ผมเพิ่งรู้ ว่าผมใช้หลักของ cognitive psychology ในการฝึกฝนตนเอง มาเป็นเวลานานตั้งแต่อายุน้อยๆ ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ผมฝึกการรับรู้ ฝึกความช่างสังเกตให้แก่ตัวเอง ส่วนหนึ่งโดยการสังเกตผู้มีความสามารถท่านอื่นๆ ที่เป็นที่ยกย่องกันทั่วไป โดยผมไม่เคยคิดว่าจะทำได้ดีเท่าท่านเหล่านั้น เจียมตัวว่าเราไม่ได้สมองดีขนาดนั้น แต่โชคดีที่ผมเชื่อในการฝึกฝนตนเอง เมื่อได้อ่านหนังสือ Daniel T. Willingham. Why Don’t Students Like School? A Cognitive Scientist Answers Questions About How the Mind Works and What It Means For the Classroom จึงได้เข้าใจว่าผมได้ใช้เวลาตลอดชีวิตฝึกการเรียนรู้ การเป็นนักเรียน ขยาย "พื้นที่เรียนรู้" ฝึกการจดจำ ขยายคลังสมองของตนเอง โดยที่ผมตระหนักตลอดมาว่าผมไม่คล่องแคล่วในการเรียนรู้อย่างที่ได้เห็นตัวอย่างที่คนเก่งๆ ท่านทำได้ ผมจึงเจียมตัวในข้อจำกัดของตนเองตลอดมา ผมเพิ่งมาเข้าใจจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ ว่าที่ผมฝึกตัวเองได้ไม่ดีนักนั้น เป็นเรื่องปกติ เพราะพื้นที่เรียนรู้ (Working Memory) นั้น ขยายยากมาก แต่ความเพียรของผมก็ได้ให้คุณแก่ผมมาก โดยได้ขยายคลังความรู้ (Long-Term Memory) ในสมองของผม เอาไว้ใช้ในยามต้องการ หนังสือบอกว่าการฝึกปฏิบัติจะได้ประโยชน์ต้องไม่ใช่แค่ปฏิบัติ ต้องปฏิบัติด้วยเป้าหมายปรับปรุงตัวเอง มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะปรับปรุงตนเอง ตรงนี้แหละที่ผมโชคดีที่มีความปรารถนาแรงกล้าดังกล่าว อย่างไม่เคยจาง ตั้งแต่เล็กจนแก่ปานนี้ก็ยังไม่จาง หนังสือบอกอีกว่า จะปรับปรุงได้ดีต้องมี expert feedback คือมีครู ผมก็ศิษย์มีครู ครูเก่งๆ โดนผมสังเกตแล้วสังเกตอีกเพื่อหาจุดเด่นเอาไว้เลียนแบบ เพื่อนๆ ก็ไม่เว้น จนเมื่อมีลูก ลูกก็กลายเป็นครูสอนผมให้เข้าใจคนต่างยุค เท่ากับผมฝึกหาครูจากทุกที่ เรียนรู้จาก feedback ทุกแหล่ง โชคดีจริงๆ ที่ผมเป็นคนที่น้ำไม่เต็มแก้ว คิดไตร่ตรองลึกๆ feedback ตามธรรมชาติคือ feetback (โปรดสังเกตว่า feet สะกดด้วย t ไม่ใช้ d) ได้แก่คำตำหนิติเตียน ทำลาย กลั่นแกล้ง คำติติง โชคดีที่ผมเอาสิ่งที่ก่อ อนิษฐารมณ์นี้ มาเป็น feedback สำหรับเรียนรู้ ได้ไม่น้อย ผมพยายามเตือนตัวเองให้รับฟัง ตั้งสติฟังส่วนที่จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงตนเอง ผมยังจำได้ ในคำสอนของ ศ. นพ. เสม พริ้งพวงแก้ว ที่สอนผมเมื่อกว่า ๓๐ ปีมาแล้วว่า “ศัตรูคือยาชูกำลัง” และผมมีประสบการณ์ว่า feedback ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ความล้มเหลว มันจะสอนเราให้จดจำมิลืมเลือน และโชคดีที่ผมมีความล้มเหลวหรือความผิดพลาดเล็กๆ มากมาย เป็น feedback ให้ได้เรียนรู้ แม้จะแก่แล้ว ผมก็เชื่อตามความรู้ด้าน neuroscience สมัยใหม่ ว่าสมองมีความสามารถปรับตัว แม้จะเป็นสมองคนแก่ ดังนั้น หากฝึกฝน ความแก่ก็ไม่เป็นอุปสรรค วิจารณ์ พานิช๗ ก.พ. ๕๔
กราบเรียน ท่านอาจารย์ ความแก่ แก่ด้วยชรา หรือ แก่กล้าด้วยปัญญา คงต้องเรียนรู้ กันต่อไปครับ
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
การอยู่อย่างมีคุณค่าและความหมายของท่านอาจารย์หมอ ช่วยให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา เรียนรู้ พัฒนาตนไปด้วยเป็นเรื่องที่ประเสริฐยิ่งครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
ผมเข้ามาอ่านบทความของอาจารย์ทำให้ได้สติและปัญญาเกิดขึ้น ผมเป็นคนที่เรียนแบบครูพักลักจำเหมือนกับอาจารย์ เลยทำให้เป็นคนใช้ได้ แต่ก็ค่อนข้างจะลำบากตรงที่ว่าคนใช้ได้ในภาษาใต้หมายถึงว่า เป็นคนที่เพื่อนชอบใช้ หรือขอช่วย ยิ่งเป็นคนที่ขี้เกรงใจคนปฏิเสธไม่เป็น จึงทำให้เป็นคนที่เข้าตำราว่า พอรู้มากชักจะยากนาน ขอคารวะมาอาจารย์ ผู้คงแก่เรียน มาด้วยความเคารพและศรัทธา
We learned to take kicks and stamps (especially when we are 'down') and to get up then go on.
Somehow, people remember our mistakes very well but forget our good deeds very soon. Sigh...
กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ
อ่านบันทึกนี้แล้วหนูมีกำลังใจขึ้นอีก เดิมพยายามให้กำลังใจตัวเองเรื่อย ๆ อยู่แล้ว เพราะการมาเรียนเรื่องเฉพาะทางในต่างแดน(ญี่ปุ่น)ในวัยเกินครึ่งชีวิตแล้วนั้น ประสบปัญหาตั้งแต่สายตา ความจำในเรื่องง่าย ๆ บางอย่าง เช่นสถานที่ สายรถไฟ ห้องเก็บสารเคมี ตู้เก็บน้ำแข็งแห้ง และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของการใช้เครื่องมือช่วยการเรียนรู้เช่น ไอที
หนูอาศัยการจด เพราะแค่การจำไม่พอ
แล้วก็ การถาม
ถามตลอดไม่อาย เพราะหากหมดเวลาทุนแล้วเรายังไม่รู้ ไม่สามรถนำความรู้กลับไปใช้ได้ น่าอายกว่าค่ะ
อ่านแล้ว รู้สึกดีค่ะ