งานของเธอเป็นงานที่มีความสำคัญและมีความหมาย ได้โปรดอย่าคิดว่าเป็นงานที่ต่ำต้อยและท้ายสุดนี้ฉันอยากอวยพรให้เธอมีชีวิตที่มีความสุข ได้ดำเนินชีวิตอย่างที่จะไม่นึกเสียใจเมื่อมองย้อนกลับมา
เดินทางกลับจาก น่าน ฉันนั่งทบทวนว่าจะสรุปและถอดบทเรียนจากการไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระบบบริการปฐมภูมิ มาอย่างไรดี พลันจิตก็ประหวัดคิดถึงคนไข้รายต่างๆที่ได้ออกเยี่ยมบ้าน ว่าคนไข้แต่ละรายที่เราไปเยี่ยมมาไม่หายก็ตายจากกันไป เหมือนใบไม้ที่ร่วงหล่นลงจากต้นทีละใบๆ พร้อมกับมีใบใหม่มาให้เราได้ดูแลต่อไป และได้นึกย้อนไปถึงคนอีกคนหนึ่งที่อยู่เคียงข้างผู้ป่วยมาตลอด นั่นคือ ผู้ดูแลผู้ป่วย หรือที่พวกเราเรียกว่า Caregiver
เมื่อพลิกหนังสือ PCFM (The Thai Journal of Care and Family Medicine) : วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว Vol.2 No.6 November 2010 - February 2011 คอลัม มองด้วยใจ หัวข้อ Caregiver : เป็นมากกว่าผู้ดูแลของ พญ.ดาริน จตุรภัทรพร ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี หน้า 78-79 อ่านจบแล้วฉันคิดว่าจะต่อยอดความอยากรู้ของอาจารย์ว่า Caregiver แต่ละคนมีเบื้องหลังเป็นอย่างไร และรู้สึกอย่างไรที่ได้รับหน้าที่เป็น Caregiver ผ่านอะไรมาบ้างในชีวิต ที่เป็นอีกบาทหนึ่งที่ฉันสนใจเพราะคนกลุ่มนี้ต้องได้รับการดูแลและเยียวยาอย่างมากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ผู้ป่วยที่อยู่ในกำมือของพวกเขาที่พวกเขาดูแลอยู่ หากคนกลุ่มนี้เป็นอะไรไปก่อนผลกระทบจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...ลองมาดู Caregiver ที่อาจารย์ พญ.ดาริน จตุรภัทรพร เล่าให้ฟังนะคะ
คนคนหนึ่งที่อยู่เคียงข้างผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังเสมอ คนคนหนึ่งที่คอยช่วยผู้ป่วยทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ นาๆ คนคนหนึ่งที่ทุกๆคนพร้อมจะมอบบทบาทการดูแลผู้ป่วยให้ไปเลยแคยเป็นตำแหน่งติดตัว
สำหรับคนที่เคยเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยที่เป็นคนใกล้ชิด คงทราบดีว่า งานการเป็น ”ผู้ดูแล” ผู้อื่นนั้น ทั้งเหนื่อยกายเหนื่อยใจเพียงใด ความเหนื่อยกายและใจนั้นอาจแปรผันตามความหนักของอาการของผู้ป่วย แต่หลายๆครั้งการเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยที่อาการไม่หนัก แต่มีความต้องการหลายอย่างก็อาจทำให้ผู้ดูแลต้องหนักใจได้เช่นกัน
สำหรับคนที่ไม่เคยเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประจำ ลองนึกภาพตัวเองกลายเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยสักเดือนหนึ่ง คิดว่าเราสามารถทำหน้าที่นี้ได้หรือไม่
บางครั้ง Caregiver คนอาจเป็นในครอบครัว แต่บางครั้ง Caregiver ก็อาจเป็นคนนอกที่ได้รับการว่าจ้างมาให้ทำหน้าที่ที่สำคัญนี้
ภาพยนตร์เรื่อง Caregiver บอกเล่าถึงเรื่องราวของ Caregiver ชาวฟิลิปปินส์ชื่อ ซาร่า อดีตครูสอนภาษาอังกฤษผู้กำลังเตรียมตัวไปทำงานเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยที่ประเทศอังกฤษ ตามคำขอของสามีซึ่งไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเป็นพยาบาลที่ประเทศอังกฤษเมื่อหลายปีก่อน

Sharon Cuneta นักร้องสาวชื่อดังของฟิลิปปินส์ รับบทเป็นซาร่า ในเรื่องนี้ซาร่าต้องต่อสู้กับความรู้สึกยากลำบากในใจหลายอย่างสำหรบการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทั้งหน้าที่การงานที่กำลังเจริญก้าวหน้าในฐานะครูสอนภาษาอังกฤษ ครูใหญ่บอกซาร่าว่าถ้าเธอเปลี่ยนใจไม่ไปอังกฤษภายใจ 6 เดือนเธอจะได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ซาร่าต้องทิ้งเปาโล ลูกชายวัย 9 ขวบไว้กับแม่ของเธอ หวังว่าหากเก็บเงินได้วันหนึ่งจะกลับมารับเปาโลไปอยู่ด้วยกันที่อังกฤษ ตอนที่ซาร่าล่ำลาครอบครัวก่อนไปอังกฤษ หนังยังตอกย้ำความลำบากใจให้กับซาร่าโดยกับเธอว่ายายแท้ๆ ของเธอเองป่วยเป็นสมองเสื่อม จำเธอไม่ได้อีกต่อไป และดำเนินชีวิตมาถึงจุดที่ต้องการคนดูแลเช่นกัน ในขณะเดียวกับที่เธอกำลังจะจากยายไปเพื่อดูแลผู้สูงอายุคนอื่นที่ประเทศอังกฤษ
Caregiver ที่ถูกว่าจ้างมาให้ดูแลผู้ป่วยทุกคนล้วนเป็นใครบางคนที่สำคัญสำหรับครอบครัวของเขา
หลายประเทศในยุโรป อเมริกา และแคนาดามีความพร้อมในการจ้าง Caregiver จากประเทศต่างๆในเอเชีย เพื่อดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังในประเทศของตนภาพหนึ่งที่เห็นจนชินตาในโรงพยาบาลคือ ผู้ป่วยสูงอายุแต่ละคนมีผู้ดูแลประกบแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ผู้ดูแลส่วนใหญ่มาจากประเทศฟิลิปปินส์และกลุ่มประเทศในหมู่เกาะแคริบเบียน เช่น จาไมก้า เนื่องจากคนใน 2 ประเทศนี้พูดภาษาอังกฤษได้ดี อย่างไรก็ตามตลาดการส่งออก Caregiver จากประเทศฟิลิปปินส์ดูเหมือนเป็นที่นิยมที่สุดนอกจากเรื่องภาษาแล้ว คงเป็นความเอาใจใส่ดูแลผู้ป่วยเป็นอย่างดี ถึงกับมีโรงเรียนอบรม Caregiver เพื่อเตรียมไปทำงานในต่างประเทศอย่างเป็นล่ำเป็นสันในฟิลิปปินส์ Caregiver ในฟิลิปปินส์หลายๆคนที่มีโอกาสได้คุยด้วยที่แคนาดาเคยเป็นพยาบาล หรือแม้แต่เป็นหมอมาก่อน คนเหล่านั้นบอกว่าทำงานนี้ขัดตาทัพไปก่อนระหว่างเตรียมสอบเพื่อเป็นพยาบาลหรือหมอในประเทศแคนาดา แต่บางคนก็บอกว่ายากเหลือเกินที่จะข้าทำงานในระบบของต่างประเทศ เลยทำงานเป็น Caregiver มา 20 ปีแล้ว ปัจจัยหลักอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้คนฟิลิปปินส์หนีออกจากประเทศตัวเองไปทำงานที่อื่นๆ ก็เพราะระบบในประเทศฟิลิปปินส์ไม่ดี ทำงานแล้วไม่เจริญก้าวหน้า คนฟิลิปปินส์น้อยคนมากที่มาเรียนหรือหาประสบการณ์เพื่อกลับไปพัฒนาประเทศตัวเอง มีแต่หนีออกจากประเทศมาได้ก็จะไม่กลับไปอีก
ย้อนกลับมาเมืองไทยของเรา หวังว่าเราไม่ถึงจุดที่แย่ขนาดนั้น และเราทุกคนจะช่วยกันทำประเทศของเราให้น่าอยู่ ให้คนไทยที่มีความสามารถยังอยู่ในระบบได้และช่วยกันพัฒนาให้ประเทศของเราดียิ่งๆ ขึ้นไป
ปัจจุบันในประเทศไทยเริ่มมี Caregiver มาจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นทั้งจาก ลาว และพม่า เนื่องจากค่าจ่างที่ถูกกว่า
เพราะ The show must go on และชีวิตต้องดำเนินต่อไปตามครรลอง ในที่สุดซาร่าก็เดินทางถึงอังกฤษและเริ่มทำงานในฐานะ Caregiver ซาร่าต้องทำใจอยู่นานกว่าจะก้มหน้าก้มตาเช็ดอุจจาระให้คนไข้ได้ ไม่ใช่เพียงแต่การอดทนทางกายภาพเท่านั้น หากการองรับอารมณ์ของทั้งญาติและคนไข้ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายไม่แพ้กันในขณะที่ต้องต่อสู้กับประสบการณ์ใหม่ ซาร่าค่อยๆค้นพบทีละน้อยว่า สามีไม่ได้ทำงานเป็นพยาบาลอย่างที่บอกไว้ เนื่องจากไม่ผ่านการประเมินแนวคิดและทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น จึงต้องทำงานเป็นคนงานในโรงพยาบาล คอยช่วยเก็บขยะ เข็นรถคนไขแทนที่การเป็นพยาบาล สามีของซาร่าเป็นตัวอย่างของคนที่มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในประเทศใหม่ แต่ไม่ปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เขาจึงไม่สามารถปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ได้ สามีของซาร่าเริ่มใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่าย ดื่มเหล้ามากขึ้น เนื่องจากปัญหาในที่ทำงาน ซาร่าเริ่มรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจผิดที่เดินทางมาเพื่อจะพบว่า สามีของตัวเองไม่ใช่คนเดิมที่เธอเคยรู้จักอีกต่อไป หรือสามีเธออาจเป็นคนเดิม เพียงแต่เป็นมุมที่เธอไม่เคยเห็น ซาร่าต้องปรับตัวกับทุกๆอย่างในชีวิตที่เกิดขึ้น
ท่ามกลางปัญหาที่ถาโถม ซาร่ายังไม่หมดกำลังใจ เธอได้มีโอกาสดูแลเด็กผู้ชายคนหนึ่งวัยไล่เลี่ยกับลูกชายของเธอ ได้ช่วยให้ความรักทดแทนที่เด็กชายคนนั้นขาดไป ที่สำคัญที่สุดเธอได้มีโอกาสเป็น Caregiver ของ Mr.Morgan ผู้ซึ่งไม่ยอมรับการดูแลใดๆทั้งสิ้นในตอนแรก ถึงขนาดผลักถาดอาหารใส่ซาร่า ทำให้ซาร่าโมโหและพูดว่า “ฉันมาทำงานที่นี่ด้วยความตั้งใจและต้องเสียสละอะไรมากมายเพียงเพื่อจะมาทำงานเป็น Caregiver ถ้าคุณไม่ต้องการการดูแลของฉัน กรุณาบอกผู้จัดการให้เปลี่ยนคนมาดูแลคุณ แต่อย่าทำให้ฉันดูเป็นคนไร้ประสิทธิภาพในงานที่ฉันทำ เพราะฉันไม่ได้เป็นอย่างนั้น” ประโยคนี้เองที่ทำให้ Mr.Morgan ได้คิดและค่อยๆ ยอมรับการดูแลจากคนรอบข้างรวมทั้งซาร่ามากขึ้นทีละเล็กละน้อย ด้วยความจริงในงานที่ทำ ในทีสุดซาร่าก็ได้กลายมาเป็นมากกว่าแค่ผู้ดูแลของ Mr.Morgan โดยเธอได้ให้ทั้งความเป็นเพื่อนและได้เติมความหมายของชีวิตที่ขาดหายไปของ Mr.Morgan ทำให้ Mr.Morgan หายจากภาวะซึมเศร้าที่เกิดจากความยุ่งและการสื่อสารน้อยลงของคนในครอบครัว ซาร่าช่วยประสานให้คนในครอบครัวได้ใช้เวลาที่มีความหมายร่วมกัน และได้เรียนรู้จากงานที่เธอทำว่าเพียงแค่ตั้งใจอย่างดีที่สุด งานในฐานะ Caregiver ของเธอมีความสำคัญถึงขนาดเปลี่ยนชีวิตของใครบางคนได้เลยทีเดียว
Mr.Morgan ฝากหนังสือให้ซาร่าหลังจากที่เขาจากไปพร้อมกับจดหมายของคุณที่เปลี่ยนชีวิตที่เหลืออยู่ของซาร่าไปทั้งชีวิตในจดหมายเขียนว่า “ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆที่ซาร่าทำให้กับฉัน แม้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราได้รู้จักกัน งานของเธอเป็นงานที่มีความสำคัญและมีความหมาย ได้โปรดอย่าคิดว่าเป็นงานที่ต่ำต้อยและท้ายสุดนี้ฉันอยากอวยพรให้เธอมีชีวิตที่มีความสุข ได้ดำเนินชีวิตอย่างที่จะไม่นึกเสียใจเมื่อมองย้อนกลับมา”
“ ได้ดำเนินชีวิตอย่างที่จะไม่นึกเสียใจเมื่อมองย้อนกลับมา ” ฉันคิดว่าประโยคนี้เป็นประโยคที่สำคัญมากๆ ทำให้ได้คิดต่อตามมาอีกหลายตลบหลังจากหนังจบว่า เราได้ดำเนินชีวิตอย่างนั่นแล้วหรือยัง ในที่สุดหนังก็จบตรงที่ให้ซาร่าได้ดำเนินชีวิตอย่างที่จะไม่นึกเสียใจเมื่อมองย้อนกลับมา ซึ่งไม่เฉลยในที่นี้นะคะ ต้องไปหาภาพยนตร์มาดูต่อกันเอง สิ่งที่สำคัญ ที่ซาร่าได้เรียนรู้จากการทำงานหนักและเห็นคุณค่าของงานก็คือ การได้ทั้งความภาคภูมิใจและความนับถือตัวเองกลับมา แม้งานนั้นไม่มีใครเห็นคุณค่าจากภายนอก ถึงตอนนี้แล้วนึกย้อนไปตอนยุคแรกๆ ของการฝึกอบรมเพื่อเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว แล้วมีคนถามมากมายว่า จะเรียนสาขานี้ไปทำไม คงไม่มีใครเข้าใจหรือตอบได้ดีไปกว่าตัวเราว่าทำไมเราถึงเลือกเป็นเราอย่างที่เราเป็นอยู่ หรืออยากทำงานที่เราทำอยู่ คำถามจากคนภายนอกคงเป็นเหมือนบททดสอบหนึ่งว่า เราเข้าใจตัวเองและรักงานที่เราทำอยู่ดีมากพอเพียงใด
หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบลง ฉันยอมรับว่ามุมมองที่มีต่อ Caregiver เปลี่ยนไป เข้าใจมากขึ้นว่า แต่ละคนต้องเจอกับอะไรมาบ้าง รู้สึกชื่นชม Caregiver หลายๆคนในความอดทน และเอาใจใส่ที่มีต่อผู้ป่วย รู้สึกอยากเข้าไปคุยถึงเรื่องราวของชีวิต Caregiver แต่ละคนที่ได้รู้จักให้มากขึ้น ให้ทราบเบื้องหลังชีวิตของแต่ละคนว่าต้องผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะมาถึงวันนี้ คนเหล่านั้นอาจต้องเสียสละความชอบ หรืออาชีพที่ตัวเองเคยทำ เพื่อมาทำงานที่หลายๆคนมองว่าต่ำต้อย ทั้งๆที่ทุกหน้าที่ของคนล้วนมีความหมายในตัวเองทั้งสิ้น
Care = ห่วง และ Give = ให้ คนที่เป็น Caregiver หรือผู้ดูแลผู้ป่วย จึงต้องทั้งเป็น “ผู้ห่วง” ผู้ป่วยและ “ผู้ให้” สำหรับผู้ป่วยในเรื่องต่างๆ มากมายสารพัด ทำให้เกิดความเครียดและเหนื่อยได้จนหลายๆครั้งอาจกลายเป็นผู้ป่วยอีกคนหนึ่งที่ต้องการการดูแลก็ได้
คนคนนี้ที่อยู่เคียงข้างผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังเสมอ
อย่าลืมว่าคนคนนี้ก็ต้องการความห่วงและการให้จากคนรอบๆข้างเหมือนกัน
อย่าลืมดูแล Caregiver ใกล้ตัวคุณ
หลักการ Caregiver ในการดูแล Caregiver
Care : สอบถามรายละเอียดเรื่องการดูแลผู้ป่วยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผู้ดูแลต้องทำอะไรบ้าง
Affection : ประเมินสภาพทางอารมณ์ รู้สึกสับสน โกรธ น้อยใจ เศร้าโศก หมดหวัง รู้สึกผิด ละอายใจ หรือเหนื่อยแค่ไหน
Rest : ได้พักบ้างหรือไม่ ถ้าไม่ได้พัก ควรจัดตารางให้ตัวเองได้พัก ผ่อนคลายเครียด และได้ทำสิ่งที่ตนเองชอบบ้าง
Empathy : แสดงความเห็นอกเห็นใจเมื่อมีโอกาส
Goal of care : พูดคุยเรื่องเป้าหมายการรักษา
Information : ให้ความรู้เรื่องโรค การพยากรณ์โรค ขีดจำกัดความสามารถของผู้ป่วยและแนวทางการดูแลรักษา ให้เทคนิคการดูแลที่ทำให้การดูแลง่ายขึ้น
Ventilate : รับฟังผู้ดูแล และแนะนำให้ผู้ดูแลหาผู้ที่สามารถพูดระบายความรู้สึกได้ อาจเป็นแพทย์ พยาบาล เพื่อ หรือกลุ่มผู้ดูแลด้วยกันเอง
Empowerment : ชื่นชมให้กำลังใจสิ่งที่ผู้ดูแลทำได้ดี
Resources : หาผู้ช่วยเหลือด้านต่างๆที่จำเป็น เช่น ผู้มาช่วยสับเปลี่ยนดูแลผู้ป่วย โดยอาจเป็นคนอื่นๆ ในครอบครัวหรือชุมชนจ้างผู้ดูแลเพิ่มเติม

สวัสดีค่ะ
แวะมาชม
พร้อมกับมาอ่านเรื่องราวในบันทึกนี้นะคะ
เป็นเรื่องราวที่ดี และน่าสนใจมากค่ะ
ขอบคุณสำหรับบันทึกนี้นะคะ^^
สวัสดีค่ะ น้องต้นเฟิร์น
หายไปนานเลยนะคะ คิดถึงจัง พอๆกับพี่เลย...น้องสบายดีนะคะ
สวัสดีค่ะ คุณ'namsha'
ตอนนี้ทั่วโลกเข้าสู่ยุค BABY BOOMER ทุกประเทศมีประชากรที่สูงอายุจำนวนมาก และต้องการคนดูแล เคยจ้างคนดูแลแม่มากกว่า 20 คน ทั้งลูกศิษย์ ผู้ปกครองเด็ก ชาวบ้าน และคนดูแลผู้ป่วยจากศูนย์ฯ ระยะเวลารวมแล้วมากกว่า 12 ปี มาดูแลแม่ซึ่งป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง แต่เนื่องจากทุกคนกำลังทำงานสร้างฐานะสร้างครอบครัวไม่มีใครมีเวลา จนสุดท้ายต้องตัดสินใจลาออกจากราชการ เพราะสงสารแม่ ที่เปลี่ยนคนดูแลบ่อยมากเป็นเพราะ ปล่อยให้คนดูแลอยู่กับแม่ตามลำพัง เขาจะทิ้งแม่ออกไปข้างนอกบ้าง นอนหลับบ้าง โทรศัพท์บ้าง ทำเป็นไม่ได้ยินเวลาเรียกบ้าง บางคนก็ขโมยของบ้าง แต่เมื่อออกมาดูแลเองก็ได้จ้างคนลาว มาเป็นผู้ช่วย ซึ่งก็ให้เงินเดือนเท่ากับที่ศูนย์ฯ คนนี้ทำงานดีมาก เอาใจใส่แม่เป็นอย่างดีใครมาใครก็เอ๋ยปากชม อยู่นานจนกระทั่งแม่เสียชีวิต แต่ถึงจะดีอย่างไรเขาก็ทำไม่ได้เท่ากับคนที่เป็นลูก
สรุปแล้วการจ้างคนดูแลผู้ป่วยนั่นดีในระยะแรกๆในช่วงเวลาสั้นๆ ถ้านาน 6 เดือน 8 เดือน ควรเปลี่ยนคนเพื่อไม่ให้คนดูแลเกิดความเบื่อหน่ายที่จะดูแล และCaregiven ที่ดีที่สุดก็คือญาติของผู้ป่วย นั่นเอง ข้อสำคัญอย่าปล่อยผู้ป่วยไว้กับคนดูแลตามลำพัง!!!
สวัสดีค่ะน้องnamsha
เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนชีวิตและจิตใจของผู้ป่วยและผู้ดูแลได้เป็นอย่างดี แถมท้ายด้วยข้อคิดและความรู้ที่เป็นประโยชน์มาก นำมาถ่ายทอดได้ดีมากค่ะ
ผู้ดูแลคือบุคคลสำคัญที่ช่วยทำให้การพยาบาลต่อเนื่องไปถึงบ้านอย่างมีคุณภาพ หลายโรคเรื้อรังทั้งทางกายและใจที่สร้างความรู้สึกเป็นภาระ(Burden)แก่ผู้ดูแล น่าชื่นชมและให้กำลังใจรวมถึงให้ความช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้นะค่ะ
ขอบคุณบันทึกดีๆนี้ค่ะ
Caregiver คงยาก...ถ้าใจไม่รักคนป่วย
ยอดเยี่ยมค่ะ
สวัสดีค่ะ ดร. พจนา - แย้มนัยนา
ผู้ดูแลที่ไม่ใช่ญาติในความคิดเห็นส่วนตัวหนูนะคะ ว่าหายากจริงๆที่เขาจะดูแลผู้ป่วยได้เสมือนญาติของเขา ดั่งเช่นอาจารย์ว่า ว่าถ้าเกิน 6 เดือนแล้วความอดทนเขาจะเริ่มลดลง หากไม่ใช่งานที่เขารักจริงๆ เพราะฉะนั้นเขาจึงบอกว่าผู้ดูแลก็เหมือนคนป่วยคนหนึ่งที่เราต้องเอาใจใส่และเยียวยาเขา แม้เขาจะไม่ใช่คนป่วย แต่เขาต้องใช้ใจและใช้พลังอย่างมากในการทำหน้าที่ ต้องเข้าใจเขาในบางครั้ง...สำคัญสุดเลยค่ะหากไม่ใช่ญาติอย่าทิ้งผู้ป่วยให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ดูแล
ขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ ที่นำ Case ของคุณแม่มาเล่าสู่กันฟังถึงประสบการณ์ของการมีผู้ดูแล
สวัสดีค่ะพี่อุ้ม ถาวร
หลังจากไปเยี่ยมผู้ป่วยหลายราย และหลายๆรายก็เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือไม่ก็พิการทางร่างกายอย่างถาวรซึ่งต้องพึ่งพิงผู้ดูแล เห็นผู้ดูแลบางคนอ่อนล้า เลยกลับมาคิดว่าต้องให้การเยียวยาควบคู่ไปด้วย
ขอบคุณพี่อุ้มค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณครู ป.1
เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะคุณครู การดูแลมนุษย์ถ้าไม่มีความรักและหัวใจความเป็นมนุษย์ก็ยากแท้หยั่งถึงค่ะ
คุณครูสบายดีนะคะ
เย้ เย้ คุณน้อง jaja มาแล้ว
การบ้านเสร็จยัง
แล้วจะดูหนังเรื่องนี้ได้ที่ไหนครับ
สวัสดีค่ะน้องน้ำชา
สวัสดีค่ะ คุณหมอหมอสีอิฐ
ตอนนี้ก็ดูใน YOUTUBE ค่ะ ไม่ครอบทุกตอนแต่ก็พอได้ใจความ หาซื้อที่หระรี ไม่มีเลยค่ะ
ขอบคุณค่ะ คุณยาย
เหมือนคำกล่าวที่ว่า เยียวยากายเขา เยียวยาใจเรานะคะพี่
คิดถึงนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ พี่ดา ที่นำมะม่วงกวนมาฝาก
ขอบคุณค่ะ น้องนกที่ระลึกถึงกันเสมอ ตอนนี้ที่บ้านหนาวมาได้ 2 วันแล้วค่ะ ไม่ต้องรอถึงคราวละ 4 เดือน เดี๋ยวนี้ในสัปดาห์เดียวมีครบ 3 ฤดูเลยค่ะ ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ และคิดถึงเสมอค่ะ
สวัสดีค่ะน้อง namsha
สวัสดีค่ะ คุณครูแป๋ม
Cargiver เป็นความหวังและพลังของคนไข้ โดยเฉพาะ ผู้พิการหรือคนที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ถ้าเห็นคนกลุ่มนี้ช่วยกันให้กำลังใจเขานะคะ
ขอบคุณ คุณครูแป๋มที่มาเยี่ยมค่ะ