เราจะอยู่อย่างนั้นหรือ เหมือนต้นไม้ที่ยืนต้นรับการใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน รอวันที่ยืนต้นต่อไม่ได้

ตื่นลืมตาขึ้นมากับเช้าวันจันทร์ที่ต้องเริ่มภาระงานในหน้าที่ และเวลาอันสั้นที่ต้องทำงาน เผลอแผลบเดียวก็เย็น และต้องกลับบ้าน เราเคยถามตัวเองบ้างหรือไม่ว่าในแต่ละวันเราทำอะไรบ้าง อะไรที่เกิดประโยชน์ ทำแล้วเหมาะสมกับเงินเดือนที่ได้รับหรือไม่ บางท่านให้เหตุผลว่าทำๆไปเถอะ พอให้รู้ว่าทำงาน สิ้นเดือนก็รับเงินเดือน จะเอาอะไรกันนักกันหนาเหรอ...ก็ข้าราชการ เขาว่ามาว่าเช้าชามเย็นชาม จะเช้าชามเย็นสองชามก็จะมีใครว่าอะไร คิดดูผมว่าก็จริง เพราะระบบชักนำให้เราคิดหรือเป็นคนประเภทนั้นไปซะแล้วโดยไม่รู้ตัว ในเมื่อทำหรือไม่ทำ สิ้นเดือนก็ได้เงินปกติ แล้วจะดิ้นรนให้เหนื่อยทำไม สบายๆน่ะถูก แต่เมื่อถึงจนหนึ่งผมเริ่มจะถามตัวเองว่า เราจะอยู่อย่างนั้นหรือ เหมือนต้นไม้ที่ยืนต้นรับการใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน รอวันที่ยืนต้นต่อไม่ได้ แม้ดูแลรักษาต่อ ก็เกินจะเยียวยา เพราะได้เติบโตมาสุดสายปลายทางแล้ว คนทำงานก็เช่นกัน ไม่เคยถามตัวเองว่าได้ทำงานสมกับเงินเดือนหรือไม่ ทำอะไรที่ก่อประโยชน์บ้าง ก็คงไม่ต่างกับต้นไม่ยืนรอวันเฉาตาย ระบบราชการทุกวันนี้ มีการประชุมเป็นการทำงาน ทุกหน่วยงาน มีภาระกิจหลักคือการจัดประชุม เพื่อตอบตัวชี้วัด (ชี้แต่วัด ทั้งที่ผ่านวัดบ่อยๆ ไม่เคยเข้าด้วยซ้ำ) กลุ่มงานนี้จัดประชุม ต้องไปกันเยอะๆ แจกเอกสารเพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่านี่คือเอกสารการประชุม หนึ่งวันประชุม 3 งาน หมดไปหนึ่งวัน ในมุมมองส่วนตัวการประชุมเป็นการช่วยให้งานเดินหน้า แต่การประชุมเพื่อให้ตอบตัวชี้วัด และได้ใช้งบประชุมเห็นจะเป็นเรื่องที่ระบบราชการนำมาเป็นเครื่องมือการทำงานที่ผิดประเด็นไป พอถึงคราวการประเมินการปฏิบัติงาน ต่างบอกว่าทำงานได้เสร็จสิ้นแล้ว แต่พอถามว่าได้อะไรเกิดประโยชน์ สมกับเม็ดเงินที่ใช้ หรือประชาชนได้อะไร ตอบกันไม่ได้ แถมมีเอกสารอะไรต้องเก็บใส่ลิ้นชัก เพราะกลัวคนเห็น หากเราจะพูดประเด็นนี้ ก็เหมือนการเอาระบบราชการมาตีแผ่ แต่ถ้ามองแบบใจกว้าง ลองคิดดูว่าเราเป็นแบบนั้นหรือไม่ การทำงานของเรา หนึ่งคือเขียนโครงการ สองวางแผนการใช้เงิน(ประชุม และประชุม)สามเขียนสรุปโครงการอันสวยหรู.....แล้วประชาชนได้อะไร คนทำงานได้ชื่อว่าทำงานเสร็จตามตัวชี้วัด แล้วประชาชนได้อะไร????

     ฟังแล้ว ประชาชนอาจต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ เฮ้อ.....ถึงเวลาหรือยัง เราจะได้ถามตัวเอง