การเปิดรับสมาชิกโดยทั่วไปตามความสมัครใจ

หลักการสหกรณ์ข้อแรก คือ    การเปิดรับสมาชิกโดยทั่วไปตามความสมัครใจ นั้นหมายถึง   สหกรณ์เป็นองค์การแห่งความสมัครใจ  เปิดรับบุคคลทั่วไปที่สามารถใช้บริการสหกรณ์ได้  และเต็มใจจะรับผิดชอบในฐานะสมาชิก  เข้าเป็นสมาชิกโดยปราศจากการกีดกันทางเพศ  ฐานะทางสังคม  เชื้อชาติ  การเมืองหรือศาสนา

                                โดยปกติขบวนการสหกรณ์เป็นขบวนการทางสังคมซึ่งต้องการรับสมาชิกเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ ไม่จำกัดจำนวน และในขณะเดียวกันก็พยายามเสริมสร้างสมรรถภาพทางเศรษฐกิจ  และแผ่ขยายการประกอบกิจกรรมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  ดังนั้น  สหกรณ์จึงประสงค์ที่จะเปิดรับบุคคลผู้ปรารถนาจะเข้าเป็นสหกรณ์อยู่เสมอ  ผู้ที่ปฏิบัติงานในหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการรับสมาชิกใหม่ของสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์  พึงตระหนักว่าการเข้าเป็นสมาชิกและออกจากการเป็นสมาชิก จะต้องเป็นไปโดย
ความสมัครใจของบุคคล หรือสหกรณ์นั้นๆ ไม่ใช่ถูกชักจูง โน้มน้าว ล่อลวง บังคับ
ข่มขู่จากผู้อื่น

                          หลักการข้อนี้  สามารถแยกเป็นประเด็นสำคัญได้  2  ประเด็น คือ

1.1     การรวมกันโดยความสมัครใจ

สหกรณ์เป็นองค์การของประชาชนผู้ที่จะเข้าร่วมในองค์การเดียวกันจะต้องมีความเต็มใจและสมัครใจ  ที่จะสมัครเข้าเป็นสมาชิก  สหกรณ์ต้องการความภักดีจากคนที่เป็นสมาชิก  การมีส่วนร่วมของสมาชิก  สมาชิกจะต้องมีความเข้าใจและร่วมมือกันอย่างมีสำนึก  จึงจะก่อให้เกิดพลัง  สามารถดำเนินงานไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ  สามารถดำเนินงานให้บังเกิดผลดีแก่สมาชิก

                                ตามหลักการข้อนี้  สหกรณ์ไม่กำหนดจำนวนสูงสุดของสมาชิกไว้  ก็เพื่อเปิดโอกาสให้แก่ทุกคนที่สามารถใช้บริการของสหกรณ์ได้เข้าเป็นสมาชิก  มีบ้างที่กฎหมายกำหนดจำนวนสมาชิกขั้นต่ำไว้  เพื่อเจตนารมณ์แต่เพียงว่าเพื่อให้การเริ่มงานของสหกรณ์เป็นไปด้วยดี  และปลอดภัยเท่านั้น

                                จะเห็นได้ว่าสหกรณ์เป็นสมาคมเปิดและทุกคนมีความสมัครใจก็สามารถเข้าร่วมในองค์การสหกรณ์ได้  โดยปราศจากการบีบบังคับ กีดกัน หรือยัดเยียดให้เข้าเป็นสมาชิก

1.2   การเปิดรับสมัครสมาชิกโดยไม่มีข้อจำกัด

ในเรื่องข้อกีดกันทางเพศ  ฐานะสังคม  เชื้อชาติ  การเมือง  และศาสนา  นั้น  หมายความว่า 

บุคคลที่เข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์ไม่ว่าเชื้อชาติ  ศาสนาใด  มีฐานะตำแหน่งทางสังคมอย่างใด  หรือมีความนิยมในพรรคการเมืองใด  เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์แล้ว  ใครเป็นอะไรก็เป็นตามเดิมไม่เอาข้อแตกต่างกันนั้น   มาเป็นข้อรังเกียจ  การเข้ามาเป็นสมาชิกก็เพื่อให้มาช่วยกันสรรสร้างความเจริญให้แก่สหกรณ์  และสนองความต้องการทางเศรษฐกิจที่พอเพียงของตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ในการพิจารณารับสมาชิกสหกรณ์   คณะกรรมการสหกรณ์เองก็ไม่ควรที่จะมีอคติมาเป็นข้อแบ่งแยกหรือกีดกัน   ซึ่งได้แก่  ฉันทาคติ  ความลำเอียงเพราะความรักใคร่ชอบพอ  โทสาคติ  ลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน   โมหาคติ  ลำเอียงเพราะความเขลารู้เท่าไม่ถึงการณ์  และภยาคติ  ลำเอียงเพราะกลัว   เป็นต้น

                      เมื่อสหกรณ์ไม่มีข้อจำกัดที่เสกสรรขึ้นในเรื่องการรับสมาชิก  แต่ทำไมสหกรณ์ต้องมีข้อบังคับมากำหนดคุณสมบัติของสมาชิกไว้ด้วย   เรื่องนี้พอจะอธิบายได้ว่า  วัตถุประสงค์ของการกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกไว้ก็เพื่อความสะดวกในการจำแนกประเภทของสหกรณ์  และเพื่อให้ได้สมาชิกที่มีความต้องการร่วมกันอย่างแท้จริง  และมีวงสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันจะได้สะดวกในการทำกิจกรรม  หรือทำธุรกิจร่วมกันได้  สะดวกและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย  เช่น  สหกรณ์การเกษตรจะกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกไว้ว่าต้องเป็นเกษตรกร   หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 1ก็จะกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกไว้ว่า  จะต้องมีอาชีพเป็นครู  เป็นต้น

                      นอกจากนี้  การที่บ้านเมืองประเทศชาติมีคนอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก  ก็ย่อมมีกฎกติกา  กฎหมายมาใช้บังคับควบคุม  เพื่อให้คนอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นสุข  แม้แต่สถาบันศาสนาก็ยังต้องมีศีล  มีวินัย  มีข้อห้ามสำหรับผู้ที่อยู่ร่วมกันในสถาบันนั้นๆ  การรวมกันเป็นสหกรณ์  ก็เป็นสถาบันหรือองค์กรหนึ่งของประชาชน  เป็นที่รวมของคนหมู่มาก  ต่างคน  ต่างจิต  ต่างใจ  ก็จำเป็นที่สหกรณ์ ต้องกำหนดระเบียบ  ข้อบังคับขึ้นมาใช้ในสังคมของสหกรณ์   โดยให้ทุกคนยอมรับกติกาของส่วนรวม  จึงจะอยู่ร่วมกันได้  การเข้าร่วมกิจกรรมสหกรณ์ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของสมาชิก  มิใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง   คนที่จะมาร่วมสหกรณ์เดียวกัน  นอกจากตัวเราจะสมัครใจเข้ามาแล้วสมาชิกส่วนใหญ่  จะต้องสมัครใจและเต็มใจรับเข้ามาด้วย เพราะมาอยู่ในสหกรณ์เดียวกัน ก็ต้องมีภาระร่วมกัน

                       การที่สหกรณ์จะเปิดรับผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติ  และไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นเข้ามาร่วมวงด้วยนั้น  ย่อมเป็นปัญหา   และเป็นแรงถ่วงให้กับสหกรณ์ได้   แม้แต่ผู้ที่จะบวชเข้ามาในพุทธศาสนา   ก็จะต้องกำหนดคุณสมบัติไว้ในอันตราญิกธรรม    ก่อนบวชก็จะมีการ ถามว่า

“มนุษยโสสิ” (เธอเป็นมนุษย์ใช่หรือไม่) ผู้ที่จะบวชต้องตอบว่า  “อามะภันเต” (ใช่ครับ) ทั้งนี้เพราะเคยมีพระยานาคซึ่งถือว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน  ได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา  จึงแปลงกายเป็นมนุษย์   แล้วบวชเป็นพระเข้ามาในพระพุทธศาสนา   อยู่มาวันหนึ่งเมื่อตนเองงีบหลับไป   ก็กลายร่างเป็นงูใหญ่  สร้างความหวาดกลัวแก่พระเณร เพราะโดยคุณสมบัติแล้วนาคเป็นสัตว์เดรัจฉานไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมอันสูงสุดได้   ถึงแม้จะอยู่ในบวรพุทธศาสนา  ความทราบถึงพระพุทธเจ้า  จึงได้เรียกให้มาพบ และขอให้สึกจากการเป็นพระ นาคจึงได้กลายร่างเป็นงูใหญ่กลับไปสู่ที่อยู่ของตน 

แต่ก่อนจะจากไปได้กราบทูลขอแด่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  เพื่อเป็นการระลึกถึงว่าตนได้เคยเลื่อมใสในศาสนาพุทธ  ขอให้มีการบวชนาคก่อนจะมีการบวชพระ  จึงทำให้เรียกผู้ที่จะบวชเป็นพระว่านาคก่อนเสมอ   และกำหนดคุณสมบัติไว้ว่า   ผู้ที่จะบวชเป็นพระได้ต้องเป็นมนุษย์เท่านั้น   สหกรณ์ก็เช่นกัน  จึงกำหนดคุณสมบัติไว้ว่า  ต้องไม่เป็นคนวิกลจริต  หรือจิตฟั่นเฟือนไม่ไม่สมประกอบ   ในกรณีที่สหกรณ์ไม่รับบุคคลล้มละลาย  เพราะบุคคลเหล่านี้ถึงเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์  สหกรณ์ก็ไม่สามารถที่จะช่วยเขาได้  หรือเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเข้าเป็นสมาชิก   และม่ได้ศรัทธาในสหกรณ์   หวังแต่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า  หรือผลประโยชน์ระยะสั้น  เพียงเพื่อให้ได้เงินกู้ที่ดอกเบี้ยต่ำไปบรรเทาความเดือดร้อนของตนเอง   เมื่อปลอดหนี้สินแล้วก็ลาออกจากสหกรณ์ไป  หาได้สร้างความเจริญก้าวหน้าและสร้างความมั่นคงให้กับขบวนการสหกรณ์อย่างแท้จริง เปรียบเสมือนผู้ที่เป็น โรคเรื้อน(กุฎฐัง) เข้ามาบวช กล่าวคือในอันตราญิกธรรม จึงได้มีการกำหนดคุณสมบัติเพิ่มอีกข้อสำหรับผู้บวชว่า  จะต้องไม่เป็นโรคเรื้อน “กุฎฐัง”  และนาคที่จะบวชเป็นพระได้ต้องตอบว่า  “นัตถิ ภันเต”(ไม่เป็นครับ)  การกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกสหกรณ์ไว้ในข้อบังคับก็เพื่อความมั่นคงและเจริญก้าวหน้าเท่านั้น

 

                                คุณสด    กูรมะโรหิต   นักสหกรณ์ผู้ล่วงลับไปแล้วเขียนไว้ว่า

 

“สหกรณ์ทุกแห่งเปิดประตูโล่งคอยรับประชาชนผู้เดือดร้อนไม่ว่าเขาจะเป็นใครสหกรณ์ยินดีจะต้อนรับเขาในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน”

 

                ดังนั้น  จะเห็นได้ว่าสหกรณ์ประสงค์ที่จะเปิดรับบุคคลผู้ปรารถนาจะเข้าเป็นสมาชิกอยู่เสมอ  โดยไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ  ไม่หวงห้ามไว้สำหรับกลุ่มคน   ไม่กีดกันใคร  มีอิสระเสรีในการเข้าและออกจาก  สมาชิกสหกรณ์  สอนให้คนเป็นคนใจกว้าง  และสหกรณ์เป็นองค์กรของมนุษย์ชาติอย่างแท้จริง

             อย่างไรก็ดี การกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกของสหกรณ์ต่างๆ เพื่อให้ได้บุคคลที่เข้ามาเป็นสมาชิกแล้วสามารถร่วมดำเนินกิจกรรมกับสหกรณ์ได้ และไม่สร้างปัญหาความเดือนดร้อนให้เพื่อนสมาชิกและสหกรณ์ ไม่ถือว่าขัดกับหลักการสหกรณ์ข้อนี้
             บางสหกรณ์พยายามจะรับสมาชิกสมทบเข้ามาเพื่อใช้บริการของสหกรณ์ ทั้งที่เขาเหล่านั้นไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นสมชิกที่แท้จริงได้ ดังนั้นสหกรณ์ใดจะรับควรพิจารณาให้รอบคอบและสมาชิกสมทบนั้น ควรมีแต่เฉพาะกรณีของสหกรณ์ในภาคเกษตร ไม่ควรให้มีในสหกรณ์ประเภทอื่นๆ ควรให้เข้าเป็นสมาชิกปกติ ยกเว้นเป็นบุคคลในครัวเรือนของสมาชิก เช่น คู่สมรส หรือบุตร