"รุ่งอรุณแห่งความรู้สึกตัว"  โดยท่านเขมานันทะ  สอนว่า "ตื่นเช้าด้วยความรู้สึกตัวและรับทราบต่อตัวชีวิตอันดำรงอยู่  เพื่อความสดชื่นในชีวิต  โดยเราต้องตั้งสติให้เห็นตัวเองอยู่เสมอ  รู้สึกต่อสภาพเคลื่อนไหวในอิริยาบถ นั่ง นอน ยืน เดิน  หรือขยันหมั่นเพียรในการรู้สึกตัวอยู่อย่างนี้  ในไม่ช้าเราจะพบว่าปัญหาต่าง ๆ จะค่อย ๆ คลี่คลายลดความรุนแรงลง  พร้อมกับเข้าใจชีวิตจิตใจดีขึ้น  เพราะมีสติปัญญาในการรู้ตัว" เมื่ออ่านจบตลอดทั้งเล่มจึงสรุปได้ว่า "ปัญหาของมนุษย์เราคือไม่รู้ว่าอะไรคือปัญหา"

 

           วันนี้งดไปออกกำลังกาย  แต่เดินดูผักและรดน้ำ ให้อาหารปลา เติมน้ำในอ่างปลา อ่างบัว แทน ก้าวเดินช้า ๆ ในบ้าน

 

           นั่งเฉย ๆ มองลมพัดใบไม้ไหว เสียงนกร้องและมีพิราบ นกเอี้ยง นกเขา นกกระจิบเริ่มบินลงมาจิกหากินที่ถนนหน้าบ้านแล้ว  เพราะว่า "ที่นี่ปลอดภัยสำหรับพวกนก"

 

           ดื่มกาแฟ เปิดเน็ต  พบบันทึกใหม่ของ Rinda จูงใจให้เปิดเข้าชมก่อนอยู่แล้ว เพราะนาน ๆ Rinda จึงจะเขียนบันทึกใหม่  เพราะงานรุมเร้า  ได้พบบันทึกนี้ ทำไมต้องค้นหา  นับเป็นรุ่งอรุณแห่งความสุข ของวันนี้ 

 

         ใกล้จะมีอายุครบรอบวันเกิดอันหมายถึงเรามีอายุยืนยาวย่างเข้ามาอีก ๑ ปี  ได้แต่คิดทบทวนการขาดเหลือจากวันเวลาที่ผ่านมา  เพื่อนำมาตั้งต้นเติมเต็มใหม่ให้พอดูดีขึ้นบ้างอย่าปล่อยให้แก่แล้วแก่เลยตามสังขาร  คิดได้อย่างแรกต้องดูแลสุขภาพ

 

        เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  ได้ไปติดต่อขอดูโปรแกรมการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล  เพราะครบรอบการตรวจสุขภาพประจำปี พยาบาลถามว่า "เป็นอะไรจึงมาตรวจคะ"  ฉันตอบว่า "ไม่ได้เป็นอะไร ไม่ได้ป่วยค่ะ" 

 

          ตกลงเลือกโปรแกรมการตรวจแล้ว  ฉันถูกนัดวันอังคารที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๔  เวลา ๗.๐๐ น. แต่มีคนที่มาทีหลังและมีอาการป่วยอีกหลายคนไม่มีคิวนัด  เพราะแพทย์ผู้ชำนาญการเกี่ยวกับ ultrasound  ไม่เพียงพอ  ฉันจึงแจ้งขอสละสิทธิ์ให้กับผู้ป่วยเหล่านี้  เลื่อนนัดเป็นวันเสาร์ที่ ๕ มีนาคม นี้เวลาเดิม 

 

          ผู้ป่วยมีทุกวัย วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว  ถึงวัยของผู้สูงอายุ  หน้าตาไม่สดชื่น ไม่เบิกบานเพราะรู้ตัวว่าป่วยหรือขาดกำลังใจ  ฉันได้โอกาสพูดคุยกับผู้ป่วยท่านหนึ่ง  หน้าตาหม่นหมอง  บอกว่า "ไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคอะไร เพราะนอนไม่หลับมากว่าสิบวันแล้ว"  ฉันได้ถามเกี่ยวกับศาสนาที่เธอนับถือทราบว่าเป็นชาวพุทธ  เพราะจะได้ชวนสนทนาให้ถูกใจ 

 

          เราคุยกันหลายเรื่อง  ฉันค่อย ๆ แตะมือและมองหน้าให้เธอได้ระบายสิ่งที่อึดอัดมานาน ซึ่งเธอบอกว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ทราบจะเล่าให้ใครฟัง  เพราะคิดว่าไม่คนสนใจจะรับฟัง  และคิดว่าทุกคนมีปัญหาเหมือนกันหมดเช่นเดียวกับคนในครอบครัวของเธอ  ภายหลังที่เธอรับนัดแล้ว  ฉันพาเธอไปเลี้ยงข้าวและซื้อผลไม้ให้เธอไปรับประทานที่บ้านด้วย  ดูเธอก็แปลกใจและงงกับการกระทำของฉันมาก  แต่ฉันไม่ได้คิดอะไร เพียงแต่ไม่ต้องอยากให้ใคร ๆ มีใบหน้าที่หมองเศร้า  อยากเห็นทุกคนยิ้มแย้มเบิกบานเสมอ

 

          ก่อนจากกันเธอขอหมายเลขโทรศัพท์ของฉัน  และได้โทรมาขอบคุณในเย็นวันนั้น  และเช้าวันนี้เธอได้โทรศัพท์มาอีกครั้งว่า "เธอได้ยานอนหลับ ยากล่อมประสาทที่หมอให้เธอแล้ว  สองวันแรกเธอทานติดต่อกัน  วันต่อมาเธอไม่ทานและพยายามทำตามอย่างที่ฉันแนะนำปรากฏว่าหลับไปไม่รู้ตัว  และเมื่อรู้สึกตัวก็ตื่น  ไม่อ่อนเพลียเลย" อยากจะให้เธอมีอาการดีขึ้นแบบนี้เรื่อย ๆ แม้ว่าเราไม่ใช่หมอรักษาคนป่วย แต่เราพอมีประสบการณ์ในการให้ข้อคิดและกำลังใจ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย

 

          การให้หมายเลขโทรศัพท์เป็นดุลยพินิจของเรา  เพราะฉันทราบว่าเธอเป็นใครอยู่ที่ไหน   การแบ่งปันความรักความสุขและรู้สึกเห็นใจเพื่อนมนุษย์นับเป็นการกระทำไม่ยากเลย  ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงข้าวหรือให้ผลไม้  เหมือนที่ฉันกระทำ  การกระทำเหล่านี้ฉันได้รับซึมซับที่ได้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน GotoKnow และพยายามนำมาปรับใช้กับชีวิตจริงบ้าง  

 

          ขณะที่เขียนบันทึกนี้  สังเกตว่ามีลมพัดอ่อน ๆ ผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะ ๆ ใบไม้พริ้วไหว  เสียงนกร้องจิ๊บ จ๊าบ บินโฉบเกาะหลังคาบ้าง  ตามเรือนเพาะชำบ้าง ส่วนแสงแดดข้างนอกแผดจ้า  คงจะร้อนระอุสำหรับผู้ที่ผ่านไปมา  แต่หมู่บ้านของฉันนาน ๆ จึงจะมีคนผ่านสัญจรเพราะฉันอยู่ซอยเกือบสุดท้ายของหมู่บ้าน 

 

        จึงเป็นโอกาสดีที่ฉันมีโอกาสในการดูแลจิตใจของฉันให้สงบเยือกเย็น  เรียนรู้ปัญหาที่เกิดกับตนเองได้เร็วตามคำสอนข้างต้น   ขอแบ่งปันความสุขให้ทุกท่านค่ะ  ขอเวลาไปอ่าน "บทเพลงแห่งความรัก" ของ Leo Tolstoy  ก่อนนะคะ  เพราะการอ่านหนังสือก็เป็นแนวทางที่ฉันเลือกปฏิบัติให้ตนเองเป็นสุขอีกทางหนึ่ง