จากการประชุมอนุกรรมการการจัดการเรียนรู้เพื่อปฏิรูประบบเกษตรกร เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ได้มีการอ้างอิงว่าจะต้องเรียนรู้จากศูนย์ปราชญ์ที่มีอยู่และเข้มแข็งอยู่แล้ว
ที่พอเสนอไปเสนอมา ก็พบว่า
ได้เน้นการใช้บุคลากรของศูนย์ปราชญ์ต่างๆมากขึ้น ที่อาจจะกลายเป็นข้อจำกัดของการทำงาน
อันเนื่องมาจากศูนย์ปราชญ์ทั้งหลายก็ทำงานช่วยเหลือสังคมทุกระดับอย่างเต็มที่แบบแทบไม่มีเวลาว่างอยู่แล้ว
และในอีกมิติหนึ่งก็เริ่มมี “ศูนย์ปราชญ์” บางแห่งที่ยังไม่เข้มแข็งพอที่จะรับภาระที่ยากมากกว่าเดิม ที่ทำให้แม้แต่งานจัดการเรียนรู้และงานพัฒนารอบๆศูนย์ปราชญ์ที่มีอยู่ยังไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่
จึงมีข้อเสนอว่า
ควรมีการวางแนวทางสนับสนุนให้ศูนย์ปราชญ์มีกำลังในการทำงานมากขึ้น เพื่อช่วยเหลือประเทศชาติในองค์รวมได้ดีกว่าเดิม
โดยเฉพาะการสนับสนุนให้มีผู้ช่วยมากขึ้น
- ทั้งในเชิงกิจกรรม
- เชิงกระบวนการ และ
- เชิงธุรการ
ที่จะทำให้บุคลากรระดับ “ปราชญ์” มีเวลาในการทำงานเพื่อสังคมในวงกว้างมากขึ้น
และมีเวลากลับมาพัฒนางานเชิงปรัชญาและแนวคิดของศูนย์ได้มากขึ้น
นี่คืออีกแนวทางหนึ่งในการที่จะช่วยกันทำงานพัฒนาชุมชนและสังคมแบบ “เข้าใจกัน”
ว่า แม้ “พระเอก” ที่เก่งขนาดไหนก็ยังต้องการ “ผู้ช่วย”
ความเข้าใจนี้จะทำให้สิ่งที่เราคาดหวังในระดับประเทศเป็นจริงได้มากและเร็วขึ้นครับ