ.... กับหนังสือเล่มโปรดที่ทำให้มุมมองของชีวิตเปลี่ยนไป  : มองลึก  นึกไกล  ใจกว้าง ..........หนังสือที่ดิฉันเปรียบให้เป็นเหมือนคัมภีร์ในการดำรงชีวิตอย่างมีสติ ทุกครั้งที่ดิฉันต้องมีเรื่องกัวลใจ เรื่องต้องคิดไม่ตก  คำสอนของพระอาจารย์จะดังก้องอยู่ในหูของดิฉันตลอดมา

มองลึก : อย่ามองเพียงแค่ปรากฏการณ์ที่เห็น  อย่าไปคิดตัดสินใจแค่เพียงสิ่งที่เราเห็นเท่านั้น เพราะสิ่งที่เราเห็นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด

นึกไกล : อย่าเพียงคิดว่าเราจะได้อะไร  เพราะในขณะที่เราได้อะไร คนอื่นย่อมเสียอะไรไปบ้าง  คำสอนนี้จะยังก้องหูของดิฉันตลอดมาว่า  ณ.ที่ทำงานแห่งนี้ องค์กรแห่งนี้เป็นที่ๆให้ฉันได้ทำงาน  และฉันได้ทำอะไรให้กับ รพ.ที่รักของฉันได้เต็มที่แล้วหรือยัง

ใจกว้่าง: ต้องไม่ลืมว่าที่ๆแคบที่สุดก็คือใจ  ต่ำที่สุดก็คือใจ  ตื้นที่สุดก็คือใจ  สูงที่สุดก็คือใจ  กว้างที่สุดก็คือใจ เพราะถ้าเราเป็นคนที่ใจกว้างแล้ว เราจะรักคนได้ทั้งโลก รักโดยที่ไม่ต้องถามว่าคุณเป็นใคร  ศาสนาอะไร และสีอะไร