พระครูพรหมจริยาภิรม (พรหม สุปญฺโญ)

บูรพาจารย์ผู้ก่อตั้งวัดสุปัญญาราม ผู้มีอุปการคุณกับชาวบ้านผักกาดหญ้า

 

 

 

พระราชสิทธาจารย์ (บุญเรือง ปภสฺสโร)

อดีตเจ้าอาวาสวัดสุปัญญาราม  บูรพาจารย์ผู้เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านผักกาดหญ้า

 

พระครูวินัยรสสุนทร (รส ปญฺญาพโล)

อดีตเจ้าอาวาสวัดสุปัญญาราม บูรพาจารย์ผู้เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน

            

 

  คำขวัญบ้านผักกาดหญ้า     

"  ผักกาดหญ้า ผ้าไหมชั้นนำ  เลิศล้ำเรือแข่ง แหล่งบัณฑิต ผลผลิตชั้นดี บารมีเจ้าปู่ขุนศักดิ์" 

    


ต้นผักกาดหญ้า ต้นนี้ปลูกที่โรงเรียนบ้านผักกาดหญ้าโรตารี่อุทิศ สัญลักษณ์หมู่บ้าน

 

     บ้านผักกาดหญ้าถือว่าเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่มีประวัติความเป็นมาน่าศึกษาเพราะเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในหลาย  ๆ  ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเพณีวัฒนธรรม   ที่ผักกาดหญ้าก็มีประเพณีแข่งเรือยาว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าประเพณีแข่งเรือยาวนี้เริ่มมีขึ้นในบ้านผักกาดหญ้าในครั้งใด   ในด้านบุคลากรทางศาสนา   ในอดีตก็เคยมีพระเถระผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของคนในจังหวัดร้อยเอ็ด   หรือในจังหวัดอื่น  ๆ   ซึ่งก็เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าหลวงพ่อเมืองเสล ฯ   ซึ่งนามจริง  ๆ   ของท่าน   ก็คือ     พระราชสิทธาจารย์  (บุญเรือง   ปภสฺสโร)  และอีกรูปหนึ่งคือ   พระเดชพระคุณ พระครูวินัยรสสุนทร  (รส ปญฺญาพโล)   ซึ่งพระคุณท่านทั้ง   ๒   รูป   ในคราวแรกที่อุปสมบท ท่านทั้งสองก็จำพรรษาอยู่ที่บ้านผักกาดหญ้านี้   และเคยเป็นเจ้าอาวาสที่วัดสุปัญญาราม   อยู่หลายปี   ในที่สุดท่านก็ได้รับบัญชาจากพระผู้ใหญ่ให้ไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดมิ่งเมือง   อ.เสลภูมิ   ในกาลต่อมา ในด้านการศึกษาก็ปรากฏว่าชาวผักกาดหญ้าเป็นหมู่บ้านที่ฝักใฝ่ในการศึกษา   ลูกหลานชาวผักกาดหญ้าก็ล้วนแล้วแต่เป็นข้าราชการเกือบทุกครัวเรือน   ในด้านเป็นร่องรอยแหล่งอารยธรรมแต่โบราณก็ปรากฏว่ามีหินศิลาเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง-ยาวประมาณ   ๒   เมตร   ตรงกลางมีรู ซึ่งขุดพบที่บริเวณนาของชาวบ้าน ภายหลังนำมาไว้ที่วัด  (หินลักษณะนี้ ข้าพเจ้าเคยเห็นที่จังหวัดอุบลฯ และที่สุโขทัย มีปรากฏมากมาย  เห็นเขาเขียนเป็นภาษาบาลีว่า "ปีฐะปิณฑิกา" ก็คือแท่นสำหรับรองรับศิวลึงค์นั่นเอง เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในศาสนาฮินดู ซึ่งแผ่อิทธิพลมาในแถบนี้ก่อนพระพุทธศาสนา... /พระมหาวินัย ภูริปัญโญ)  ในด้านบุคคลที่มีความสำคัญในอดีต   ก็ปรากฏมีเรื่องราวเจ้าปู่ขุนศักดิ์   ซึ่งประวัติเล่าว่าท่านเคยเป็นทหารมาก่อน   แล้วมาเสียชีวิตในบริเวณนี้ จนเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในกาลต่อมา   ในด้านเกษตรกรรมบ้านผักกาดหญ้าก็เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำชีไหลผ่าน มีแหล่งน้ำธรรมชาติหลายแห่ง ทั้งพื้นดินก็มีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยประการดังกล่าวมานี้      ข้าพเจ้าจึงได้รวบรวมเสาะหาประวัติเกี่ยวกับชุมชนผักกาดหญ้าจากหนังสือเก่า ๆ ที่ผู้รู้ท่านทำไว้ แล้วนำมาไว้ในที่นี้  เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าของคนในชุมชน และคนอื่นๆ  ที่สนใจในเรื่องประวัติ    ประวัติผักกาดหญ้าเรื่องราวมีดังนี้

 

 

 

เจ้าปู่ขุนศักดิ์ รุ่นฉลองอุโบสถ ปี ๒๕๔๕

สิ่งศักสิทธิ์ที่ชาวบ้านผักกาดหญ้า และชาวตำบลนาเลิงเคารพนับถือ

 

 

หินก้อนนี้ขุดได้จากนาของชาวบ้าน นำมาไว้ที่วัด

 

     ในสมัย   เมื่อยังไม่มีชื่อหมู่บ้าน   แต่เดิมบ้านผักกาดหญ้า   เป็นป่ากะยาเลย   มีไม้ต่าง   ๆ  มากมาย   เช่นไม้ประดู่   ไม้แดง   ไม้เต็ง   ไม้รัง   ไม้ยาง   ไม้หลุมพอ   ฯลฯ   และมีผักผักกาดหญ้าเป็นส่วนมาก ผักชนิดหนึ่ง   มีต้นเป็นพุ่มสูงประมาณ   ๑-๒   เมตร   ลำต้นและกิ่งเป็นหนามแหลมคม   ใบแสกคล้ายใบกระถิน   มีกลิ่นฉุน    รสอมเปรี้ยวมีดอกสีเหลือง    ใช้รับประทานกับอาหารจำพวกห่อหมก   เช่นหมกหน่อไม้   หรือรับประทานสด  ๆ   กับ   ลาบ   ก้อย   เรียกตามภาษาอีสานว่า   “ต้นผักกาดหญ้า”   ทุกวันนี้เห็นสูญพันธุ์ไปมาก   มีเหลือปลูกไว้เป็นสัญลักษณ์บ้านเพียงเล็กน้อย   คือเห็นมีปลูกที่ศาลาอิสรานุสรณ์   ๑   ตรงทางเข้าหมู่บ้าน   ที่โรงเรียนก็มี   ที่บ้านคุณตาสมจิตร   โฮมแพนก็มี   ที่บ้านยายติ๋มก็มี   ที่บ้านคุณยายเทียม   คุณตาลีก็มี   นี่เท่าที่เห็นชัด    ส่วนที่อื่นไม่เห็น   แต่ก็คงจะมีอยู่ประปราย ความจริงก็ควรจะหามาปลูก   เพราะพื้นดิน   อากาศ   เหมาะแก่ต้นผักชนิดนี้    และจะได้เห็นเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน นับวันผักกาดหญ้าจะสูญพันธุ์

 

     พูดถึงสัตว์ป่าแต่เดิมในอดีตก็มีมาก   เช่น   นกกระบัว   นกเขาเขียวออดออ   นกเป้า   นกเป็ดน้ำ   สาระพัดนก   และมีหนองน้ำใหญ่   ๆ   อยู่หลายหนองด้วยกัน  เช่น  หนองนาแซง   หนองสองห้อง   หนองหล่ม   หนองเสือน้อย   หนองผักก้าม

 

     ต่อมามีพ่อใหญ่สุวอ   ซึ่งเป็นคนบ้านขวาวใหญ่   มาเลี้ยงช้าง    แล้วปลูกกระท่อมเล็กๆนอนเลี้ยงช้างอยู่   พอถึงเวลาน้ำหลาก   ก็ขึ้นไปพักอยู่บ้านขวาว   พอน้ำลดก็ลงมาเลี้ยงช้างอีก   นานเข้าก็มีเพื่อนฝูงบ้านเดียวกันมาด้วย   ที่ใดพอเป็นที่นาก็พากันถากถางไป   นานเข้าก็กลายเป็นไร่นากันหมด

 

     เมื่อ   พ.ศ.   ๒๔๔๐ ก็เลยพากันปลูกบ้านขึ้นเป็นที่อยู่อาศัย   ก็เลยกลายเป็นหมู่บ้านและขนานนามว่า   "บ้านผักกาดหญ้า"   เพราะได้ถางป่าผักกาดหญ้าเป็นที่ปลูกบ้าน   ตอนแรกมีประมาณ   ๓๐ หลังคาเรือน

 

     พ.ศ.   ๒๔๔๕   เลยพร้อมใจกันตั้งวัดขึ้นที่เหนือบ้าน   ให้ชื่อว่า   วัดเหนือ    ตั้งอยู่ที่บริเวณโรงเรียนบ้านผักกาดหญ้าโรตารี่อุทิศในปัจจุบัน   และได้ทำสีมา  (สิมน้ำ)  ไว้ที่หนองนาพ่อใหญ่สุวอ   แม่แป้ แต่ก่อนยังไม่มีนามสกุล   ที่แห่งนั้นจึงได้นามว่าหนองสิมมาเท่าทุกวันนี้    ปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นนาของคุณตานรินทร์ไปแล้ว   บ้านผักกาดหญ้านี้   ได้ตั้งมาเป็นสองคุ้ม   เพราะมีร่องน้ำเป็นที่กั้นเขตแดน เรียกว่า   "ร่องหว้า"   เพราะมีต้นหว้าใหญ่อยู่ที่นั้น   การไปมาของชาวบ้านสองคุ้ม   ก็ได้ทำสะพานไม้โดยใช้กระดานแผ่นเดียวต่อกันไป    ยาวในราวสิบกว่าวาจึงข้ามได้

 

 

อุโบสถวัดสุปัญญารามในปัจจุบัน

 

   ต่อมาทางอำเภอเสลภูมิ   มีนายขัตติยะ   ประทุมทิพย์   เป็นนายอำเภอ   แต่ก่อนนายอำเภอคนนี้เคยเป็นนายอำเภอมาจากกาฬสินธุ์ ตอนนั้นร้อยเอ็ดยังไม่ได้ยกฐานะเป็นมณฑล   ก็ได้ไปขึ้นที่กาฬสินธุ์อยู่ก่อน   นายอำเภอจึงได้มาตั้ง   "พ่อใหญ่ผ่าย"   ขึ้นเป็นกวนบ้าน คือผู้ใหญ่บ้านในสมัยนี้

 

     ประมาณ   พ.ศ.๒๔๔๘   มีญาครูสา   เจ้าอาวาสวัดเหนือ   ได้ย้ายวัดเหนือขึ้นไปอยู่ที่ดอนส้มโรง   ริมฝั่งชี   มีท่าร้านหญ้า   ทางคุ้มใต้เห็นว่าวัดเหนือไกลจากคุ้มใต้มาก   จึงได้นิมนต์เอา   "หลวงสังกะราช"   มาจากทางบ้านหนาด   อำเภอดินแดง   (ธวัชบุรีในปัจจุบัน)   ให้พาญาติโยมบ้านผักกาดหญ้า   ตั้งวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งเรียกชื่อว่า   "วัดใต้"   ต่อมาความเจริญได้ทวีขึ้นโดยลำดับ   นายอำเภอขัตติยะ จึงได้ยกฐานะพ่อใหญ่ผ่ายขึ้นเป็นตาแสง   (กำนัน)

 

     บรรพบุรุษผู้นำกลุ่มที่อพยพมาจากแหล่งต่าง  ๆ   ได้ลงหลักปักฐานสร้างเป็นหมู่บ้านขึ้น   โดยให้ชื่อว่า   "บ้านผักกาดหญ้า"   โดยถือเอาชื่อผักกาดหญ้าที่มีอยู่เป็นจำนวนมากเป็นชื่อ    ต่อมาบ้านผักกาดหญ้าได้แบ่งออกเป็น   ๒   คุ้ม   คือคุ้มเหนือและคุ้มใต้   กำหนดเขตคลองร่องหว้าเป็นแดน   และได้ตั้งหมู่บ้านเป็นหลักปกครอง   คุ้มเหนือเป็นเขตหมู่ที่   ๑๒   ตำบลกลาง   ปัจจุบันเป็นหมู่ที่   ๓   ตำบลนาเลิง   คุ้มใต้เป็นเขตหมู่บ้าน   ที่  ๑๓   ตำบลกลาง   ปัจจุบันเป็นหมู่ที่   ๔   ตำบลนาเลิง

 

     บรรพบุรุษผู้อพยพมาตั้งบ้าน    ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าในหมู่หมู่บ้าน   ผู้ที่สร้างบ้านแปลงเมืองแห่งนี้   มีเป็นกลุ่ม  ๆ   ดังนี้

 

     กลุ่มที่   ๑   มีพ่อใหญ่วรราช   แม่ใหญ่แป้    เป็นหัวหน้า   อพยพมาจากบ้านขวาว   กลุ่มนี้มีทายาทสืบมา  คือพ่อใหญ่บุตรา   พรหมชัยนันท์   โยมบิดาของหลวงปู่พระราชสิทธาจารย์  

     กลุ่มที่   ๒   มีพ่อใหญ่แก้ว    อพยพมาจากบ้านโนนแฮด   หัวดอน อำเภออาจสามารถ   มีทายาทติดตาม   คือ   พ่อใหญ่ชานนท์   อัตโน (จารย์ครูโส)   เป็นบิดาของพ่อใหญ่ฮ้อยสม   อัตโน

     กลุ่มที่   ๓   พ่อใหญ่ปุ่ง   อพยพมาจากบ้านหนองหล่ม   ซองแมว อำเภอธวัชบุรี   มีทายาทติดตาม   คือ   แม่ใหญ่พิมพ์    เป็นมารดาของพ่อใหญ่อักษร   (คำ   พลกลาง)

     กลุ่มที่   ๔   มีพ่อใหญ่จันทบาล อพยพมาจากบ้านหวาย   ไม่ทราบว่าเป็นอำเภอไหน   จะลองสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านดูอีกที

 

บรรพบุรุษชาวบ้านผักกาดหญ้าคุ้มเหนือ

๑.พ่อใหญ่ชานนท์     อัตโน     มาจากบ้านโนนแฮด

๒.พ่อใหญ่บุตรา   พรหมชัยนันท์   มาจากบ้านโนนแพง      อ.เสลภูมิ

๓.พ่อใหญ่สุรินทร์      โชติสว่าง    มาจากบ้านขวาว    อ.เสลภูมิ

๔.พ่อใหญ่ดี      อนุฮาด     มาจากบ้านกุดแข้    อ.เสลภูมิ

๕.พ่อใหญ่สุพรรณ      ชิชัย     มาจากบ้านบ้านขวาว     อ.เสลภูมิ

๖.พ่อใหญ่ทอง    มหาพล       มาจากบ้านขมิ้น     อ.ธวัชบุรี

๗.พ่อใหญ่อักษร   (คำ  พลกลาง)  มาจากบ้านหนองหล่มซองแมว

   อ.อาสามารถ

๘.พ่อใหญ่โท     ปราบสงบ    มาจากบ้านหัน     อ.เสลภูมิ

๙.พ่อใหญ่ธรรมา     สาระจูม      มาจากบ้านหวาย

๑๐.พ่อใหญ่โท         สงเคราะห์      มาจากบ้านโนนแฮด

๑๑.พ่อใหญ่ญา      สิงสู่ถ้ำ      มาจากบ้านขวาว  อ.เสลภูมิ

๑๒.พ่อใหญ่โส      พลภวา     มาจากบ้านขมิ้น    อ.ธวัชบุรี

๑๓.แม่ใหญ่พั้ว     พลกลาง  มาจากบ้านหนองหล่มซองแมว

    อ.อาสามารถ

 

บรรพบุรุษชาวบ้านผักกาดหญ้าคุ้มใต้

๑.พ่อใหญ่เป็ง   แสงเสดาะ     มาจากบ้านหัน      อ.เสลภูมิ

๒.พ่อใหญ่เคน     กลางบุรัมย์    มาจากบ้านน้ำคำ    อ.อาสามารถ

๓.พ่อใหญ่ขุนเทพ    พลคชา     มาจากบ้านโนนแฮด

๔.พ่อใหญ่ราชโยธา    เหมโส     มาจากบ้านโนนแฮด

๕.พ่อใหญ่ซาเนตร    กลางบุรัมย์      มาจากบ้านเหล่าคำไซ

๖.พ่อใหญ่พรหมวิเศษ      มาจากบ้านโนนแฮด

๗.พ่อใหญ่ฮ้อยสม       อัตโน     เกิดที่บ้านผักกาดหญ้า

๘.พ่อใหญ่เลื่อน    ศรแผลง    มาจากบ้านกุดแข้       อ.เสลภูมิ

๙.พ่อใหญ่พล    ไกรฤาชา   เกิดที่บ้านผักกาดหญ้า

 

     เมื่อคนหลายกลุ่มเข้ามารวมกันแล้วก็ได้    ทำความเจริญขึ้นโดยลำดับ   ประมาณ   พ.ศ.   ๒๔๕๐    ทางวัดใต้ได้ก่อตั้งอุโบสถชั่วคราวขึ้นหลังหนึ่ง   ทำเป็นเสาไม้   ใช้แผลงกั้นไว้   สมัยนั้นหลวงตาสังกะราชเป็นพระอุปัชฌาย์   ประมาณ   พ.ศ.๒๔๖๐    จึงได้ยกขึ้นเป็นอุโบสถถาวร   ใช้คอนกรีตสมัยนั้น   คือใช้หินปูนผสมกับน้ำยางบงและน้ำหนังควาย   สำหรับปูนก็พร้อมกันไปเก็บเอาที่ท่าบ้านน้ำคำ   ที่ปัจจุบันชาวบ้านเรียกว่าปากขุมปูนเดี๋ยวนี้    และรับซื้อหินปูนที่พ่อค้าเขาเอามาจากภูเขามาขาย   ใช้ไฟเผาให้เป็นปูนแล้ว   ผสมกับน้ำหนังควายและน้ำยางบง    ให้เหนียวแล้วทาเป็นคอนกรีตต่อไป

 

     วัดใต้   (วัดสระทอง)   สมัยพระทองหลั่น   คมฺภีโร   เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ.  ๒๔๗๕   ได้ยกศาลานาบุญขึ้นหลังหนึ่งทำด้วยดินเผา    และได้ทำกำแพงดินเผาล้อมวัดพอดี   ทำอยู่   ๔   ปี   ทั้งกำแพงทั้งศาลา จึงสำเร็จ   นับว่าเจริญมากในสมัยนั้น    และมีการเรียนนักธรรมกันมากในสมัยนั้น    โดยพระอาจารย์ทองหลั่น   คมฺภีโร   เป็นอาจารย์สอน   มีถึงนักธรรมชั้นเอก   การศึกษาค่อย  ๆ    เจริญมาโดยลำดับตามยุคตามสมัย   ต่อไปนี้ราว   พ.ศ.  ๒๔๗๘    อาจารย์สอนปริยัติธรรมก็ได้ลาสิกขาออกไป   เป็นธรรมดา    แต่การศึกษาธรรมวินัยก็ยังคงเป็นไปตามสภาพเดิม

 

     พ.ศ.  ๒๔๘๐   มีท่านพระครูพรหมจริยาภิรม    มาจากทางวัดเกตุการาม จังหวัดสมุทรสงคราม   แต่มาตุภูมิของท่านอยู่ที่บ้านขวาวใหญ่    ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมินี่เอง   ได้มายกฐานะวัดเหนือขึ้นเป็นวัดสังกัดธรรมยุติกวงศ์   และขนานนามว่า   "วัดสุปัญญาราม"  ตามนามฉายาของท่านเอง ท่านพระครูพรหม นามฉายาว่า "สุปญฺโญ"   ท่านองค์นี้นับว่าเชี่ยวชาญมาก    มองเห็นการณ์ไกลพอสมควร   เห็นว่าบ้านหนึ่งมีสองนิกายต่อไปอาจเกิดปัญหาขึ้น   ท่านจึงมาเปลี่ยนแปลงวัดใต้เป็นวัดธรรมยุตอีกเหมือนกัน   ขนานนามว่า   "วัดสระทอง"  ได้มอบให้หลวงพ่อ   "พระราชสิทธาจารย์"    มาเป็นเจ้าอาวาส    สมัยที่พระคุณท่านยังเป็น   "ญาคูเรือง"   อยู่    สมัยนี้การศึกษาพระปริยัติธรรมก็นับว่าเจริญขึ้นมาโดยลำดับ

 


หนังสือครั้งฉลองวัดสุปัญญาราม พ.ศ. ๒๔๘๒ หลักฐานที่กล่าวถึงบ้านผักกาดหญ้า และวัดสุปัญญาราม

 

 

 

หนังสือวิสุทธิมัค ที่ท่านพระครูพรหมจริยาภิรมย์ได้สร้างถวายวัดสุปัญญาราม

เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๖ ราคาเล่มละ ๓ บาท เป็นหนังสือเล่มใหญ่ 

 

     ผู้ใหญ่บ้าน   แบ่งเป็น   ๒   หมู่บ้าน   แต่ก่อนเป็นหมู่ที่   ๑๒-๑๓ ตำบลกลาง    ต่อมาแยกเป็นตำบลนาเลิง

หมู่บ้านผักกาดหญ้า   คุ้มเหนือ   เป็นหมู่ที่   ๓   ตำบลนาเลิง

หมู่บ้านผักกาดหญ้า    คุ้มใต้      เป็นหมู่ที่  ๔     ตำบลนาเลิง

 

หมู่ที่   ๓   ตำบลนาเลิง   มีผู้ใหญ่บ้านมาแล้ว ๗ คน 

๑.พ่อใหญ่อักษร        (คำ  พลกลาง)

๒.พ่อใหญ่กัณหา       สงเคราะห์

๓.ผู้ใหญ่โชติ            แสงเสดาะ   

๔.ผู้ใหญ่ประวัติ         บุญศิริ

๕.ผู้ใหญ่สมผล         ทิพยมาตย์

๖.ผู้ใหญ่วิบูลย์          สิงห์สู่ถ้ำ

๗.ผู้ใหญ่บุญเลี้ยง สุดเสน่ห์

ปัจจุบันมีผู้ใหญ่รังษี พรหมชัยนันท์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน

 

หมู่ที่   ๔   ตำบลนาเลิง   มีผู้ใหญ่บ้านมาแล้ว   ๘   คน

๑.พ่อใหญ่ฝ่าย     (เกิดที่บ้านโนนแฮด   บิดาแม่ย่าทา  ขุนเทพ)

๒.พ่อใหญ่พิมพ์    (ซาเนตร)   กลางบุรัมย์

๓.พ่อใหญ่สม     อัตโน

๔.พ่อใหญ่พล      ไกรฤาชา

๕.พ่อใหญ่ผลู(ผู)    พลคะชา

๖.พ่อใหญ่ทองดี      สิงห์ศรีโว

๗.ผู้ใหญ่ทวี             เหมโส

๘.ผู้ใหญ่สุปัญ          แก้วโสภา

ปัจจุบัน   ผู้ใหญ่โกศล    กรมสิงห์   เป็นผู้ใหญ่บ้าน

 

สถานที่สำคัญของหมู่บ้าน

๑.วัดสุปัญญาราม

๒.วัดสระทอง

๓.คารวะสถานปู่ขุนศักดิ์

๔.คารวะสถานปู่คำสิงห์    

 

ในสมัยที่ผู้ใหญ่สมผล ทิพยมาตย์ เป็นผู้ใหญ่บ้านได้แบ่งบ้านผักกาดหญ้า หมู่ ๓ ออกเป็น ๙ คุ้ม ดังนี้ 

๑.  คุ้มเพชรบูรพา   หัวหน้าคุ้ม นายกุศล  สิทธิศาสตร์

๒.  คุ้มสุปัญญารามอนุสรณ์   หัวหน้าคุ้ม  นายเฉลิม  สิงห์ไกรหาญ

๓.  คุ้มพินัยธรเรืองราช    หัวหน้าคุ้ม  นายสมหมาย  อุ่นผ่อง

๔.  คุ้มเมรุมาศเรืองศรี    หัวหน้าคุ้ม  นายยศ  กิ่งไทสงค์

๕.  คุ้มโรตารี่เกรียงไกร    หัวหน้าคุ้ม  นายสายเทพ  สิงห์สีโว

๖.  คุ้มสุริยาเรืองเดช    หัวหน้าคุ้ม  นายสำราญ  กัณหา

๗.  คุ้มรัตนเศรษฐ์ดำเนิน    หัวหน้าคุ้ม  นายบุญเลี้ยง  สุดเสน่ห์

๘.  คุ้มศิวิลัยร่องหว้า    หัวหน้าคุ้ม  นายวรานุกูล  เหมโส

๙.  คุ้มทุ่งม่องพัฒนา   หัวหน้าคุ้ม  นายประสิทธิ์  ศรีผาวงศ์

 

ข้อมูลประชากร

 บ้านผักกาดหญ้าหมู่ ๓ มีจำนวน ๑๐๖ หลังคาเรือน ประชากรทั้งหมด ๕๗๗ คน แยกเป็นชาย ๓๐๔ คน หญิง ๒๗๓ คน

-  เด็ก ๐-๕ ปี มี ๓๒ คน   เด็กวัยเรียน ๖-๑๔ ปี ๕๗  คน

-  วัยรุ่น ๑๕- ๑๙ ปี มี ๓๙ คน   วัยทำงาน ๒๐ –๖๐ ปี มี ๓๔๖ คน

-  ผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ๑๑๒ คน   ผู้พิการ ๒๘ คน หญิงมีครรภ์ ไม่มี

 -  ผู้ป่วยเบาหวาน ๓๒ คน   ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ๒๘ คน

 

พื้นที่และอาณาเขตติดต่อ

บ้านผักกาดหญ้าหมู่ที่ ๓  ต.นาเลิง   อ.เสลภูมิ  จ.ร้อยเอ็ด  มีเนื้อที่ประมาณ  ๑,๙๐๐ ไร่    แยกเป็นพื้นที่ทำการเกษตร   ๑.๕๕๐   ไร่  เป็นที่อยู่อาศัย   ๓๕๐  ไร่

 

มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ดังนี้

ทิศเหนือ          ติดต่อกับ      ลำน้ำชี

ทิศตะวันออก   ติดต่อกับ      บ้านแห่ หมู่ที่ ๙

ทิศตะวันตก     ติดต่อกับ      ลำน้ำชี

ทิศใต้               ติดต่อกับ      บ้านคุ้งสะอาด

 

การคมนาคม

ห่างจากอำเภอเสลภูมิ       ๑๐   กิโลเมตร

ห่างจากจังหวัดร้อยเอ็ด    ๔๐   กิโลเมตร

ห่างจากโรงพยาบาลเสลภูมิ     ๑๐   กิโลเมตร

 

สิ่งสาธารณประโยชน์

โรงเรียนประถมศึกษา   ๑ แห่ง

หอกระจายข่าว  ๓  แห่ง

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ๑ แห่ง

 

ลักษณะภูมิประเทศและสภาพทางเศรษฐกิจ

พื้นที่มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำชีเหมาะแก่การทำนาทำสวน   และเลี้ยงปลา   การคมนาคมภายในหมู่บ้านเป็นถนนคอนกรีต   และถนนลาดยาง

ประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรม    ร้อยละ ๙๕

รับราชการ  ค้าขาย  รับจ้าง  ร้อยละ ๕

 

ขออนุโมทนาขอบคุณ

  • บันทึกประวัติบ้านผักกาดหญ้านี้ ข้อมูลได้จากหนังสือคำอธิบายบุญกิริยาวัตถุ ของหลวงปู่ทองหลั่น คมฺภีโร ( พระครูคัมภีร์ศีลคุณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระทอง ซึ่งท่านได้เรียบเรียงไว้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘

  • ขอขอบคุณคุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์ โรงเรียนสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี 

  • ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันบางส่วน ได้มาจากศาลาอิสรานุสรณ์ ๑ ตรงทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งได้อาศัยเด็กหญิงสิริญญากร ศรีไชยวาน เป็นคนรวมรวมเขียนมาให้

  • จึงขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมในการทำบันทึกไว้ในที่นี้ด้วย

                                                                       พระมหาวินัย