นิราศร้อยเอ็ด
๏ โอ้เคราะห์กรรมจำพรากจากสมร
ต้องจากไปไกลนุชสุดอาวรณ์ เที่ยวแรมรอนเปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
ขึ้นสู่รถประจำทางตามอย่างเขา เพราะตัวเราก็ทุกข์ยากลำบากหลาย
คอยมองโน่นมองนี่ที่เรียงราย มีหญิงชายนักเรียนเวียนขึ้นมา
๏ ถึงท่าไคร้ใกล้ชีที่ท่องเที่ยว ช่างเปล่าเปลี่ยวเที่ยวงานกาลพรรษา
ไหลเรือไฟเรืองรองท้องธารา แข่งนาวางานประจำลุ่มน้ำชี
เห็นหนุ่มสาวคลอเคลียก็เพลียจิต เตือนให้คิดถึงตัวเราเศร้าหมองศรี
จากบังอรจรลาเหมือนวารี หรือนทีที่รินไหลออกไกลตา
๏ ถึงหวายหลึมซึมเศร้าเฝ้าคิดถึง เคยรำพึงคร่ำครวญชวนยิหวา
เคยหยอกล้ออิงแอบแนบกายา แต่ต้องมาลาร่ำสุดช้ำใจ
“บ้านหวายหลึม”แห่งนี้มีชื่อนัก คนรู้จักลือชาเรื่องผ้าไหม
ทั้งวัดวาอารามงามอำไพ หมู่บ้านใหญ่ใกล้ทางพลางชื่นชม
๏ ทุ่งเขาหลวงห่วงนักประจักษ์จิต หวนให้คิดถึงนวลนางพลางขื่นขม
กลัวนาฏน้องหมองหม่นจนระทม เมื่ออกตรมอยู่เดียวดายชายเมียงมอง
กลัวแต่น้องจะโอนอ่อนผ่อนตามเขา ลืมรักเราเฝ้าวิงวอนตอนอยู่สอง
มีหนุ่มหล่อมาเชิญชวนนวลละออง นางจะครองคำมั่นนั้นอย่างไร
ขอฝากนางกับฟ้านภากาศ ที่สามารถร้องร่ำคำขานไข
ขอฝากนางกับมิตรสนิทใจ บันดาลให้ใจนางอย่าห่างเรา
เมื่อสำเร็จเสร็จสิ้นในหน้าที่ จะเร็วรี่กลับมาอย่าอับเฉา
จะรีบทำย่ำงานมินานเนา เพราะกลัวเขาชิงรักและหักทรวง
กลัวแต่นางจะหลงใหลในคำซึ้ง เขารำพึงขานไขไร้ห้ามหวง
จะด่างพร้อยพลอยจางเป็นด่างดวง แสนสุดห่วงนวลนางผู้พร่างพราย
ทุ่งเขาหลวงมีชื่อระบือยิ่ง มีไก่ปิ้งไก่ย่างมาวางขาย
มีลูกค้าแวะเวียนเพียรทักทาย พ่อค้าชายและหญิงยิ่งดีใจ
เห็นต้นตาลเรียงรายอยู่หลายต้น ช่างหวานล้นวาจาอย่าหลงใหล
เหมือนคบคนคำหวานซ่านฤทัย ถ้าเผลอไผลจะเจ็บอกเหมือนตกตาล
๏ ต่อจากนั้นสู่หวายน้อยพลอยหมองเศร้า กลัวนงเยาว์จะหลงใหลในคำหวาน
จะลืมรักสัญญาเมื่อช้านาน เพียงชายผ่านทายทักก็รักชาย
๏ บ้านหวายน้อยไม่เห็นหวายคล้ายคำบอก หรือว่าหลอกให้เรียกนามคำว่าหวาย
เห็นมีแต่ทางเลี้ยวเสียวอันตราย ไม่ระวังอาจตายได้ทุกยาม
ก็เช่นกันกับบังอรคราจรจาก เป็นการยากจะวางใจให้เจ้าขาม
ถึงมีเชือกมีหวายรัดมัดนงราม ไม่อาจห้ามใจนางไกลห่างเรา
ได้แต่หวังให้นางซื่อถือสัจจะ ใครพบปะอย่าพอใจไปกับเขา
ให้รู้จักหลีกหนีมีหนักเบา อย่ามัวเมาคำหวานการบรรยาย
๏ ทางขวามือคือประตูสู่ราชภัฏ เห็นเขาจัดรถมือสองทดลองขาย
มีทั้งคันใหม่เก่าเนาเรียงราย ราคาคงมากมายซื้อขายกัน
๏ ณ ที่นี้ยังมีบอกว่าบ้านจาน เป็นทางผ่านธวัชดินแดงแหล่งสุขสันต์
ข้างริมชีมีแม้ค้าสารพัน ต่างแข่งขันขายของลองแวะดู
จะกล่าวถึงบ้านจานทางผ่านนี้ หมู่บ้านที่มีฝรั่งยับยั้งอยู่
มาปองรักสมัครกันฉันเนื้อคู่ อดทนสู้ความลำบากไม่จากจร
จึงก่อสร้างบ้านพักเป็นหลักฐาน อลังการใหญ่มากยากรื้อถอน
พอแค่เป็นที่พักใจได้หลับนอน กับบังอรคนอีสานบ้านนอกเรา
จะว่าไปเรื่องความรักมักประหลาด ไม่เลือกชาติศาสนาถ้ารักเข้า
ไม่เลือกแม้อายุว่ายังเยาว์ แม้แก่เฒ่าก็รักกันฉันเห็นมา
ทางพระว่าเป็นบุพเพสันนิวาส ร่วมตักบาตรจึงเห็นเป็นผลา
ถึงไกลห่างอย่างไรไม่คลาดคลา วาสนาเป็นคู่แล้วไม่แคล้วกัน
หากไม่มีบุญกรรมน้อมนำส่ง จะซื่อตรงอย่างไรได้พลัดผัน
ย่อมผิดพ้องหมองใจในสักวัน เป็นเช่นนั้นเพราะกรรมเขาแต่เก่ากาล
๏ บริเวณแห่งนี้มีอีกชื่อ นั่นก็คือโนนนกเอี้ยงเสียงเรียกขาน
จะเป็นมาอย่างไรไร้ตำนาน ใครไม่คร้านก็สอบสวนกระบวนเอา
โนนนกเอี้ยงเห็นเพียงนกกกกอดคู่ แต่เราสิอดสูดูเปลี่ยวเหงา
ต้องจำใจไกลห่างนางนงเยาว์ คิดแล้วเศร้าอนาถใจในบุญกรรม
นกมีขนคนมีเพื่อนคอยเตือนจิต ไม่ให้ผิดคิดชั่วมัวถลำ
คอยปกป้องหวังดีนี้ประจำ คิดพูดทำก็เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน
เพื่อนบางคนอยู่ต่อหน้ามาสรรเสริญ บ้างบังเอิญลับหลังยังหยามหยัน
คอยนินทาด่าว่าสารพัน ริษยาตาเป็นมันนั่นก็มี
เพื่อนบางคนเพื่อนผิดสะกิดเพื่อน คอยตักเตือนห้ามปรามตามวิถี
ให้ตั้งมั่นอยู่ในแถวแนวความดี ร่วมชีวีทั้งสุขทุกข์ปลุกปลอบใจ
๏ บ้านท่าบ่อบ่อไหนไม่พบเห็น หรือแต่ก่อนนี้เป็นดังขานไข
จึงตั้งนามสถานที่ชี้ชัดไป หวังจักได้จดจำรำลึกนาน
ถึงอีกบ้านเห็นโรงเรียนเป็นเปลี่ยนร้าง ริมข้างทางบ้านใหญ่ดู่ไพศาล
ข้างโรงเรียนมีศูนย์อนุบาล เขาเพิ่งเปิดทำการไม่นานมา
ต่อจากนั้นเห็นโรงแรมที่พักผ่อน สำหรับนอนชั่วคราวเท่านั้นหนา
ทางด้านซ้ายป้ายนั้นแยกมรรคา ไปวัดป่าโนนสวรรค์บ้านเทอดไทย
ซึ่งวัดนี้เคยไปกราบไหว้พระ คนสละของเก่าพวกหม้อไห
มาประดับเจดีย์ดูอำไพ มุ่งหวังให้รู้จักรักถิ่นตน
๏ ถึงดอนวัววัวไหนมองไม่เห็น คงลำเค็ญกำเนิดสัตว์ตัดมรรคผล
เกิดชาติหน้าชาติไหนไม่ทุกข์ทน ขอเป็นคนสร้างกุศลให้ล้นใจ
๏ บ้านเก่าน้อยน้อยใจในสมร สิ้นอาวรณ์สิ้นรักแล้วผลักไส
เพียงทราบข่าวยุพดีนี้เปลี่ยนไป เรียมก็ไข้ทุกข์ร้อนนอนระทม
ตัวเจ้าเองก็มิบอกหลอกให้รัก แต่ประจักษ์ชัดเจนเห็นเหมาะสม
เพราะเพื่อนเผยหนุ่มหล่อพ่อตาคม ได้แต่ก้มหน้ารับกับความจริง
ชายคนนั้นคือใครผู้ใดหนอ จึงรูปหล่อต้องใจเจ้าเล่าแม่หญิง
ถึงเจ้าเปลี่ยนแปลงไปไม่ประวิง ได้แต่นิ่งเพราะเขลามิเท่าทัน
จะโทษใครไหนเล่าไม่เข้าท่า โชคชะตาพาไปให้แปรผัน
ตัวอรเองก็ดียิ่งทุกสิ่งอัน มีครบครันจึงมั่นใจในตนเอง
๏ บ้านฝั่งแดงเห็นแต่ฝั่งนั่งโศกเศร้า พลัดพรากเจ้าเป็นอยู่ดูโหวงเหวง
ก่อนเคยสุขกลับหม่นไหม้ไร้ครื้นเครง เพลิดเพลินเพลงร่ำร้องต้องช้ำใน
๏ บ้านอุ่มเม้ามีเนื้อสัตว์เขาจัดขาย ร้านเรียงรายขวามือซื้อดีไหม
กินลาบเลือดเนื้อสดรันทดใจ เผื่ออะไรเลวร้ายจะกลายดี
บ้านอุ่มเม้ามีอารามริมถนน นามโกศลรังสฤษฎิ์พิสิฐศรี
คิดถึงธรรมคำพระผู้ปรานี เคยตรัสชี้เรื่องไตรลักษณ์ประจักษ์เรา
ลองไม่มีสติดำริแล้ว คราคลาดแคล้วความทุกข์มาคลุกเคล้า
บางทีถ้าสติอยู่ดูบางเบา แต่ขลาดเขลาไม่ซึ้งจึงตรอมตรม
๏ ถึงป่าสุ่มป่าเปลี่ยวเป็นเดี่ยวโดด เรียมไม่โทษแม่คมขำทำขื่นขม
ไม่โทษดินโทษฟ้าเทวาพรหม โทษที่ความโง่งมมิเจียมใจ
๏ ถึงธวัชบุรีนี้นิเวศน์ อาณาเขตอำเภออันสดใส
มีสถานศึกษามากกว่าใคร สร้างยิ่งใหญ่เอาท้องฟ้ามาจำลอง
เห็นอารามนามเอกสัตย์วัดที่ผ่าน โบสถ์วิหารงามกว่าใครไม่เป็นสอง
อยู่ริมทางงามเด่นเป็นต้องมอง ด้วยศรัทธาพี่น้องของเรามี
ต่อจากนั้นเป็นป่าไม้ค่ายลูกเสือ ป่ายังเหลือให้เห็นเป็นศักดิ์ศรี
มากด้วยยางสูงใหญ่ไม้เนื้อดี สมกับที่ว่าไว้ถิ่นไม้ยาง
๏ ด้านขวามือคือโรงเรียนเวียนศึกษา ยากจนมากินอยู่พร้อมทุกอย่าง
ชื่อศึกษาสงเคราะห์อยู่ริมทาง อยู่ข้างข้างทางหลวงสถานี
๏ ถึงโรงเรียนโสตศึกษาพาให้คิด ทำใดผิดพิการเห็นเป็นสักขี
กำเนิดมาตาบอดรอดชีวี อีกอินทรีย์บกพร่องต้องทำใจ
แต่ก็ดีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ วิเศษสุดกว่าสัตว์เป็นไหนไหน
ถึงแม้ว่าร่างกายพิการไป ก็ยังได้ชีวาอยู่เป็นผู้คน
มีโอกาสได้ศึกษาหาความรู้ ใช้ต่อสู้ตามถนัดไม่ขัดสน
โลกเขาให้สิทธิมนุษยชน ควรอดทนพากเพียรเรียนรู้ไป
๏ ถึงโรงเรียนธวัชบุรีวิทยาคม แหล่งอบรมบ่มเพราะก่อนิสัย
มีนักเรียนหญิงชายหลายหลากวัย เดินเข้าออกข้างในอยู่ไปมา
แต่ละคนแต่ละผู้ดูน่ารัก เจ้าทุกคนจงรู้จักรักศึกษา
อย่าดูเบาเกียจคร้านการวิชา จะพลอยพาลำบากกายเมื่อปลายมือ
เรื่องเทคโนโลยีนี้สำคัญ เจ้าจงรู้เท่าทันนะมือถือ
ใช้ให้เป็นให้งดงามรู้ยามมื้อ อย่าได้ดื้อโทรเล่นไม่เว้นวัน