สวัสดีครับชาว Blog และลูกศิษย์ Nano MBA รุ่นที่ 5
เมื่อวานนี้ผมได้รับเกียรติให้ไปบรรยายหัวข้อ "ภาวะผู้นำ" หรือ "Leadership" ให้แก่ลูกศิษย์กลุ่ม Marketing GuRu ซึ่งผมเองก็ได้ความรู้มากด้วยเช่นกัน
ผมได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องภาวะผู้นำไว้ดังต่อไปนี้
(1) ไม่ได้มาเรียนเรื่องภาวะผู้นำ แต่มาแบ่งปันความรู้ และสำรวจตัวเองและพัฒนาให้เกิดภาวะผู้นำ
(2) บางคนอาจจะมีภาวะผู้นำอยู่ในแต่ละคนแล้วก็ได้ แต่ยังมองไม่เห็นหรือยังไม่ได้นำมาใช้
(3) วิธีการเรียน จะแบ่งเป็น 3 ช่วง
(1) ผมจะแสดงความเห็นสั้น ๆ
(2) เปิดเทป
(3) เปิดอภิปรายทั่วไปว่า ได้อะไร จะนำไปพัฒนาอย่างไร
(4) เมื่อกลับบ้าน เปิด website www.chiraacademy.com และส่ง Blog มา share ความรู้กัน
(5) หนังสือ HR พันธุ์แท้ มีตัวอย่างของผู้นำ 2 คนคือ ดร.จีระ และคุณพารณ
(6) ผมมา share และมาฟังดูว่าบรรดาผู้ฟัง 80 ท่าน คิดอย่างไร ในเรื่องผู้นำ และจะมีการสร้างผู้นำอย่างไรให้ได้ผล เพราะที่ผ่านมา บางครั้งคิดว่า ผู้นำสร้างไม่ได้ แต่ติดตัวมา ซึ่งไม่จริง
(7) ผู้นำมีหลายชนิด และเหมาะกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน
(8) ทุกคนเป็นผู้นำได้ แต่ต้องคิดว่า ตัวเองอยากเป็นด้วย เพราะในสังคมปัจจุบัน จะต้องมีผู้ตามที่ดีด้วย
(9) การจะพัฒนาผู้นำยุคใหม่ จะมีการทดสอบพฤติกรรมของผู้นำ คิดออกมาเป็นคะแนน เช่น บางคนอาจจะเก่งงาน แต่ไม่เก่งคน บางคนชอบทำงานคนเดียว บางคนคิดแบบในกรอบ บางคนคิดนอกกรอบ บางคนชอบวิจารณ์ผู้อื่น ซึ่งทาง chiraacademy ร่วมกับบริษัทDBM จัดทำการวัดภาวะผู้นำออกมา สำหรับแต่ละคนได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ 4 เรื่อง คือ (1) รู้ profiles ของแต่ละคน(2) ไปเทียบมาตรฐานขององค์กรที่เราวัดกับองค์กรอื่น ๆ เรียกว่า Benchmark report (3) มีระบบ Feedback คือที่ปรึกษา ที่ทำข้อมูลที่วัดได้ไปหารือกับเจ้าตัว เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถ่องแท้ (4) มีการสร้างหลักสูตรแบบ coaching หรือสร้างระบบ พี่เลี้ยง Mentoring และสร้างผู้อำนวยความสำเร็จ Facilitators ด้วย ระบบนี้ได้ทดลองในหน่วยงานหลายแห่งได้ผล คล้าย ๆ มีกระจกมาส่องเรา เพื่อเราจะได้ปรับปรุงให้ดีขึ้น
เรียน ถาม ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ผมเป็นคนหนึ่งที่ไปสัมนา MARKETIN GURU ที่ฟัง อ.อธิบายเรื่องของ BENCHMARK REPORT การเทียบมาตราฐานขององค์กรตัวเองกับองค์กรอื่น หลักการที่จะใช้มาประกอบในการมาตราฐานขององค์กรมีอะไรที่เป็นส่วนสำคัญในการใช้
วันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2549 เวลาบ่ายโมง ที่โรงแรม Maxx ผมต้องขอบคุณ ศ.ดร.จีระ ที่ได้เปิดโอกาสให้ผมได้แชร์ความคิด Comment และต้องขออภัยด้วย ที่ไม่ได้อยู่รอจนจบสัมมนาเนื่องจากต้องรีบเดินทางไปร่วมกิจกรรม ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่จังหวัดอุบลฯ
ในสิ่งที่ ศ.ดร.จีระ ได้แชร์ไอเดียใหม่ ๆ เกี่ยวกับภาวะผู้นำ ผมสังเกตเห็นได้ว่า ศ.ดร.จีระ ไม่ใช่แค่เลกเปลี่ยนหรือแชร์ความคิดเห็นเท่านั้น ท่านได้ทำการฝึกภาวะความเป็นผู้นำให้กับผู้เข้ารับการอบรม โดยที่หลายท่านอาจจะไม่ทันตั้งตัว
ผมหวังว่าสิ่งที่ผม Comment ไป จะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่าน และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมคบหากันเป็นเพื่อน เป็น Good Connection ต่อกัน
ยม
นักศึกษา ปริญญาเอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
[email protected]
[email protected]
Tel 01-9370144
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และ ชาว Marketing Guru ทุกท่าน
ผมเห็น ข้อความที่คุณพิสิษฐ์ อิทธิโชติวัฒน์ เขียนมาเมื่อ จ. 07 ส.ค. 2549 @ 11:05 (58461) เรียน ถาม ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ว่า " อ.อธิบายเรื่องของ BENCHMARK REPORT การเทียบมาตราฐานขององค์กรตัวเองกับองค์กรอื่น หลักการที่จะใช้มาประกอบในการมาตราฐานขององค์กรมีอะไรที่เป็นส่วนสำคัญในการใช้"
ผมขอร่วมแชร์ไอเดีย ดังนี้ครับ BENCHMARKING เป็นหนึ่งในเครื่องมือการบริหารองค์การ ในประเทศไทยนิยมใช้ตามแฟชั่นทางการบริหาร ตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ซึ่งควรศึกษาให้ดี เพราะเครื่องมือทางการบริหารองค์การมีนับร้อยเครื่องมือ บางเครื่องมือต้องทำต่อเนื่องกัน เช่น ก่อนจะทำการ BENCMARKING ควรทำการวิเคราะห์องค์การด้วยเครื่องมือ SWOT Analysis เพื่อหาจุดอ่อน จุดแข็งฯ และนำการบริหารเชิงกลยุทธ์มาใช้ ด้วยการกำหนดวิสัยท้ศน์ ภารกิจ วัตถุประสงค์ แผนกลยุทธ์ โครงการต่าง ๆ จากนั้นจะมีการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จในงาน หรือการบริหารแบบมุ่งสัมฤทธ์ผล กว่าจะไปถึง BENCHMARKING ต้องอาศัยอีกหลายเครื่องมือ เพื่อศึกษาปัญหา และกำหนดกลยุทธ์องค์การ
องค์การ บุคคล แผนงาน และโครงการต่างก็ต้องมีการติดตามผลงานของตนอย่างจริงจังและมีประสิทธิผลเพื่อแสดงให้ทราบผลการดำเนินการว่าได้ผลงานก้าวหน้า หรือมีผลงานที่เป็นความสำเร็จหรือไม่อย่างไร ในขั้นแรกของการติดตามผลงานหรือการวัดผลงานจำเป็นต้องมีการกำหนดกรอบการวัดผลงาน (Measurement framework) และระบบการติดตามงาน (Monitoring system) เสียก่อน
ขั้นต่อไปเป็นเรื่องของการกำหนดดัชนีชี้วัดผลงาน(KPI)สำหรับใช้เป็นมาตรวัดผลงาน การกำหนดผลงานฐานเริ่มต้น (Base line) สำหรับเป็นจุดเริ่มต้นของการวัดการเปลี่ยนแปลงของผลงาน
ในการกำหนดเป้าหมายของแต่ละตัวดัชนีชี้วัดอาจอาศัยการกำหนดผลงานเทียบเคียง (Benchmark) สำหรับการปรับผลงานให้มีความยอดเยี่ยม (Best practice)
อาจกล่าวได้ว่า การติดตามผลงานเป็นกระบวนที่เป็นระบบและเกิดจากการวางแผนในการวัดผลงานตามแผนที่ได้ตั้งเป้าหมายของผลงานไว้ โดยการเปรียบเทียบกับผลงานที่เกิดขึ้นจริงและองค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกรอบการวัดผลงาน หรือกรอบการติดตามผลงานเป็นเครื่องมือการบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ หรือ RBM (Results Based Management) ที่มีการออกแบบมาเพื่อการวางแผนที่เป็นระบบในการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องสำหรับการติดตามผลงาน การศึกษาความก้าวหน้า และการรายงานผลงาน กรอบการติดตามผลงานจะทำให้ทราบความก้าวหน้าของความสำเร็จในงาน
แผนภาพ แสดงกรอบการติดตามผลงานในระดับองค์การ ที่เป็นระบบกรอบการติดตามผลงานประกอบไปด้วยปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ ผลที่คาดว่าจะได้รับ ซึ่งเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้ ผลที่คาดว่าจะได้รับ = ความพึงพอใจของลูกค้า + ความพึงพอใจของพนักงาน + ผลประกอบการนอกจากนั้น ยังมีดัชนีชี้วัดผลงานสำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการวัดความก้าวหน้าของผลงาน ส่วนแหล่งข้อมูลเป็นการแสดงที่มาข้อมูล ซึ่งอาจมาจากคน องค์การ เอกสาร หรือรายงานต่างๆ ซึ่งจะต้องระบุถึงวิธีการจัดเก็บว่าใช้วิธีการใด (การสำรวจ การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์แนวโน้ม การสอบสวน เป็นต้น) ส่วนความถี่ในการจัดเก็บข้อมูลนั้น มักจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมและการใช้ทรัพยากรในห้วงเวลาเป็นรอบการเก็บข้อมูลที่สั้น เนื่องจากเมื่อเริ่มต้นโครงการจะยังไม่เกิดพวงผล หลังจากโครงการดำเนินการไปได้ระยะหนึ่งก็มีการเก็บข้อมูลผลผลิต ซึ่งเป็นการวัดผลในระยะปานกลาง ส่วนการเก็บข้อมูลของผลลัพธ์ และผลลัพธ์บั้นปลายอาจเป็นการกำหนดห้วงเวลาที่ยาวขึ้น เช่น ทุกหกเดือน หรือ ทุกปี หรือเมื่อเสร็จโครงการแล้ว นอกจากนี้จะต้องมีการกำหนดบุคคลหรือคณะบุคคลผู้รับผิดชอบในการเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นอกจากนี้ องค์การจำเป็นต้องเชื่อมโยงวิสัยทัศน์และแผนกับการวัดผลความสำเร็จด้วย วิสัยทัศน์จะเป็นจุดตั้งต้นของการกำหนดวัตถุประสงค์ ตัวชี้วัดความสำเร็จในองค์การ KPI </p> การอาศัยวิสัยทัศน์และภารกิจ(การบริหารเชิงกลยุทธ์) ในการผลักดันกระบวนการวางแผน และเป็นรากฐานของการกำหนดวัตถุประสงค์ในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งเป็นพื้นฐานในการวัดผลงานต่อไป <p>องค์การที่ต้องการลดเลิกการทำงานที่อาศัยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และต้องการสร้างการทำงานที่ประสานสอดคล้องกันเพื่อนำความคิดโครงการที่มีความริเริ่มสร้างสรรค์จะต้องดำเนินการตามวิสัยทัศน์ ภารกิจ วัตถุประสงค์และแผนยุทธศาสตร์ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</p> ในการพัฒนาวิสัยทัศน์จะต้องพิจารณาถึงปัญหาอุปสรรคและหาวิธีการกำจัดปัญหาอุปสรรคในการพัฒนาวิสัยทัศน์ การแก้ไขปัญหาอุปสรรคจะมีวิธีการที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของปัญหาอุปสรรคนั้นๆ ส่วนการที่องค์การจะไปสู่ความสำเร็จในระดับใดก็ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ ที่ได้พัฒนาขึ้น ผมขอร่วมแชร์ไอเดีย เพียงเท่านี้ก่อน หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่าน <p>สวัสดีครับ</p>
ยม
</font>
เรียน คุณพิสิษฐ์ อิทธิโชติวัฒน์ และศิษย์ Nano MBA ทุกท่าน
ขอตอบคำถามที่ถามมาเกี่ยวกับเรื่อง BENCHMARK REPORT การเทียบมาตราฐานขององค์กรตัวเองกับองค์กรอื่น หลักการที่จะใช้มาประกอบในการมาตราฐานขององค์กรมีอะไรที่เป็นส่วนสำคัญในการใช้วัด ก่อนอื่น จะอธิบายถึงเรื่อง Assessment บุคลากรในองค์กรเพื่อให้ได้ Individual Profile ของแต่ละคนเกี่ยวกับพฤติกรรม ความคิด ความสามารถ ทัศนคติ ความชอบในการทำงานแต่ละด้าน ฯลฯ รวมไปถึงจุดอ่อน จุดแข็ง ศักยภาพ ของแต่ละบุคคล จากนั้นนำผลที่ได้ของแต่ละคนมารวบรวมวิเคราะห์สรุปเป็นข้อมูลขององค์กร หรือประสิทธิภาพรวมของบุคลากรในองค์กร เมื่อสรุปผลออกมาก็นำไปเปรียบเทียบกับองค์กรอื่น อาทิ AIS ปตท. หรืออื่น ๆ ที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ในเบื้องต้นอาจจะเน้นที่องค์กรภายในประเทศ หากมีความต้องการก็จะเปรียบเทียบกับองค์กรอื่น ๆ ที่มีชื่อเสียงในระดับโลก และสรุปออกมาเป็น Benchmark Report ว่าปัจจุบันองค์กรของเราศักยภาพของบุคลากรเราอยู่ตรงจุดไหน มีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรอื่น และหากจะพัฒนาองค์กร และทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรควรจะเน้นเรื่องใดเป็นพิเศษ ซึ่งนับว่าเป็นเข็มทิศนำทางให้การพัฒนาองค์กรดำเนินไปอย่างมีทิศทาง ซึ่งหากท่านสนใจผม ได้ร่วมกับทีมงานของ DBM Thailand ทำเรื่องนี้อยู่ ก็สอบถามรายละเอียดมาที่ ผู้ช่วยของผม คุณวราพร โทรศัพท์ 02-884-9420-1 ได้ เพราะเขามีรายละเอียดของโครงการนี้อยู่
สุดท้ายก็ขอขอบคุณที่สนใจและมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กันที่นี่
จีระ หงส์ลดารมภ์
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ได้ให้ผมและทีมงานปราการเคเบิ้ลทีวี-สมุทรปราการ เ ข้าเยี่ยมชมและศึกษาการทำงานของมูลนิธิทรัพยากรมนุษย์ ระหว่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่พวกเราเห็นร่วมกัน คือ เป้าหมายในการทำงานของเรา คือ สื่อสารสิ่งที่เป็นจริง สร้างความเป็นธรรมในสังคม และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มในสังคม ทั้งเวลาประสบการณ์ทำงานของเรายังน้อย จึงหวังว่าให้ท่านได้ช่วยชี้แนะและในโอกาสอันใกล้คงจะต้องขอความกรุณาจากท่านอีก
ด้วยความนับถือเป็นอย่างสูง
วิโรจน์../Nano MBA 5
Isreal/Hezbollah และทักษิณ/อภิสิทธิ์[1]
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">บทความนี้ผมเขียนในวันพุธก่อนจะเดินทางไปประชุม APEC/ILO ที่จาการ์ตา ประเทศ อินโดนีเซียกิจกรรมหนึ่งที่ผมทำในนามของ ประธานคณะทำงานด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ เอเปก ( APEC HRD Working Group ) ซึ่งดำรงตำแหน่งมา 2 ปีแล้วได้ความรู้และเป็นประโยชน์มากต่อคนไทย กิจกรรมทุกเรื่องผมจะรายงานให้คนไทยทราบเพราะ
ยุคนี้เป็นยุคของการแบ่งปันแลกเปลี่ยนข้อมูล การมีสื่อ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้อ่านได้ประโยชน์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ในยุคต่อไปองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ จะทำงานร่วมกันมากขึ้น ต่างคนต่างทำจะไม่สำเร็จผมเปิดกว้างให้องค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ มาทำงานร่วมกับ APEC มากขึ้น เช่น OECD หรือธนาคารโลก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
การประชุมครั้งนี้ เป็นเรื่องการลดการใช้แรงงานเด็กในหลายประเทศซึ่งปัญหาแรงงานเด็กเกิดขึ้นเพราะ
- ค่าจ้างถูก
- กฎหมายควบคุมไม่ถึง
- พ่อแม่ยากจน
- เด็กไม่ได้เรียนหนังสือ จึงต้องทำงานหาเงิน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
จุดอ่อนคือเด็กขาดโอกาสทางการศึกษา เมื่อเขาอายุ 25 ปีขึ้นไปแล้ว เขาจะทำอะไร อนาคตจะลำบากเพราะไม่ได้เรียนหนังสือ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
APEC/ILO จึงร่วมมือกันลดการใช้แรงงานเด็ก และต้องให้ได้ผลจริง ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเด็กหาวิธีให้เขาได้รับการศึกษาที่ดี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
สัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีกิจกรรม 3 เรื่องที่น่าสนใจ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
เรื่องแรกคือไปร่วมบรรยายเรื่อง ภาวะผู้นำให้กับกลุ่ม Marketing Guru ในโครงการ Nano MBA ซึ่งทำเป็นครั้งที่ 5 แล้ว การหารือกันเรื่องผู้นำถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ
- ผู้นำสร้างได้
- ผู้นำไม่เกี่ยวกับอำนาจทางกฎหมายหรือตำแหน่ง
- ผู้นำจะมีทั้งผู้หญิงผู้ชาย แต่ในปัจจุบันผู้หญิงมีน้อยกว่ามาก
- เป็นเรื่องจำเป็นเพราะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ
- ผู้นำแตกต่างกับผู้บริหาร
- อะไรคือแรงกระตุ้น ( Motivation ) ให้อยากเป็นผู้นำ
- ผู้นำต้อง
- เก่งงาน
- เก่งคน
- เก่งบริหารการเปลี่ยนแปลง
- มีคุณธรรม จริยธรรม
ผู้นำมีหลายชนิด
- แบบมีเสน่ห์ ( Charisma )
- แบบ Transformation จาก A B
- แบบเหตุการณ์สร้างผู้นำ ( Situational Leadership )
ผู้นำมีหลายชนิด แตกต่างกันจะเหมาะกับแต่ละคน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และความเหมาะสมแต่ละคน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
การเรียนรู้ผู้นำอย่าลอกตำราฝรั่งเท่านั้น ควรจะวิจัยในประเทศไทยมากขึ้นดูจากจุดอ่อนของเรา/มองตัวเราเอง หรือดูแบบอย่าง Role model
ผมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมการค้าต่างประเทศได้จัด workshop เรื่องทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ที่น่าสนใจเพราะเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 โดยเน้นทฤษฎีว่า ถ้าจะทำ HR ให้ได้ผล ต้องพัฒนาความเชื่อและศรัทธาก่อน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ผมประทับใจในอธิบดีราเชนทร์ พจนสุนทรเพราะเป็นผู้ที่สนใจการสร้างคุณภาพของคนในองค์กร มานั่งฟังและมีส่วนร่วมทั้ง 3 ชั่วโมง ซึ่งอธิบดีในประเทศไทย ไม่ชอบการเรียนรู้และเราจะมีการทำงานต่อเนื่องในอนาคต</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
สรุปการทำ workshop พบว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมการค้าต่างประเทศอยากเรียนเรื่อง
- Team work
- การสร้างความรักความผูกมิตรในองค์กร
- การเป็นเจ้าขององค์กร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ซึ่งแต่ละเรื่องน่าสนใจ แต่ทำยาก อย่างน้อย กระทรวงพาณิชย์ได้มองอะไรแบบ Intangible ครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
อีกเรื่องหนึ่งคือ จากการทำงานร่วมกับ FM 96.5 MHz ผมได้ย้ายรายการจากวันอาทิตย์มาเป็นวันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น.จะมีการพูดเรื่องระยะยาว ที่ผู้ฟังสามารถนำไปใช้ได้ผมดีใจที่การใช้สื่อของผมได้ประโยชน์มากขึ้น ยุคนี้ต้องนำเอา Ideas ดี ๆไปสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดเวลา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
เมื่อพูดถึงผู้นำก็นึกถึงช่วงนี้ที่มีการเปรียบเทียบผู้นำการเมือง 2 คนคือคุณทักษิณ ชินวัตรและคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หากจะเปรียบเทียบภาวะผู้นำของ 2 คน อย่ามองแบบ static นิ่ง ขอให้มองอย่างรอบคอบ เพราะทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผมขอยกตัวอย่าง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
เมื่อปี 1967 ในการรบระหว่างยิวกับอียิปต์ ยิวชนะภายในเวลา 5-6 วัน แต่ในวันนี้กว่า 40 ปีที่ผ่านมา ยิวรบกับกองโจร Hezbollah ทุกคนคิดว่า ยิวต้องชนะอย่างง่ายดายแต่ปรากฏว่า Hezbollah ปัจจุบันปรับยุทธวิธีการรบ สู้กันอย่างสมศักดิ์ศรีอะไรที่เป็นจุดแข็งของการรบของยิว Hezbollah สามารถนำมาปรับปรุงใช้ได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ปัจจุบันผู้นำการทหารของยิวหรืออิสราเอล ก็ตกใจไม่คิดว่าการรบจะยืดเยื้อไปมากมายขนาดนี้
เมื่อกลับมาดูคุณทักษิณกับคุณอภิสิทธิ์ ในระยะแรก นายกฯทักษิณได้เปรียบ ชนะอยู่หลายช่วงตัว แต่วันนี้คุณอภิสิทธิ์ปรับปรุงแนวทางของการเป็นผู้นำ จุดแข็งของคุณทักษิณคุณอภิสิทธิ์ก็นำมาใช้ได้ และหลีกเลี่ยงจุดอ่อนอื่น ๆ เช่น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
- คุณธรรม จริยธรรม
- เรื่อง Corruption ก็นำมาชี้ให้เห็น
- สิ่งใดที่เป็นประชานิยมก็จะทำ ทำเพื่อความยั่งยืน เช่น มีกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง
- เน้นเรื่องการลดค่าครองชีพ ทุนนิยมของทักษิณเป็นแบบเน้นการตลาดเต็มตัวแต่ทุนนิยมของคุณอภิสิทธิ์เป็นทุนนิยมแบบยั่งยืน เน้นกระจายผลประโยชน์ต่อทุกกลุ่มและยังมองเรื่องการศึกษาด้วยสนใจเรื่องสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้คนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรมด้วย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">จีระ หงส์ลดารมภ์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">
[email protected] </p>
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
</span></strong>
โทรสาร 0-2273-0181 <div>
<hr><div id="ftn1"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoFootnoteText">[1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97</p></div> </div>
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน หลังจากผมกลับจากการไปร่วมสัมมนา หาความรู้และดูงานที่ประเทศอินเดีย แล้ว เช้าวันนี้ ผมแสวงหาอาหารทางสมอง เช่นเคย ด้วยการค้นหาข้อมูลข่าวสารจาก Internet รายการแรกที่ผมอ่านในเช้าวันเสาร์ก็คือ บทเรียนจากความจริง ของ ศ.ดร.จีระจาก เว็บของ น.ส.พ.แนวหน้าhttp://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97 อาจารย์เขียน เกี่ยวกับ บทเรียนจากความจริง เรื่องIsreal/Hezbollah และทักษิณ/อภิสิทธิ์ ในบทความนี้ ศ.ดร.จีระเขียนบทเรียนจากความเป็นจริงได้น่าสนใจ ข้อความข้างล่างแถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียนส่วนสีดำเป็นความเห็นของผมซึ่งมีดังนี้ ครับ “ยุคนี้เป็นยุคของการแบ่งปันแลกเปลี่ยนข้อมูล การมีสื่อ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ จากการทำงานร่วมกับ FM 96.5 MHz ผมได้ย้ายรายการจากวันอาทิตย์มาเป็นวันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น.จะมีการพูดเรื่องระยะยาว ที่ผู้ฟังสามารถนำไปใช้ได้ผมดีใจที่การใช้สื่อของผมได้ประโยชน์มากขึ้น ยุคนี้ต้องนำเอา Ideas ดี ๆไปสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดเวลา” ประเด็นนี้ ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.จีระ เป็นอย่างยิ่ง เป็นยุค Knowledge-Based Economy ความรุ่งเรือง ความสำเร็จของสังคม องค์การ ของประเทศชาติ ขึ้นอยู่กับองค์ความรู้ การจัดการความรู้ เช่น สหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นมหาอำนาจ ก็เพราะมีการจัดการเรื่องความรู้ดีมาก มีมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอยู่ที่นั่นหลายแห่ง มีการทำวิจัยเรื่องต่าง ๆ มากมาย ทั้งชีวิตคน ชีวิตสัตว์ ชีวิตการทำงาน และมีการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ส่วนประเทศไทยเราในความเห็นผมเรื่องการจัดการความรู้ ควรต้องเร่งพัฒนา มีนโนยบายสาธารณะด้านการส่งเสริม การจัดการเรื่องการศึกษาทั้งระยะสั้น ระยะยาว โดยเฉพาะเรื่อง ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ IT รวมทั้งด้านจริยธรรม ศีลธรรมอันดีงาม เป็นต้น คนมีความรู้หลายคน ก็ไม่ได้ทำอย่าง ศ.ดร.จีระ ทำ แต่กลับมีพฤติกรรมตรงกันข้ามคือมีความรู้แต่เก็บความรู้ไว้ ไม่เผยแพร่ ไม่พัฒนาต่อ รู้อยู่คนเดียว แถมหวงวิชา และไม่ชอบให้ใครรู้มากกว่า ผมไปดูงาน และไปสัมมนาที่ประเทศอินเดีย รัฐ Bankgalore ได้มีโอกาสร่วมสัมมนากับสถานบันการศึกษาและบริษัทที่มีชื่อเสียงด้าน ไอที และผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง TOYOTAที่อินเดีย น่าทึ่งมากที่อินเดียพัฒนาไปไกลแล้ว อินเดียเป็นประเทศที่มีการพัฒนาการจัดการความรู้ได้ดี ศูนย์ไอที ที่ดีที่สุดในโลก อยู่ที่นี่ เป็นแหล่งรวบรวมคนมีความรู้ ความสามารถมารวมไว้ และให้คนเก่ง คนดีเหล่านั้นได้ทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนความรู้กัน จึงกลายเป็นจุดแข็งของสังคมและประเทศชาติของเขา “สัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีกิจกรรม 3 เรื่องที่น่าสนใจ
เรื่องแรกคือไปร่วมบรรยายเรื่อง ภาวะผู้นำให้กับกลุ่ม Marketing Guru ในโครงการ Nano MBA ซึ่งทำเป็นครั้งที่ 5 แล้ว การหารือกันเรื่องผู้นำถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ
- ผู้นำสร้างได้
- ผู้นำไม่เกี่ยวกับอำนาจทางกฎหมายหรือตำแหน่ง
- ผู้นำจะมีทั้งผู้หญิงผู้ชาย แต่ในปัจจุบันผู้หญิงมีน้อยกว่ามาก
- เป็นเรื่องจำเป็นเพราะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ
- ผู้นำแตกต่างกับผู้บริหาร
- อะไรคือแรงกระตุ้น ( Motivation ) ให้อยากเป็นผู้นำ
- ผู้นำต้อง
- เก่งงาน
- เก่งคน
- เก่งบริหารการเปลี่ยนแปลง
- มีคุณธรรม จริยธรรม
ผู้นำมีหลายชนิด
- แบบมีเสน่ห์ ( Charisma )
- แบบ Transformation จาก A B
- แบบเหตุการณ์สร้างผู้นำ ( Situational Leadership )”
เรื่องการไปร่วมบรรยายเรื่อง ภาวะผู้นำให้กับกลุ่ม Marketing Guru ในโครงการ Nano MBA ของ ศ.ดร.จีระ ผมได้มีโอกาสไปร่วมในงานนี้ด้วย พบว่าการบรรยายให้ความรู้ ของ ศ.ดร.จีระ เป็นการฝึกภาวะผู้นำไปในตัวด้วย ให้ความรู้ควบคู่กับการฝึกฝน ผมเชื่อว่าในวันนั้น ศ.ดร.จีระ คงเห็นแววผู้นำของผู้เข้ารับการอบรมว่าเป็นอย่างไร เรื่องผู้นำ ที่ ศ.ดร.จีระ บรรยาย และเขียนมาในบทความนี้ เป็นองค์ความรู้ที่สด ไม่ได้ใช้ทฤษฎีแบบดั้งเดิมเอามาสอน แต่เป็นการนำเอาสถานการณ์ ยุคของโลกปัจจุบันและองค์ความรู้ข้ามศาสตร์มาบูรณาการ ออกมาเป็นผู้นำยุคใหม่ และสิ่งที่ผู้นำยุคใหม่ควรมีอย่างยิ่งก็คือ การสามารถบริหารความขัดแย้งให้เป็นคุณค่าแก่ส่วนรวมได้เป็นอย่างดี “ผมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมการค้าต่างประเทศได้จัด workshop เรื่องทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ที่น่าสนใจเพราะเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 โดยเน้นทฤษฎีว่า ถ้าจะทำ HR ให้ได้ผล ต้องพัฒนาความเชื่อและศรัทธาก่อน”
เรื่องเผยแพร่องค์ความรู้ด้านทรัพยากรมนุษย์ เราโชคดีที่มี ศ.ดร.จีระ เปิดประเด็นใหม่ ๆ หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทำให้ HR Manager หลายท่านไม่หลงประเด็นไปเน้นแต่ สรรหา คัดเลือก อบรม ก.ม.แรงงานฯ เป็นต้น เพราะสิ่งที่ ศ.ดร.จีระ แนะนำ จะเป็นรากหญ้าของทรัพยากรมนุษย์ ถ้าทรัพยากรมนุษย์ ไม่มีสิ่งที่ ศ.ดร.จีระ บรรยาหรือแชร์ความรู้ ก็ไม่มีประโยชน์ ที่จะไปทำการสรรหา คัดเลือก อบรม ทำด้านแรงงานสัมพันธ์ฯ ผมจึงมั่นใจว่า สิ่งที่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมการค้าต่างประเทศได้รับ จะมีประโยชน์อย่างมาก
”เมื่อกลับมาดูคุณทักษิณกับคุณอภิสิทธิ์ ในระยะแรก นายกฯทักษิณได้เปรียบ ชนะอยู่หลายช่วงตัว แต่วันนี้คุณอภิสิทธิ์ปรับปรุงแนวทางของการเป็นผู้นำ จุดแข็งของคุณทักษิณคุณอภิสิทธิ์ก็นำมาใช้ได้ และหลีกเลี่ยงจุดอ่อนอื่น ๆ เช่น
- คุณธรรม จริยธรรม
- เรื่อง Corruption ก็นำมาชี้ให้เห็น
- สิ่งใดที่เป็นประชานิยมก็จะทำ ทำเพื่อความยั่งยืน เช่น มีกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง
- เน้นเรื่องการลดค่าครองชีพ ทุนนิยมของทักษิณเป็นแบบเน้นการตลาดเต็มตัวแต่ทุนนิยมของคุณอภิสิทธิ์เป็นทุนนิยมแบบยั่งยืน เน้นกระจายผลประโยชน์ต่อทุกกลุ่มและยังมองเรื่องการศึกษาด้วยสนใจเรื่องสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้คนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรมด้วย” เรื่องประเด็นทางการเมืองที่ ศ.ดร.จีระ เขียนมา ผมเห็นด้วย เห็นว่าคุณอภิสิทธิ์มีการพัฒนารูปแบบการหาเสียงได้ดีขึ้นมาก ก็ขอให้มีการประเมินผล การทำดังกล่าวเป็นระยะและมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ก็จะยิ่งเก่งและดีขึ้น ที่สำคัญ การหาเสียงของทั้งสองฝ่ายควรคำนึงถึงกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2549 พระราชดำรัส 4 ข้อนี้ขอให้นักการเมืองทั้งหลาย นำไปช่วยปฏิบัติเป็นการเผยแพร่ และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนรุ่นหลัง พระราชดำรัส 4 ข้อ[1] ดังกล่าวได้แก่ <ol style="margin-top: 0cm">
</ol> ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการโทรทัศน์ ”สู่ศตวรรษใหม่” ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น.และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุอสมท. F.M. 96.5 MHz Hz คอลัมน์ “บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 และรายการเศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์ ทาง ททบ. 5 ทุกวันอังคารและวันพุธ เวลา 9.55 น. – 10.00 น. หรือทาง http://www.chiraacademy.com/ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมขอเชิญให้ท่านติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Blog นี้ ครับ </p> ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน ยม <div>
<hr>
[1]ไทยรัฐฉบับวันที่ 8 สิงหาคม 2549
</div>
สวัสดี ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ทักษิณ VS อภิสิทธิ์
อาจาร์ยครับ ผมฟังท่านนายกให้สัมภาษณ์ที่เชียงใหม่ตอนหนึ่งสรุปเนื้อหาใจความได้ว่า ถ้ามีคนที่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศชาติได้ดี เขาก็อาจจะเว้นวรรค คำว่า ดีในอดีต ดีในปัจจุบัน ดีในอนาคตจะใช้บรรทัดฐานอะไรมาตรวจสอบละครับ และที่สำคัญใครละที่สามารถยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า อนาคตจะดีอย่างนั้นหรืออย่างนี้ ความเป็นจริงและกาลเวลาที่ล่วงเลยต่างหาก ที่จะอธิบายให้เห็นได้ชัดเจนว่า สิ่งนั้นถูก สิ่งนี้ผิด และข้อสรุปในปัจจุบัน บางครั้งยังไม่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงของอนาคต ความจริงมักไม่มีอะไรถูกทั้งหมดและผิดทั้งหมด ดังนั้น ความสำเร็จของคนๆหนึ่ง ความเก่งความเฉลียวฉลาดของคนอีกคน ย่อมเกิดประโยชน์ เมื่อสิ่งนั้นกระทำเพื่อรับใช้สังคม ผมมีความเข้าใจและเชื่อว่า เมื่อความรู้เรียนรู้ได้ ทักษะของผู้นำก็สามารถสร้างได้ จะเก่งงานแค่ไหน เก่งคนแค่ไหน หรือเก่งคิดเพียงไร สุดท้ายหากท่านทำเพื่อตัวเองแล้ว หรือทำด้วยผลประโยชน์แอบแฝงประชาชนก็จะให้คะแนนท่านเอง กล่าวโดยสรุป ภาวะผู้นำสร้างได้ บนพิ้นฐานความมีจริยธรรม-ศีลธรรมและด้วยความเสียสละ
ร่วมคิดด้วยคน ขอบคุณครับ
เรื่องแรกคือได้รับเชิญไปเป็นองค์ปาฐก ( keynote ) ของการประชุมนานาชาติ Science and Technology for Sustainable Development of the Greater Mekong Sub-region
เรื่องที่สอง ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน เป็นต้นไปเราจะจัดรายการโทรทัศน์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์ ทางช่อง 11 เวลาประมาณ 10.30 น. วันละ 5 นาที สุดท้ายวันพุธที่ 16 สิงหาคมมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศได้จัด Learning forum เรื่อง Lesson study in Mathematics เป็นครั้งที่ 2”
ประการแรก คือเรื่องการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แบบข้ามศาสตร์ อาจารย์ทำงานที่เป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวมประเทศชาติ มากกว่าเพื่อส่วนตน ตรงนี้น่ายกย่องสรรเสริญ และควรยึดถือเป็นตัวอย่างที่ดี
ปัจจัยแรกคือการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องเน้นให้ระยะสั้นสร้างความสมดุลย์ในระยะยาว
ปัจจัยที่สองคือการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติต้องไม่ถูกทำลาย
ปัจจัยที่ 3 คือการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องมีทั้งคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่กัน
ปัจจัยที่ 4 คือต้องคิดเป็นวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์เป็น หาความรู้อย่างต่อเนื่อง เป็นสังคมการเรียนรู้
ปัจจัยที่ 5 ต้องให้ประชากรส่วนใหญ่ของสังคม ชุมชนหรือประเทศ มีความเจริญเพิ่มขึ้นอย่างกระจาย
สุดท้าย ต้องเป็นการพัฒนาที่พึ่งตัวเอง self - reliance ไม่ใช่รอแบมือให้รัฐบาลมาช่วยอย่างเดียว”
ตรงนี้ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ศ.ดร.จีระ ท่านสรุปไว้ได้ดี ทำให้เข้าใจถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้มากขึ้น เข้าใจถึงหลักแห่งความยั่งยืนมากขึ้น
ปัจจัยแรก การพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มที่การทำโครงการระยะสั้นให้ดี ทำอะไรอย่างคิดสั้นอย่างเดียว ต้องคิดให้ยาวด้วยว่าจะมีผลกระทบหรือไม่
การจะทำอะไรให้ยั่งยืน ถ้าทำให้เกิดความเจริญเฉพาะกลุ่ม ไม่กระจายออกไปอย่างทั่วถึง ปัญหาความขัดแย้งแก่งแย่งชิงดีกันจะตามมา
คนไทยสับสนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ยังรู้ไม่จริง
สับสนเรื่องโลกาภิวัตน์ว่าคืออะไรมีประโยชน์อย่างไรและนึกว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะแก้ปัญหาเฉพาะภาคคนจน”
รายการโทรทัศน์ ที่ท่าน ศ.ดร.จีระจัดเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์ เดิมทราบว่าจะออกรายการทางช่อง 5 ต่อมาทราบภายหลังว่าจะออกทางช่อง 11 รายการนี้ ผมคิดว่าสำคัญและจะเกิดประโยชน์ ทางกระทรวงศึกษาธิการน่าจะร่วมด้วย เพื่อจัดทำรายการนี้เป็นวีดีโอทัศน์ ประกอบการพัฒนาองค์ความรู้ให้ครู เพื่อให้ครูใช้สอนนักเรียน ต่อไป รัฐบาลต้องเร่งพัฒนาครูให้มีความรู้เรื่องนี้ให้มาก ก่อนจะสายเกินไป ผมเคยได้ยินครูสอนนักเรียนเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ครูตั้งใจดีมาก แต่สอนเรื่องการจัดสรรที่นา ที่เลี้ยงปลา ที่เพาะปลูก ไม่ได้สอนแก่นแท้ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้สอนเรื่องโลกาภิวัตน์ว่าคืออะไรและมีผลกระทบอย่างไร และในฐานะคนไทยควรต้องทำอย่างไร
“ดร.ไมตรีอินทรประสิทธิ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นมาบรรยายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับครูกว่า 20 คน โดยดร.ไมตรีต้องการสร้างเด็กให้คิดเป็น ไม่ปิดกั้นการคิดของเด็ก โดยให้เด็กได้คิดอย่างเสรีคิดนอกกรอบ คือการสอนแบบ Lesson study ซึ่งได้พัฒนาในประเทศญี่ปุ่นมากว่า 100 ปี
วิธีการนี้อาจจะขัดกับวัฒนธรรมของไทยเพราะการศึกษาของไทยตั้งแต่อดีตมักจะกำหนดการคิดให้เด็กไม่ค่อยรับฟังความคิดของเด็ก และไม่ยอมให้ใครมาวิจารณ์การสอนของตนเองการศึกษาไทยจึงล้มเหลวแต่มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศจะทำงานต่อเนื่องต่อไปในด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทย”
ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาน่าจะอ่านตรงนี้ และเชิญ ศ.ดร.จีระ ไปเป็นที่ปรึกษากระทรวงศึกษาธิการ เชิญ ดร.ไมตรี เข้าไปร่วมเป็นคณะที่ปรึกษาด้วย เพื่อรีบปฏิรูปการทำงานของครู รูปแบบการสอนของครูที่เป็นแบบดั้งเดิมถือเป็นโรคร้ายอย่างหนึ่งทางการพัฒนาเด็กไทย
ผลการวิจัยที่อินเดีย ซึ่งทาง BOI ได้จ้างนักวิชาการที่อินเดียวิจัยค้นหาอุปสรรคในการพัฒนาของไทย พบว่า ครูของไทยยังด้อยประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องภาษา และหลักการสอน ข้อเสนอแนะก็คือควรมีแผนระยะสั้นและระยะยาวในการพัฒนาครูอย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมให้เกิดรูปแบบการสอนที่ส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ผมเห็นด้วยกับ ดร.ไมตรี ครับ รัฐบาลควรเข้ามาช่วยส่งเสริมแนวคิดนี้ให้เป็นจริง โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ครับ
ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการโทรทัศน์ ”สู่ศตวรรษใหม่” ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น.และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุอสมท. F.M. 96.5 MHz Hz คอลัมน์ “บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 หรือทาง http://www.chiraacademy.com/ เชิญท่านติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Blog นี้ ครับ
ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน
สัปดาห์นี้ ผมมี 3 เรื่องมาแบ่งปันให้ได้รู้กัน
เรื่องแรกคือได้รับเชิญไปเป็นองค์ปาฐก ( keynote ) ของการประชุมนานาชาติ Science and Technology for Sustainable Development of the Greater Mekong Sub-region ของคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันอังคารที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมาผมประทับใจการจัดการประชุมครั้งนี้มาก โดยเฉพาะคณบดี ศ.ดร.ละออศรี เสนาะเมืองที่ทำงานอย่างหนักและได้ผลเพราะมีนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักวิจัยจากกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงมากันมากมายกว่า 300 คน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีนนอกจากนี้ ยังมีมาจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษด้วย
ในฐานะที่เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่นมีความรู้สึกว่าการประชุมเช่นนี้ทำให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีภาพลักษณ์ที่ดีมีชื่อเสียงและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเรื่อง networking หรือการร่วมพันธมิตรทางวิชาการ การวิจัย การสร้างการทูตภาคประชาชน ( People to People Diplomacy : PPD )
ผมคงเป็นนักวิชาการคนเดียวที่ไม่ได้จบทางด้านวิทยาศาสตร์แต่ต้องพูดในหัวข้อเรื่องวิทยาศาสตร์ล้วนๆที่เน้นการสร้างทรัพยากรมนุษย์ในส่วนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อไปสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน
โดยพูดเรื่องทุนแห่งความยั่งยืนในทฤษฎี 8 K's มานาน ความยั่งยืนเป็นทุนเพราะการจะได้ความยั่งยืนต้องเสียสละเพื่ออนาคต ซึ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นตัวทำให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง นักการเมืองควรต้องรู้
ในวันนี้ ผมจึงเน้นมากๆ ว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนคืออะไร
ความจริงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั่นเอง
ผมจึงนำเอาความคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประยุกต์ เรียกว่า 6 ปัจจัยของความยั่งยืน ( Chira 's 6 factors ) ซึ่งผมจะสรุปว่า
ปัจจัยแรกคือการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องเน้นให้ระยะสั้นสร้างความสมดุลย์ในระยะยาวอย่าให้ระยะสั้นดี แต่ทำลายระยะยาวผมได้ตัวอย่างมาจากเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในประเทศไทย คือรวยระยะสั้นแต่มีปัญหาระยะยาวมากมายอย่างที่เห็นกัน
ปัจจัยที่สองคือการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติต้องไม่ถูกทำลาย และต้องไปด้วยกันกับ การพัฒนา บางแห่งเรียกว่าเป็น Green development
ปัจจัยที่ 3 คือการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องมีทั้งคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่กันกับความเจริญคือมีศีลธรรม คุณธรรมคู่ไปกับกับพัฒนา
ปัจจัยที่ 4 คือต้องคิดเป็นวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์เป็น หาความรู้อย่างต่อเนื่องเป็นสังคมการเรียนรู้
ปัจจัยที่ 5 ต้องให้ประชากรส่วนใหญ่ของสังคม ชุมชนหรือประเทศ มีความเจริญเพิ่มขึ้นอย่างกระจายไม่ใช่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเล็กๆ
และสุดท้ายต้องเป็นการพัฒนาที่พึ่งตัวเอง self - reliance ไม่ใช่รอแบมือให้รัฐบาลมาช่วยอย่างเดียว
ผมคิดว่าการเน้นเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่จะทำได้จริงหรือไม่มีปัจจัยหลายอย่างที่ไปไม่ถึงเพราะ เหตุผลทางการเมืองความโลภและความเห็นแก่ตัวของสังคม
อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยเราคิดว่ารัฐบาลจะมีหน้าที่ต้องทำ แต่จริงๆ แล้ว ประชาชนโดยเฉพาะชุมชนของนักวิทยาศาสตร์ก็สามารถมีส่วนร่วมกับรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นได้เพื่อจะพัฒนาอย่างยั่งยืน
ผมจึงขอเน้นว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะช่วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ในหลาย ๆ เรื่อง เช่น
- สาขาแรกคือช่วยให้การศึกษาของชุมชนหรือสังคมดีขึ้น ในวันนั้น ผมเน้นเป็นพิเศษคือ การใช้ Internet การใช้ Blog การเรียนแบบทางไกลหรือ E-Learning
- สาขาที่สองคือการใช้เทคโนโลยี มาช่วยในการแพทย์ ซึ่งปัจจุบันการแพทย์มีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยการแพทย์ จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสังคม ไม่ใช่เฉพาะเรื่องรักษาแต่เป็นเรื่องการป้องกันด้วย ผมจึงเสนอเรื่อง Tele - Medicine ไปด้วย
- อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือ การพัฒนาชนบทและการพัฒนาศักยภาพของภาคเกษตรของประเทศในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงที่ยังล้าหลังอีกมาก
- ต่อมาจะช่วยเรื่องการลดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มศาสนาต่างๆ ในสังคมเพื่อสร้างสันติภาพ รวมทั้งการลดการก่อการร้ายข้ามชาติ
- การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน Global warming หรือภัยธรรมชาติต่าง ๆ ซึ่งมีมากขึ้นทุกวัน และกระทบต่อประชาชนมาก
- การแสวงหาพลังงานทดแทนน้ำมัน
- และสร้างความสามารถในการแข่งขัน competitiveness แบบยั่งยืนในสังคมในภูมิภาคนี้มากขึ้น แทนที่จะเน้นเฉพาะสินค้าส่งออกแรงงานราคาถูกเท่านั้นให้มีการใช้ความรู้และวิทยาศาสตร์สำหรับการพัฒนาสินค้ามากขึ้น
ถ้าจะพัฒนาเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ผมขอให้นักวิทยาศาสตร์มองอะไรที่กว้างเชื่อมโยงกับการพัฒนา ไม่ใช่สนใจแต่เรื่องวิจัยเฉพาะทางที่ตัวเองถนัด ต้องมี networking มากขึ้น รับฟังและเรียนรู้จากศาสตร์ต่าง ๆ มากขึ้น
เรื่องที่สอง ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน เป็นต้นไปเราจะจัดรายการโทรทัศน์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์ ทางช่อง 11 เวลาประมาณ 10.30 น. วันละ 5 นาทีเป็นความร่วมมือกันของมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ และ Chira Academy ธนาคารกรุงไทยมี ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มี ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา และ ดร.ปรียานุช พิบูลสราวุธ มาร่วมผนึกกำลังกันน่าติดตามว่ามีอะไรน่าสนใจในประเด็น
- คนไทยสับสนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ยังรู้ไม่จริง
- สับสนเรื่องโลกาภิวัตน์ว่าคืออะไรมีประโยชน์อย่างไร
- และนึกว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะแก้ปัญหาเฉพาะภาคคนจน
ซึ่งแท้จริงแล้วเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญา ซึ่งผู้ส่งออก นักลงทุน นักการเงิน นักวิทยาศาสตร์นำไปใช้ได้ เพื่ออยู่ในโลกาภิวัตน์แบบยั่งยืนซึ่งรายการโทรทัศน์นี้จะเชื่อมโยงให้ได้อย่างดี ผมอยากให้ผู้อ่านได้ติดตามชม
และสุดท้าย เมื่อวันพุธที่ 16 สิงหาคมมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศได้จัด Learning forum เรื่อง Lesson study in Mathematics เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเชื่อมโยงกับ APEC ที่ผมเคยเขียนถึงว่าคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ขอเงินสนับสนุนโครงการเรื่อง Lesson study โดยร่วมมือกับเขตเศรษฐกิจอื่น ๆ ศึกษา และเผยแพร่ในประเทศไทยเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งที่ไทยได้รับจาก APEC
ครั้งนี้มี ดร.ไมตรีอินทรประสิทธิ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นมาบรรยายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับครูกว่า 20 คน โดยดร.ไมตรีต้องการสร้างเด็กให้คิดเป็น ไม่ปิดกั้นการคิดของเด็ก โดยให้เด็กได้คิดอย่างเสรีคิดนอกกรอบ คือการสอนแบบ Lesson study ซึ่งได้พัฒนาในประเทศญี่ปุ่นมากว่า 100 ปีการสอนแบบนี้ต้องมีการสังเกตว่าเด็กคิดอย่างไร ทำไมเขาถึงคิดแบบนี้มีการสร้างคำถามลักษณะปลายเปิด ที่เด็กสามารถคิดหาคำตอบที่หลากหลายจะมีการถกเถียงกัน ซึ่งจะนำไปสู่การบูรณาการที่ดี และมีการสังเกตการสอนของครูครูจะต้องอภิปรายถกเถียงกันหลังจากเสร็จสิ้นการสอน คล้ายเป็นการวิจัยชั้นเรียนนับเป็นการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง
แต่วิธีการนี้อาจจะขัดกับวัฒนธรรมของไทยเพราะการศึกษาของไทยตั้งแต่อดีตมักจะกำหนดการคิดให้เด็กไม่ค่อยรับฟังความคิดของเด็ก และไม่ยอมให้ใครมาวิจารณ์การสอนของตนเองการศึกษาไทยจึงล้มเหลวแต่มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศจะทำงานต่อเนื่องต่อไปในด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยและสิ่งสำคัญที่ได้รับนอกเหนือจากความรู้แล้วคือ networking ซึ่งครูทุกคนที่ได้มาร่วมกันในวันนั้นคงจะได้ร่วมมือกันเพื่อพัฒนาแผนการสอนเพื่อพัฒนาเด็กไทยต่อไปในอนาคต
หวังว่าท่านผู้อ่านคงได้แนวทางจากกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ยุคนี้ สื่อดีๆต้องสร้างความรู้ใหม่ให้ผู้อ่าน และนำไปต่อยอด
จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181
ขอต้อนรับ :พลเอกสุรยุทธ์[1]
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ท่านที่ติดตามบทความของผมมาตลอด 7-8 ปี คงจะเห็นแล้วว่าแต่ละสัปดาห์ มีอะไรเกิดขึ้นและตัวเราวิเคราะห์ให้เป็น เราจะเป็นสังคมการเรียนรู้อย่างแท้จริง กระหายความรู้นำเอาความรู้ไปใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
สิ่งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 24
หลายฝ่ายอาจจะไม่เข้าใจประวัติความเป็นมาของท่าน ผมขอเรียนว่า ท่านเป็นทหารมืออาชีพและเป็นทหารประชาธิปไตย ซี่งดีกว่านักประชาธิปไตยแต่ในรูปแบบวันนี้ประเทศไทยทำงานแบบ Back to basics ที่เกิดขึ้นทั้งหมดคือความถูกต้องและความพอดี หรือหากจะเรียกว่าเป็นความพอเพียงทางการเมืองสังคมและวิถีชีวิตคนไทยคือเดินสายกลาง ไม่หลุดโลกไปทางใดทางหนึ่ง
มี 2 ประเด็นที่น่าจะเขียนถึงท่านนายกรัฐมนตรีคนที่ 24 คือ
ท่านเป็นคนสมถะประหยัดและดำรงชีวิตแบบพอเพียงมาตลอดอุปนิสัยจะช่วยให้บทบาทของท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นตัวอย่างที่ดี “ Role Model “ ของคนไทยคือ หลังจากรับตำแหน่ง ท่านได้ไปกราบสมเด็จพระสังฆราชและไปพบผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพนับถือ คือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
หนังสือพิมพ์ The Nation เขียนว่า ช่วงที่นายกฯทักษิณชนะการเลือกตั้ง ท่านไป ช็อปปิ้งที่ เอ็มโพเรียมและดื่มกาแฟที่ Starbucks เป็นการเปรียบเทียบวิถีชีวิตของท่านทั้งสองได้ดี
อีกเรื่องหนึ่งภาพของนายกฯ สุรยุทธ์ จะนำไปสู่ภาพของความพอเพียงและเป็นภาพที่สร้างความจริงของสังคมไทย คือจะเจริญทางด้านวัตถุไม่พอ ต้องมี
Heritage รากเหง้า
Head คิดเป็น
Heart มีคุณธรรม
Happiness มีความสุข ความสมดุลในชีวิต
ในช่วง 1 ปีนี้ที่สำคัญคือรูปแบบผู้นำของท่าน จะทำให้นิสัยของคนไทย ที่ฟุ้งเฟ้อ ลดน้อยลง สิ่งไม่ดีต่างๆ เช่นความอยากได้ทุกอย่างเร็วๆ นิยมตะวันตก นิยมวัตถุการไม่เคารพรากเหง้าหรือประวัติศาสตร์ของตัวเอง มองมนุษย์โดยไม่เน้นการเคารพ ( Respect ) และความมีศักดิ์ศรี ( Dignity ) อาจจะดีขึ้นบ้าง โดยเฉพาะหากท่านนายกฯคนใหม่เน้นเรื่องสังคมเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นวิถีชีวิตของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรมและมองสังคมแบบยั่งยืนเป็นหลัก
ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะยุคคุณทักษิณ ไม่ใช่แค่ระบอบทักษิณแต่เป็นวัฒนธรรมการคิดแบบคุณทักษิณที่เน้นเงินและอำนาจ แบบทุนนิยมที่ไร้ขอบเขตไร้จิตวิญญาณเป็นหลัก ซึ่งในที่สุดแล้ว ไม่เหมาะกับสังคมไทยในระยะยาว จึงต้อง back to basics หลังจากเหตุการณ์รัฐประหารผ่านไป 2 สัปดาห์กว่าสิ่งหนึ่งที่ผมได้เขียนไปแล้วช่วงแรกคือ การสร้างความเข้าใจกับประชาคมโลกเพราะโลกาภิวัตน์ มีหลายเรื่องที่กระทบเรา เช่น
- Information Technology เทคโนโลยีสารสนเทศ และอื่นๆ เช่น Nanotechnology , Biotechnology
- เรื่องการค้าเสรี , WTO , FTA
- เรื่องการเงินเสรี อัตราแลกเปลี่ยน
- บทบาทของจีน อินเดียและลาตินอเมริกา
- เรื่องอิทธิพลของประชาธิปไตย และ human right
- เรื่อง Global warming , ภัยธรรมชาติ
- เรื่องสงคราม และการก่อการร้าย
- เรื่องน้ำมันหมดโลกและพลังงานทดแทน
- เรื่อง Bird Flu หรือไข้หวัดนก
เรื่องใหญ่คือเรื่องมาตรฐานประชาธิปไตยกับสิทธิมนุษยชนของตะวันตก
จริงอยู่การศึกษากำหนดมาตรฐานต่างๆ ต้องเน้นทฤษฎี 2 R’s ของผมซี่งเน้นว่าจะวิเคราะห์อะไรต้องประกอบด้วย :
Reality ความจริง
Relevance ตรงประเด็น
ประชาธิปไตยภายใต้ระบอบทักษิณเป็นเรื่องไม่ปกติหากปกติคงจะไม่มีการขัดแย้ง ไม่มีคดียุบพรรค ไม่มีคดีฉ้อราษฎร์บังหลวงความแตกแยกในสังคมไทย ขาดคุณธรรม จริยธรรม
ดังนั้นคนไทยจะต้องอธิบายว่า ปฏิวัติเกิดขึ้นเพราะอะไร ความจริงคืออะไร และแสดงให้เห็นว่ามาแก้ไขเพื่อไปประชาธิปไตยที่ดีในอนาคต ไม่ใช่เห็นรถถังก็กลัว คล้ายว่าถอยหลัง 1 ก้าว เพื่อไปข้างหน้า 2 ก้าวอย่างมั่นคงและยั่งยืน
การอธิบายต่อสังคมโลกเป็นสิ่งสำคัญอย่าให้มาตรฐานของตะวันตกเป็นมาตรฐานโลกมากำหนดตัวเราเท่านั้นสหรัฐอเมริกายังไม่เห็นพูดถึงประชาธิปไตยในปากีสถาน บางครั้งอเมริกาก็มี Double Standard ด้วย จึงขอเรียนว่า อย่าตกใจไปกับข่าวทางลบของต่างประเทศมากเกินไปผมคิดว่าอธิบายได้ ผมเป็นคนหนึ่งที่อธิบายให้เพื่อนต่างประเทศทุกวัน
หวังว่าข่าวรัฐประหารจะค่อยๆ จางไป แต่จะขอฝากท่านนายกฯ คนใหม่คือเรื่องปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปให้คนไทยคิดเป็น เป็นสังคมการเรียนรู้ อยากรู้อยากมีทุนทางปัญญา ไม่ใช่เห็นแก่ใบปริญญาเท่านั้น โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือประชากรส่วนมาก รอให้รัฐบาลช่วยเหลือ จะทำอย่างไรให้เขาพึ่งตัวเองได้มากขึ้นเพราะงานของรัฐบาลชั่วคราวที่สำคัญ ต้องปรับอุปนิสัยแบมือขอที่รัฐบาลไทยรักไทยทำอย่างต่อเนื่องมา 6 ปีเต็ม อบต.หรือองค์กรปกครองท้องถิ่นต่างๆจะมองการสร้างภูมิคุ้มกันให้ชาวชนบทอย่างไร การจะให้อะไรแบบประชานิยมก็ต้องแน่ใจว่าระยะยาวอยู่รอดและเข้มแข็งขึ้น
หนังสือพิมพ์ Herald Tribune เขียนว่าการทำให้ชาวบ้านพอใจนั้น พรรคไทยรักไทยเก่งมาก เขาเน้นการตลาดการคิดนอกกรอบ การมีนวัตกรรมทางนโยบาย การใช้พลังทุกอย่างซึ่งรัฐบาลชุดใหม่จะต้องมีความเข้าใจ และปรับนโยบายระยะยาวต้องพิจารณาประเด็นเหล่านี้ด้วย
ขอจบด้วยการเล่าถึงโครงการต่อเนื่องที่ผมทำอยู่ 2 โครงการคือ
โครงการ Learning Forum ที่ Ho Chi Minh ที่ได้จัดไปเมื่อวันศุกร์ที่ 29 กันยายน ซึ่งได้เห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีคุณค่าต่อผู้นำทางภาคเกษตรของเวียดนามมากเขาศึกษาอย่างละเอียด และมีบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนความคิดที่น่าสนใจ ยิ่งกว่านั้นเวียดนามจะขอมาดูงานที่ประเทศไทยด้วย ต้องถือโอกาสขอบคุณท่านกงสุลใหญ่ คุณสมปองสงวนบรรพ์ และเจ้าหน้าที่ของสถานกงสุล คุณปาริฉัตร ลื้อไพบูลย์พันธ์ คุณพิมพ์พิรีไพรามาน การทูตภาคประชาชนต้องมีรัฐบาลมาเป็นแนวร่วมด้วย
กงสุลใหญ่ท่านเป็นคนใฝ่รู้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมของมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศมากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานกงสุลมานั่งฟังตลอดได้เห็นวิธีการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม
ผมได้กลับไปที่โรงเรียนบ้านแพง จังหวัดมหาสารคาม เป็นครั้งที่ 3 ในช่วง 3 ปีกลับไปสร้างสังคมการเรียนรู้กับเด็กนักเรียนกว่า 400 คน ผอ.วาสนา เลื่อมเงินเป็นลูกศิษย์ผม และเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่ทำงานนอกกรอบ สนใจการสร้างแนวร่วม Network ลูกศิษย์ก็กระตือรือร้น เช่น กลุ่มมัธยมศึกษา บอกว่า จะให้ผมและมูลนิธิฯช่วยสนับสนุนให้มาดูอุทยานวิทยาศาสตร์ในจังหวัดปทุมธานีการศึกษาในอนาคตไม่สามารถจะใช้แบบการบริหารในกล่อง รอให้รัฐบาลมาช่วยต้องกระโดดออกนอกกล่อง พึ่งตัวเอง และให้นักเรียนเป็นผู้ได้ประโยชน์ไม่ใช่ผู้อำนวยการโรงเรียนวิ่งหาตำแหน่ง เพื่อจะได้ C8 ตลอดเวลา</p>
</span> จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระและท่านผู้อ่านทุกท่าน
เช้านี้ วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ผมหาความรู้ ทาง internet และค้นหาอ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ” ซึ่งสัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่องว่า ขอต้อนรับ :พลเอกสุรยุทธ์[1]ในบทความนี้ ศ.ดร. จีระเขียนถึงนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ และท่านได้เล่าเรื่องสำคัญที่ท่านได้ทำประโยชน์แก่สังคมไว้อย่างน่าสนใจเช่นกันผมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยใช้ข้อความข้างล่างนี้แถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียนส่วนสีดำเป็นความเห็นของผมซึ่งมีดังนี้ ครับ
สิ่งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 24 ประเด็นนี้ แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยะภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ในการตัดสินพระทัยโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี งานนี้ ถ้าไม่ใช่คนดี มีคุณธรรม และเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย จนเป็นที่ประจักษ์ แก่ราษฎรอย่างท่านองคมนตรี พลเอกสุรยุทธ์ ก็อาจจะทำให้มีประท้วงครั้งใหญ่และอาจนำไปสู่การปฏิวัติซ้อนได้ เป็นแบบอย่างที่ดีในการตัดสินใจแก้ไขปัญหา เหมือนให้ยาที่ถูกกับโรคที่เกิดขึ้น ในองค์กรถ้ามีปัญหาแล้วคิดให้รอบคอบ มองการณ์ไกล รองรับปัญหาที่คาดว่าน่าจะเกิด แล้วตัดสินใจบนหลักการและเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ เป็นใหญ่ การตัดสินใจแก้ไขปัญหานั้นก็จะบรรลุวัตถุประสงค์ ผมชื่นชม และขอสรรเสริญคณะองคมนตรีด้วยความเคารพและนับถืออย่างสูง ที่พวกท่านคอยถวายการดูแล ช่วยเหลือภารกิจ ต่าง ๆ ของพระองค์ท่าน เป็นอย่างดี เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานเป็นทีม ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ท่านเป็นคนสมถะประหยัดและดำรงชีวิตแบบพอเพียงมาตลอดอุปนิสัยจะช่วยให้บทบาทของท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นตัวอย่างที่ดี " Role Model " ของคนไทยคือ หลังจากรับตำแหน่ง ท่านได้ไปกราบสมเด็จพระสังฆราชและไปพบผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพนับถือ คือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
อีกเรื่องหนึ่งภาพของนายกฯ สุรยุทธ์ จะนำไปสู่ภาพของความพอเพียงและเป็นภาพที่สร้างความจริงของสังคมไทย คือจะเจริญทางด้านวัตถุไม่พอ ต้องมี
Heritage รากเหง้า
Head คิดเป็น
Heart มีคุณธรรม
Happiness มีความสุข ความสมดุลในชีวิตสิ่งที่ ศ.ดร.จีระ กล่าวในประเด็นนี้ ผมคิดว่า เป็นรูปแบบของการดำเนินชีวิตที่ยั่งยืน การดำเนินชีวิต จะเจริญแต่วัตถุนิยมอย่างเดียวนั้นไม่ยั่งยืน ต้องเจริญด้วย ศีล สมาธิ สติปัญญา เจริญด้วยทุนที่เกี่ยวกับมนุษย์ ตามทฤษฎี 8K’s ของ ศ.ดร.จีระ เป็นสิ่งที่ผู้นำประเทศ ควรต้องมียุทธ์ศาสตร์ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ให้เจริญตามแนวคิดที่ ศ.ดร.จีระ กล่าวถึงไว้อยู่เสมอ ผมยังอยากให้ ศ.ดร.จีระ เข้าไปช่วยรัฐบาลชุดนี้ ในตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงานฯ หรือเป็นที่ปรึกษาขอรัฐบาลชุดนี้ เพื่อกู้วิกฤตทางด้านทรัพยากรมนุษย์ ของชาติซึ่งยากที่จะหาคนที่มีสายตาแหลมคม มองเห็นปัญหาเรื่องทรัพยากมนุษย์ได้ลึก กว้างและไกลได้เช่นนี้
สิ่งหนึ่งที่ผมได้เขียนไปแล้วช่วงแรกคือ การสร้างความเข้าใจกับประชาคมโลกเพราะโลกาภิวัตน์ มีหลายเรื่องที่กระทบเรา เช่น
- Information Technology เทคโนโลยีสารสนเทศ และอื่นๆ เช่น Nanotechnology , Biotechnology
- เรื่องการค้าเสรี , WTO , FTA
- เรื่องการเงินเสรี อัตราแลกเปลี่ยน
- บทบาทของจีน อินเดียและลาตินอเมริกา
- เรื่องอิทธิพลของประชาธิปไตย และ human right
- เรื่อง Global warming , ภัยธรรมชาติ
- เรื่องสงคราม และการก่อการร้าย
- เรื่องน้ำมันหมดโลกและพลังงานทดแทน
- เรื่อง Bird Flu หรือไข้หวัดนก
เรื่องใหญ่คือเรื่องมาตรฐานประชาธิปไตยกับสิทธิมนุษยชนของตะวันตก
จุดเด่นของพรรคไทยรักไทย คือทำให้ชาวบ้านพอใจโดยใช้ระบอบประชานิยม ในการบริหารนโยบายสาธารณะ มีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี ดีคือสามารถสนองความต้องการของลูกค้า(ประชาชนได้) รัฐฯควรมองประชาชนเป็นลูกค้า และสนองความต้องการของลูกค้าได้ One stop service ในหน่วยงานราชการหลายแห่ง เกิดขึ้นในยุครัฐบาลของท่านทักษิณ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี รัฐบาลอิเล็คโทรนิค ก็เช่นกัน
อย่างไรก็ตามจุดอ่อนคือขาดการวิเคราะห์ผลกระทบระยะยาวในนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะนโยบายการบริหารกิจการบ้านเมือง ยังขาดหลักการแห่งความยั่งยืน รัฐบาลยุคท่านทักษิณ เป็นครูที่ดี แก่ผู้นำและสัจจะธรรมชีวิต ทุกอย่างในโลกล้วนมีการเปลี่ยนแปลง และไม่มีอะไรแน่นอนในโลกนี้ เมื่อมีมา ย่อม มีไป เมื่อมีเกิด ย่อมมีแก่ มีเจ็บและตาย
ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน
ยม
นักศึกษา ปริญญาเอก
รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต