แผนแม่บทชุมชน

ผศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์  เกษสมบูรณ์

ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน  คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น

การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก ซึ่งมีที่มาหลากหลาย  ดังเช่น NGO,  อาจารย์คณะทันตแพทยศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น,  นักวิชาการสาธารณสุขสถานีอนามัย  สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ,  PCU โรงพยาบาลชุมชน,  โรงพยาบาลศูนย์  พบว่า  หน่วยงานระดับปฐมภูมิ  ทุตติยภูมิ  มีการเขียนแผนงานตามตัวชี้วัดจากส่วนกลางเป็นหลัก  อาจมีความต้องการของพื้นที่รวมอยู่ด้วย  แต่น้อย ซึ่งสะท้อน Alignment (ทรัพยากรอันจำกัด)ของประเทศไทย  ถือเป็นจุดอ่อน  และยังพบประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับการบริหารจัดการของ CUP  การเป็นผู้ประสานงานของสสจ.  หากมีการแบ่งงานกันปฏิบัติ  จะช่วยให้การทำงานได้คล่องตัวขึ้น  ประสบผลสำเร็จได้มากกว่าที่เป็นอยู่  ซึ่งโรงพยาบาลขอนแก่น  เป็นต้นแบบที่ได้รับการยอมรับมานาน เป็น WHO collaborating center” 

 ประเทศไทยมีระบบการวางแผนงานด้านสาธารณสุขจากการกำหนดนโยบาย  ยุทธศาสตร์ ตัวชี้วัดจากส่วนกลาง(topdown)  เป็นส่วนใหญ่  ซึ่งทำให้ผลงานที่ออกมาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร  ซึ่งประเด็นของการมีส่วนร่วมโดยท้องถิ่นจำช่วยให้ตอบสนองได้ตรงความต้องการมากกว่า  ทั้งนี้ประเด็นที่ควรคำนึงถึง  ได้แก่

-  ผู้นำชุมชน  ควรมีความสามารถ  มีวาทกรรมที่จับใจ  สามารถโน้มน้าวให้ผู้ปฏิบัติมีกำลังใจ  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเช่น พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร         

-  การ SWOT บริบท  สถานการณ์ของหน่วยงาน: จุดแข็ง จุดอ่อน  โอกาส ข้อจำกัด

-  การใช้ TQA  ประเมินผู้บริหาร

กรณีศึกษา:              วีดีทัศน์  “ชุมชนไม้เรียง”  อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช 

ครูประยงค์  ผู้นำชุมชน  เป็นแกนนำในการแก้ปัญหาของชุมชนโดยอาศัย  “แผนแม่บทชุมชน”   ซึ่งชาวบ้านไม่ได้เริ่มจากแผน  แต่เริ่มจากการควรคิดชวนคุย  เรียนรู้จากปัญหา  เนื่องจากประสบปัญหายางราคาตก  มีการกู้หนี้ถึง  74.1 ล้าน  จึงเกิดแนวคิด “ทำอย่างไรก็ได้ให้มีเงินไหลเวียนในชุมชน  ตำบลมากที่สุด” มีการจัดตั้งสภาชุมชนไม้เรียง  การจัดการวิสาหกิจในภาพรวม  เกิดการผลิต มีฐานผลิตจริงที่ครัวเรือน เช่น  ม. 1  เลี้ยงไก่  ม. 4  เลี้ยงปลา    ม. 2  ปลุกผักปลอดสารพิษ  การใช้สารเคมีลดลง  สุขภาพดี  ม. 8  การนวด  โดยเป็นทั้งตลาดและผู้ผลิต  ทำให้เป็นชุมชนพึ่งตนเองได้  อาศัยหลักเศรษฐกิจพอเพียง  หลายคนปรับตัวไม่ฝากชีวิตไว้กับยางเพียงอย่างเดียว ทำให้มีความมั่นคงในชีวิตมาขึ้น  เกิด “สุขภาวะทางสังคม” 

สรุปประเด็นที่ได้มีดังนี้

 

Œ เรี่มจากการคุยกัน ปัญหา อย่างไม่เป็นทางการ (Bohm’s Dilogue) :  การวิเคราะห์ปัญหา,  การสำรวจบัญชีครัวเรือน

 ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของ  เกิดสำนึกร่วมกัน

Ž จุดเด่นของชุมชน/วิกฤตเป็นโอกาส  เกิดอาชีพ  ดึงศักยภาพของแต่คนออกมา

  เกิดการแบ่งงาน (Division) :  กระตุ้นทุกคนมีคุณค่า,  เรียนรู้ในสิ่งที่อย่างรู้ KM,  กระจายทุกครอบครัว,  คนเป็นทรัพยกรที่สำคัญ, มีผู้นำที่ดี,  ใช้FACT,  มีการสำรวจ                         สังเคราะห์  ร่วมคิด  ร่วมทำ,  คุณธรรม  จริยธรรม  วัฒนธรรม  การแสดงพื้นบ้าน  การมองเห็นคุณค่ามากขึ้น  เช่น การแพทย์แผนโบราณ,  มีสภาผู้นำชุมชน

เริ่มมีแผนพัฒนาเกษตร  วางคนที่จะทำต่อไปในอนาคต – เด็ก,  การศึกษาดูงาน

จะเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาสามารถทำได้ดีกว่าภาครัฐ  มีความเป็น HOLISTIC  อาศัยการผสมผสานต่างจากราชการที่มองตามกรอบหน้าที่เงินเดือน  มองKPI แบบแยกส่วน  แต่ชาวบ้านมองทั้งชีวิต    แม้ว่าอาจจะมีหน่วยงานที่มองเป็นภาพรวม  เช่น  กรมพัฒนาชุมชน  แต่มีบางอย่างที่ไม่สามารถทำได้  เช่น จปฐ.ของโคราช    มองที่outcome เป็นส่วนใหญ่ มองแบบฉาบฉวย 

 

การใช้ตาราง LOGFRAM

 (ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคล)

 

Logical frame work

 

KPI

PRURE

แหล่งข้อมูล

ASSUMPION

 GOAL  

 

 

 

 

PURPOSE

 

 

 

 

OBJ

 

 

 

 

OUTPUT

 

 

 

 

PROCESS

 

 

 

 

INPUT

 

 

 

 

 Balance  Scorecard

เป็นการประยุกต์   indicater ในภาพธุรกิจ  จุดเน้นคือ  มองถึงผลลัพธ์สุดท้าย

Œ  Finance

                                                                Outcome Output

  Customer

Ž  Internal process                                             Process

  Learning  &  Growth                                     Input

 

โดยเขียนเป็นแผนผังเชื่อมต่อกัน  ทำให้ได้กรอบที่ครอบคลุม สามารถเชื่อมโยงได้  เห็นภาพรวมขององค์กรแต่ทำทุกทางแล้ว องค์กรก็อาจมีจุดโหว่   เนื่องจากคนในองค์กรไม่เห็นด้วยทั้งหมด