การลงโทษด้วยการดูไม่ถูก (ดูเบา ดูแคลน)
การดูเบาเป็นการกระทำที่ผิดมาตลอด ผมชอบดูผลลัพธ์ของการกระทำดังกล่าวมาตลอดหากคุณไม่แน่ใจ หรือยังไม่รู้ว่าเขาเป็นคนดีหรือเปล่า คนอย่าไปดูเบา เหยียดหยามเขา เพราะนั่นอาจเป็นจุดจบของคุณเอง
ผมบอกตามตรงว่าทุกอย่างเธอไม่ได้เป็นอย่างที่เราๆคิด บางครั้งคนที่คุณปักใจเชื่อว่า ไม่ดี อาจจะเป็นเพราะคุณไม่ได้มองด้านดีของเขาที่เขาดีจริง ด้วยทัศนคติของคุณเองที่ทำให้มองได้ไม่ครบทุกมิติ หรือมิจฉาทิฐิ หรือเขาอาจจะเป็นพวกชอบปิดทองหลังพระ หรือศีลไม่เสมอกัน เลยไม่ถูกชะตา และ Whatever….
ไม่ว่ายังไง อย่าตัดสินใครง่ายๆ ดูตัวอย่าง shrek , ไอ้ฟัก ตัวละครในนิยายคำพิพากษาของ ชาติ กอบจิตติ หรืออะไรก็ตามที่คุณรู้ หรือถูกบิดเบือนอยู่ มิฉะนั้นคุณจะมานั่งเสียใจทีหลังว่า เข้าใจผิดอยู่ ซึ่งเธอเป็นตัวสะท้อนความโง่ของคุณด้วย ผมท้าพิสูจน์ด้วยเวลาว่า “ถ้าคุณคิดไม่ดีกับคนดีมากเท่าไหร่ กรรมเธอจะสะท้อนคุณกลับแรงมากเท่านั้น ยิ่งคนที่คุณดูเบาเป็นคนดีเท่าไหร่ คุณยิ่งเดือดร้อนมากเท่านั้น”
ผมท้าพิสูจน์ด้วยเวลา หลังจากนั้น คุณลองสังเกตชีวิตของคุณเอง ถ้าคุณเป็นคนดีมีบุญ กรรมเธอจะสะท้อนคุณกลับเร็วมาก แต่ถ้าไม่ใช่..ก็น่ากลัวหน่อย ที่ว่า เธอเหมือนกับเขื่อนกั้นน้ำ ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งสะสมปริมาณจนมหาศาล เมื่อเขื่อนแตก กรรมทั้งหลายเธอทะลักทับคุณ จนคุณอาจ..ลุกไม่ไหว หรืออยากสังหารตัวเองเพื่อพาตนให้พ้นกรรม (ล้วนแต่เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ด้วยเวลา แต่ไม่ว่าใครคงไม่อยากให้กรรมเธอสนองในช่วงเวลาที่อ่อนแอ ดูแลตัวเองไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็วัยชรา คนที่เคยทำเลวมามาก จึงต้องรีบเข้าวัดกันเป็นใหญ่ เพราะกลัวตายไปตกนรก ..แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะ)
เรื่องเธอมีอยู่ว่า ผมได้เจอคนที่เก็บอาการดูเบาผมไม่ได้อยู่หลายครา ผมก็ได้รับความรู้สึกที่ไม่ดีจากการกระทำของเขา แน่นอน..ว่าเธอเจ็บ และผมก็ไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะระงับเพิกเฉยต่อการกระทำดังกล่าวได้ ความรู้สึกอยากเอาชนะคำพูดเหล่านั้นยังไม่มี เพราะใจที่เธอแค้นเธอไม่มีความสุข ผมไม่ชอบ ถ้าแย่มากผมก็กลับมานอนสลบ เพื่อไม่ต้องคิดถึงเรื่องไม่พึงประสงค์ ภาษาฝรั่งเขาอาจเรียกว่า “looser” ผมก็ไม่ว่ากัน ผมอาจจะเป็นอย่างนั้น ผมก็ต้องปรับปรุงต่อไป ยอมรับความจริง..เพราะเป็นคนจริง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมบอกได้เลยว่า เธอจะมีเรื่องบังเอิญให้ผมไปพบเห็น ตอนที่เวรกรรมเธอสะท้อนกลับเขาอย่างชัดเจนต่อหน้าผม เธอเหมือนกับมีเพื่อนคนหนึ่งมาต่อยผม แล้วถูกเชิญผู้ปกครอง ทั้งยังถูกครูตีหน้าห้องอย่างแรง!!
ทำไม? ผมต้องเปรียบเทียบแบบนี้ เพราะว่าเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นต่อหน้าผม ไม่รู้ว่าเท่าไหร่ เหมือนกับโดนครูตีแล้ว ยังโดนพ่อแม่กลับไปตีที่บ้านอีกหลายที
เรื่องเริ่มจาก การไปเรียนป.บัณฑิตวิชาชีพครู เนื่องจากผมรู้จักตัวเองช้าไปหน่อย จึงไปเรียนครูเพิ่ม เป็นวิชาชีพที่ผมรัก ชอบ เลือดครูเธอเข้มจนหัวใจเรียกร้อง แต่ก็คงมีกรรมที่ก่อนหน้านี้ผมไม่รู้ตัวมาก่อนเลยว่าอยากเป็นครู
ผมเจอรุ่นน้องร.ร.คนหนึ่ง ผู้หญิง เธอเป็นครูภาษาอังกฤษ เธอจำผมได้ แต่ไม่ทักทาย และยังทำหน้าเหยียดผมด้วย คือ เธอดูเบาผม ก็แหงล่ะ อายุตั้งเท่านี้แล้ว ยังมาเรียนอยู่อีก ไม่เห็นก้าวหน้าไปไหน ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ไม่มีงานทำล่ะสิ ถึงมาเป็นครู ...คือสมัยนี้ เขาคิดกันยังงี้ มีคนเล่าให้ผมฟัง ฟังแล้วน่าตกใจไม่น้อย อาชีพครูโดนดูถูกเหมือนกับพระในสมัยก่อนที่ถูกดูแคลนว่าคนที่มีปัญหา หรือ ไม่มีงานทำ จะมาบวชเป็นพระ
ผมใช้คำว่า “ดูเบา”เพราะเธอดูไม่ถูก ผมไม่รู้ว่าเธอดูเบาผมอยู่นานแค่ไหน แต่ผมไม่ได้ต้องการเอาชนะความคิดเธอ ผมทำงานส่ง เรียนด้วยใจรัก ผลสะท้อนกลับตัวเธอเริ่มก่อตัวให้เห็น เริ่มจากผมทำ E-learning ได้ เธอทำไม่ได้จนกลุ่มเธอต้องขอความช่วยเหลือจากผม หลังจากนั้นผมเรียนและได้เกรดนำมาเรื่อยๆ จนเกรดเฉลี่ยสูงสุดของรุ่น ก็ผมทำด้วยใจรักนี่ เธอเป็นยังไงเหรอไม่รู้ รู้แต่ว่า หน้าเธอเครียดขึ้นทุกทีๆ จนฉากสุดท้าย นั่นคือ การสอบภาษาอังกฤษ จบไม่จบ อยู่ที่ตรงนี้ด้วย ถ้าไม่ผ่านก็ต้องเรียนเพิ่ม และสอบจนผ่านถึงจะจบได้
ปรากฏว่า ผมบังเอิญสอบได้คะแนนสูงสุดของชั้น จริงๆก็ทำได้คิดว่าผ่าน แต่ไม่คาดว่าจะได้ที่หนึ่ง แต่คนผ่านน้อยมาก ประมาณว่า สอบผ่านกัน 14 % ก็ปรากฏว่า เธอเป็นครูภาษาอังกฤษแต่สอบไม่ผ่าน แล้วผมเนี่ยจบเกษตรนะ การสอบคราวนี้ ครูภาษาอังกฤษเครียดกว่าเพื่อน และสอบไม่ผ่านหลายคน ก็ไม่รู้จะอยู่โดยไม่รู้สึกอะไรได้อย่างไร ผมเห็นหน้าแล้วน่าสงสารกันทุกคน ขนาดนั้นเลย...จากไม่ชอบกลายเป็นสงสาร ก็คิดดูแล้วกัน ก็หน้าเธอหมองฟ้องซะขนาดนั้น แต่ก็นั่นแหละตามประสาคนเรา หาข้ออ้างมาให้ตัวเองจนได้ เช่น เวลาในการทำข้อสอบน้อยเกินไปทำไม่ทัน...555 (ระดับมาตรฐาน เวลาก็เท่านี้แหละครับ) มีหลายเหตุการณ์เล่าไม่ไหว เธอเยอะ หลังจากนี้ การลงโทษของผมคือ ปล่อยให้เขาดูเบาไป แล้วให้เวลาผ่านไป รอดูอย่างสะใจ เอ๊ย! เห็นใจ เพราะบางครั้งกรรมเธอซัดเขาซะจนทนดูไม่ไหว น่าสงสารซะยิ่งกระไร ไม่ว่าจะผ่านไปนานสักเท่าไร ต้องมีโอกาสให้ผมได้เห็นหรือรับรู้จนได้ ว่าผลแห่งการกระทำเธอเป็นยังไง
บางคนที่เจอสิ่งที่ตัวเองเคยทำกับผมซะเอง เขาก็ไม่กล้ามายุ่งกับผมแล้ว เพราะรู้ว่า ลองทำอะไรไม่ดีสิได้ซวยแน่ ก็แน่ล่ะ สิ่งที่ดูแลผมอยู่ ใหญ่ที่สุดในมหาจักรวาล นั่นก็คือ..กฎแห่งกรรม ถ้าผมทำไม่ดีผมก็โดนครับ ยุติธรรมไหม?