สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม
สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง
: ความท้าทายในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙)
ศุภัชณัฏฐ์ หลักเมือง
ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์
เครือข่ายประชาสังคมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
E-mail : [email protected]
**********************
แม้ว่าประเทศไทยจะมีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรอบการพัฒนาประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ แล้ว โดยมีระยะเวลา ๕ ปี ในปัจจุบันอยู่ในช่วงของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ เนื้อหาสาระของแผนพัฒนาฯ จะบ่งบอกถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน ธุรกิจ ท้องถิ่นและชุมชน นำไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนพัฒนาระดับต่างๆ และแผนปฏิบัติการประจำปี ผลการพัฒนาประเทศในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑ - ๗ สรุปได้ว่า การพัฒนาประเทศในด้านเศรษฐกิจมีความก้าวหน้า แต่ด้านสังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประสบปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน จึงเป็นที่มาของการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ แนวคิด และกระบวนการวางแผนในช่วงของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ ที่มีการมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลักและเป็นจุดเน้นที่สำคัญ มาเป็นการให้ความสำคัญกับตัวคน คือ “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” พร้อมทั้งเปลี่ยนวิธีการวางแผนจากแต่ละหน่วยงาน และแต่ละภาคส่วนต่างคนต่างทำ เป็นการร่วมมือกัน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคประชาชน ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาประเทศ
อย่างไรก็ตาม แนวทางการพัฒนาที่เน้นให้คนเป็นศูนย์กลางได้มีความต่อเนื่องมาถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ และแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ พร้อมทั้งยึดพระราชดำรัส “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางการพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง และในช่วงแผนพัฒนาฯ ต่อไป คือ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕- ๒๕๕๙) ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในกระแสโลกาภิวัตน์ ทั้งในด้านกฎ กติกาใหม่ของโลก การปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจแบบหลายศูนย์กลาง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการก่อการร้ายสากล ซึ่งเป็นทั้งโอกาส และความเสี่ยงต่อการพัฒนาประเทศ จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมและสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับทุกภาคส่วนที่ต้องมีการปรับตัวได้อย่างรู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
จากการติดตามประเมินผลแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ พบว่า การศึกษาด้อยคุณภาพ ประชาชนมีพฤติกรรมการดำรงชีวิตที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเป็นปัญหาสำคัญของพัฒนาศักยภาพคนไทย แต่มีภูมิคุ้มกันในการดำรงชีวิตมากขึ้น เนื่องจากการขยายความคุ้มครองทางสังคมและการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ ข้อเสนอทิศทางแนวทางการพัฒนาที่ควรให้ความสำคัญในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ คือ
มุ่งพัฒนาภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและขับเคลื่อน ให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในทุกระดับ โดยยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ให้ความสำคัญกับการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ของทุกภาคส่วนในสังคมการพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลในทุกมิติอย่างบูรณาการและเป็นองค์รวม โดยยึดวิสัยทัศน์ ปี พ.ศ. ๒๕๗๐ เป็นเป้าหมาย คือ “สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง” ดังนั้น ความท้าทายของการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ คือ การมีกลไกการขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม มีความเชื่อมโยงกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและของประเทศในอนาคตอีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้า ภายใต้แนวคิดในการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็น “ประเทศพัฒนาแล้วในปี ๒๕๖๓” โดยจะสามารถเพิ่มรายต่อหัวของประชากรให้เพิ่มเป็น ๓ เท่าจากปัจจุบัน (รายได้เฉลี่ยต่อคน ๑๕,๐๐๐ เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๔๙๐,๐๐๐ บาทต่อปี) ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์อาเซียน ๒๐๒๐ เพื่อกำหนดเป้าหมายว่า ภายในปีค.ศ. ๒๐๒๐ (พ.ศ. ๒๕๖๓) อาเซียนจะเป็น ๑) วงสมานฉันท์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ๒) หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาอย่างมีพลวัต ๓) มุ่งปฏิสัมพันธ์กับประเทศภายนอก และ (๔) ชุมชนแห่งสังคม ที่เอื้ออาทร โดยประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) จะประกอบด้วย 3 เสาหลัก (pillars) ได้แก่ ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community–ASC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC) และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community-ASCC)

การที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ในปี ๒๕๕๘ ซึ่งมีเป้าหมายหลัก คือ "การเป็นตลาดและเป็นฐานการผลิตเดียวร่วมกัน จะมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานระหว่างประเทศในอาเซียนอย่างเสรี" นั่นคือ อาเซียน ๑๐ ประเทศจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้น การค้าขายสินค้าและบริการแต่ละประเทศสมาชิก จะขยายกว้างขึ้น แม้ภาพรวมไทยอาจจะได้ประโยชน์มากจากการเปิดเสรีภายใต้อาเซียน แต่ในอีกด้านหนึ่งบางภาคส่วนของสังคมไทย อาจจะต้องเสียประโยชน์จากการเปิดเสรี ดังนั้น ภาครัฐจะต้องทำความเข้าใจกับสังคมไทยอย่างชัดเจนถึงประโยชน์ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือในการปรับตัวกับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเพื่อให้ไทยเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกของ "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" อย่างเต็มตัว การเตรียมความพร้อมรับมือกับประเด็นดังกล่าว จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องถูกระบุไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑
อย่างไรก็ดี อุปสรรคอันสำคัญที่สุด นั่นคือ ด้านการเมืองที่แต่ละประเทศในประชาคมอาเซียน ต้องพยายามทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ มีความต่อเนื่องและราบรื่น ไม่สะดุดหากการเมืองไม่นิ่งจะมีผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การค้าขาย การบริการ และด้านอื่น ๆ และวิสัยทัศน์หรือความคาดหวังต่าง ๆ ที่กล่าวมา ก็จะเป็นเพียงความฝันเท่านั้น.
