จดหมายถึงครู l หากชีวิตนี้ไม่เจอครูและอาจารย์คงจะไม่มีวันนี้

 

 วันอาทิตย์ ที่ ๒๐ เดือน มีนาคม ๒๕๕๔

กราบสวัสดีค่ะครู

  วันนี้เป็นวันอาทิตย์ แต่ติ๋วก็ยังต้องไปทำ Lab ด้วยเหตุปัจจัยที่น้อมรับกับทุกสิ่งที่เผชิญ การทำงานตลอด เสาร์และอาทิตย์ ทำให้เห็นความแง่งาม ที่ครูชี้แนะให้ไปภาวนาที่วัดช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ เพราะการที่ต้องทำงานต่อเนื่องยาวนานมันทุกข์เช่นนี้ใช่ไหมค่ะครู บริบทข้างนอก สบาย ๆ ทำช่วยกันกับพี่อ้อ มีลูก ๆ พี่อ้อ มาคอยเติมความสดใสบ้าง แต่ที่หนักกลับกลายเป็นภายในจิตตนเองค่ะครู ที่มักจะหยิบเรื่องนั้น เรื่องนี้มาพิจารณา ให้เป็นภาระของใจ สองวันเต็ม ๆ ความทุกข์ที่เผชิญ ปรากฏให้เห็นความงามแห่งคำสอนครู

 

เมื่อก่อน ติ๋วทำตามครู แบบเหมือนหมูเหมือนหมา แบบว่า ทำไปก่อน แม้จะมีสงสัย แต่ก็ทำ”

 

มาวันนี้พึ่งเข้าใจว่า การมีห้วงเวลาแห่งการพักภาวนาให้จิตใจ ภายในมันจะรู้สึกว่า “ได้วาง วางภาระภายใน” เพราะการภาวนาระหว่างวันของติ๋วยังไม่ต่อเนื่อง เป็นลักษณะการพยุงตัวบ้าง เซ ๆ ไปบ้างค่ะครู แต่ก็รับรู้ว่า

 

มันเป็นเช่นใด มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน แบบไม่ค่อยจะหลอกตัวเองนัก หากจะเปรียบเป็นนักกีฬา ก็ยังเป็นนักกีฬาที่ยังอ่อนซ้อม แต่ก็ลงแข่งแบบรู้ตัวว่า คู่ต่อสู้ต่อยหมัดไหน บางจังหวะหลบทัน ก็พอได้หายใจบ้าง แต่บางจังหวะก็โดนจัง ๆ แต่ก็รับรู้ว่า โดนต่อยตรงไหน ยังเป๋ ๆ แต่ก็อดทนค่ะครู ไม่ฝึกตอนนี้ก็ไม่รู้จะฝึกตอนไหนแล้ว”

 

  หลังทำวัตรเย็นวันนี้ตั้งใจฝึกสมาธิภาวนา ก่อนสวดมนต์ในหัวเป็นหนัก ๆค่ะ คงเป็นเพราะคิดทั้งวัน มีอะไรทำไปเรื่อย ๆ คิดไปเรื่อยภายในไม่ได้พัก ขาดสติ จมไปกับความคิด พอสวดมนต์เสร็จ เหมือนรู้สึกได้เคลียร์ภายใน นั่งลงขัดสมาธิ หายใจออกแล้วหายใจเข้า ดูลมไปเรื่อย ๆ สองสามลมหายใจ รู้สึกมีเสียงกริ๊งอยู่ในหัว เบาอาการปวดตุ๊บ ๆหายไป รู้สึกเหมือนมีใครส่องไฟมาจากฝั่งซ้ายจ้ามาก วูบอยากรู้ว่าแสงมาจากไหน แต่เหมือนมันนึกได้ว่า

ให้ย้อนมาดูใจ เห็นความพอใจดับ แล้วเหมือนชำเลืองดูแสงมันจ้าขึ้น ความพอใจปรากฏขึ้น แล้วแสงก็ค่อย ๆ จ้าน้อยลง กลับมาที่ลมหายใจ แต่มันก็ทะลุไปเห็นท้องพองกับแฟบ ไปพร้อม ๆ จังหวะหายใจ สักพักมีแสงจ้ามาจากฝั่งซ้าย มันจะตามไปที่ต้นแสงอีก แต่ก็วกกลับมาเห็นความพอใจ แล้วก็กลับมาที่ลม ครานี้ยุงกัดค่ะครู เหมือนโดนเข็มจิ้มที่หลังเท้า ปรากฏความรู้สึกคัน อยากเกา ขุ่นวูบ ทุกอย่างหายวับ จึงหายใจเข้าลึก ๆ ลืมตาขึ้นมา”

  รู้สึกเบากว่าตอนก่อนสวดมนต์ แต่ก็รับรู้กับตนเองว่า “ฝึกสมาธิน้อย” พออาบน้ำก็มานั่งเขียนบันทึก ระลึกถึงน้อง ๆ ที่มาฝึกงาน งานเขียนน้อง ๆที่ส่งติ๋วมา กับการได้ดูแลน้อง ๆ มากว่าสิบวัน ทำให้พอเข้าใจว่า

“ทำไมน้อง ๆ ถึงได้เรียนนานกว่าคนอื่น ๆในรุ่นเดียวกัน”

แล้วก็มองย้อนกลับมาที่ตนเองเกิดคำถามว่า

“อะไร ทำให้ติ๋วเปลี่ยน”

  เบื้องต้นของชีวิตนักศึกษา ติ๋วก็เป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ที่เหมือนพลัดหลงเข้าไปในดงผู้ดี หลัง ๆ เกิดอาการ “อยากดูดีอย่างเขาบ้าง” แต่งเนื้อแต่งตัว ปรุงแต่ง ทั้ง ๆที่บ้านก็ยากจ๊น ยากจน ทำตัวหลงไหล ( ใครหนอช่างคิดคำนี้ ) ไปกับมายาของสังคม เป็นอาการหลงว่า แต่งตัว แบบนี้ ใช้ของเหล่านี้ ใช้ชีวิต แบบนี้แหละเจ๋ง เริ่ด สุดยอด แล้วก็ไหล ไปด้วยกันกับสังคมเรื่อย ๆ เหมือนเป็นจิตวิทยาหมู่ค่ะครู

แต่ติ๋วโชคดีที่เจอ “อาจารย์” เหมือนท่านเข้ามาเปลี่ยนชีวิต จากเด็กที่แต่งตัวเฉิดฉายไปวัน ๆ เข้าผับ กินเหล้า เต้นรำ ไม่สนใจเรียน

  อาจารย์ท่านสามารถฉุดเข้ามาอยู่ใน Lab ได้โดยที่แทบไม่รู้ตัว จากวันที่เริ่มเรียนรู้การทำ Lab กับอาจารย์ชีวิตติ๋วก็เริ่มเปลี่ยน จากที่แต่งตัวเฉิดฉาย สวยไป สวยมา ( ตอนนั้นคิดแบบนี้จริง ๆค่ะ ) กลายเป็นต้องใส่เสื้อยืดกางเกงยืน มาทำ Lab จากเที่ยวหัวราน้ำ กลายเป็นมาทำ Lab แบบไม่ลืมหูลืมตา รวม ๆ เกือบ ๕ ปี โชคดีที่อาจารย์ท่านเห็นทำงานหนัก บางทีวันหยุดท่านเลยหิ้วไปเที่ยว นั่น โน่น นี่ ให้พอได้เปลี่ยนอารมณ์ ได้เรียนต่อปริญญาโทแบบ by Thesis ทั้ง ๆ ที่เกรดเฉลี่ยตอนปริญญาตรี ก็น้อยแสนน้อย

 

โห........หากชีวิตนี้ไม่ได้เจออาจารย์ ติ๋วอาจจะเรียนไม่จบปริญญาตรีก็อาจเป็นได้ เพราะดูเหตุและปัจจัยแล้ว ถ้าไม่เปลี่ยนตัวเอง ก็ไม่จบแน่ ๆ แต่นี่เพราะความเมตตากรุณาของอาจารย์ ชีวิตจึงปรากฏมาอย่างทุกวันนี้

หลัง ๆ อาจารย์พามาให้ ได้รู้จักครู เหมือนอาจารย์จูงแขนติ๋ว มาฝากเข้าเรียนกับครู เหมือนอาจารย์บอกครูว่า “พี่ฝากสอนมันด้วย” จากวันแรกที่เจอครูมาจนถึงวันนี้ ติ๋วเปลี่ยนไปเยอะมาก เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ ยากจะคิดได้ด้วยสมอง

ครูค่ะเหนื่อยไหม กับการเคี่ยวเข็ญ ศิษย์คนนี้

ตอนนี้ศิษย์รู้แล้วว่ามันยาก แต่ครูก็อดทนสั่งสอน
เหมือนครูให้ความรัก ก่อนให้ความรู้ศิษย์เสียอีก
โอกาสที่ครูหยิบยื่นให้แบบนับครั้งไม่ถ้วน
การให้อภัยกับความงี่เง่าของศิษย์ด้วยจิตใจที่เมตตาอย่างไม่มีประมาณ
ครูทำให้ติ๋วมั่นใจในมงคลชีวิตที่บอกว่า “คบบัณฑิต” เป็นมงคลแก่ชีวิตจริง ๆค่ะ
 

ณ ทุกวันนี้ดูเหมือนชีวิตเจอเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ แต่สบายขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกัน ตอนนี้เหมือนการเดินทางมีเป้าหมาย

 “รู้ว่า มันจะสิ้นสุด ณ ที่ใด หากไม่หยุดก้าวไป สักวันต้องไปถึง”

แตกต่างจากเมื่อก่อนมาก ที่มืดมน ไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ทำงานไปเพื่ออะไร เกิดมาทำไม พอมันมืด ๆ ก็เดินสะเปะสะปะ หยุดเดินบ้าง เดินถอยหลังบ้าง บางทีวิ่งหนีอะไรก็ไม่รู้บ้าง แต่ ณ ปัจจุบัน มันเหมือนการเดินทางที่มั่นคงในเป้าหมาย แม้ตอนนี้จะกำลังเดินผ่านทะเลทรายที่เต็มไปด้วยพายุ แต่ก็รับรู้ว่า

“อ้อ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ที่ต้องเดินผ่านทะเลทรายก็เพราะว่า ได้รับโอกาสให้ได้เรียนรู้การดำรงอยู่ในพายุทะเลทราย ก็เท่านั้น เมื่อเรียนจบแล้ว ก็จบ แล้วมันก็จะก้าวเดินต่อไป ตามแต่แผนที่ชีวิตจะนำพา”

 

รักและเทิดทูนครูเหนือจะบรรยาย หากชีวิตนี้ไม่เจอครูและอาจารย์ ก็กล้าพูดได้เลยว่า “คงไม่มีวันนี้”

ศีลแห่งตนนั้นพยายามดำรงอยู่ เชื่อมั่นอยู่ภายในว่า “ศีลหากไม่ด่างพร้อย จิตจะไม่หมอง เพราะวันไหนที่รู้สึกว่า ศีลด่างพร้อย จิตจะหมอง ๆ แทบทำสมาธิไม่ได้เลยค่ะครู มันจะคิดฟุ้งซ่านแล้วเป็นร้อนรุ่มอยู่ภายใน” รับรู้อีกอย่างหนึ่งว่า “การดำรงอยู่แบบระลึกถึงศีล ทำให้ภายในอ่อนน้อม ละอายและเกรงกลัวต่อบาป อย่างบอกไม่ถูกค่ะ” เหมือนกำลังจะทำผิด แล้วข้างในมันจะตะคอกว่า “เฮ้ย ..... มันผิดศีล แล้วมันก็สะดุ้งกลัวของมัน แต่ถ้าครั้งไหน ไม่ฟังเสียงเตือน แล้วลงมือทำผิด เหมือนมันจะวน ๆ คิด ตอกย้ำว่า ทำผิดอยู่บ่อย ๆ เลยค่ะครู”

รักและเคารพครูเหนือเกล้า ................. เจ้าติ๋ว

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พระคุณครู



ความเห็น (0)