จากตอนที่แล้วเรื่อง "หอย ที่มีแต่เปลือก" ที่ยังคงรอคำตอบ ก็มีเรื่องที่สองคือ....งู

บ้านริมน้ำ 4: งู ....เรื่องที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้

 

จากตอนที่แล้วเรื่อง "หอย ที่มีแต่เปลือก" ที่ยังคงรอคำตอบ ก็มีเรื่องที่สองคือ....

 เรื่องของ "งู " ...เมื่อมาอยู่ไหม่ๆเพื่อนบ้านที่อยู่ก่อนก็เคยมาเล่าว่าบริเวณนี้มีงูเยอะ ก็ระวังมาตลอด ช่วงแรกก็เลยได้ยินบ้านโน้นบ้านนี้มีงูเข้าในบริเวณบ้าน อยู่มานานพอควรเกือบครึ่งปีก็มาถึงบ้านเราจนได้ เมื่อกลับมาบ้านในเย็นวันหนึ่งพบงู 3 ท่อนที่ระเบียงหลังบ้าน แน่นอนไม่เคยมีประสบการณ์ด้านงูมาก่อน เพราะบ้านในเมืองไม่เคยมีงู ดังนั้นเมื่อเจองูจะตื่นเต้นมากทุกครั้งเพราะไม่รู้ว่างูอะไร มีิพิษไหม

หลังจากนั้นก็เริ่มหาหนังสือเกี่ยวกับงูมาอ่าน มาทำความเข้าในนิสัย ชนิด และอื่นๆเกี่ยวกับงู แม้ว่าดูรูปแล้วก็ไม่ไช่ว่าจะรู้จักงูในบ้าน เพราะเวลาเจอ(ซากงู) ก็ต้องกลับมาเปิดแล้วก็ discuss กันว่าเป็นงูอะไร แล้วสรุปด้วยการคาดคะเนว่าเป็นงูอะไร แต่ไม่มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่สรุป 100 % เลยสักครั้ง คิดว่าสักวันหนึ่งหากมีโอกาสจะไปหาตัวอย่างงูเป็นๆดูเพื่อเรียนรู้ ไม่รู้ว่าที่ใหนจะมีงูมากที่สุดรวบรวมไว้เป็นพิพิธภัณฑ์งูเป็น นอกจากสถานเสาวภา เหตุที่อยากเรียนรู้เพื่อป้องกันการเบียดเบียนที่เกินกว่าเหตุ จะได้ไม่ตกใจเวลาเจองูอีก

  สวนตอนหน้า

ตั้งแต่อยู่บ้านนี้มา เจองูทั้งงูเป็นๆและในสภาพซากงู ซากงูส่วนมากจะเละช่วงท้องเพราะฝีปากเจ้าเคน ลานา ซึ่งเป็นบอกเซอร์และอเมริกันพิทบูลที่เข้าขากันได้ดีมาก เคยดูเขาช่วยกันจัดการกับงู ตัวหนึ่งล่อข้างหน้าอีกตัวอยู่ข้างหลังแล้วส่งเสียงเห่าเป็นระยะๆ เต้นไปมาเป็นจังหวะมันทำอย่างนี้จนตอนหลังรู้เลยว่าเสียงแบบนี้คือกำลังจัดการกับงู  ถ้าอยู่บ้านก็จะเข้่าไปช่วยมันแต่ส่วนมากแล้วมันจะจัดการตอนเราไม่อยู่บ้าน

จนกระทั่งวันหนึ่งเป็นความผิดของmeepole เองที่เข้าไปอยู่ในกระบวนการจัดการงูของมันโดยไม่เข้าใจ nature ของทั้งหมาและงู ผลคือเคน (บอกเซอร์) ตาย เนื่องจากครั้งนั้นมีมือที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องคือโปเต้เป็นหมาตัวผู้สมาชิกใหม่ ที่ชิงดีชิงเด่นกับเคน ส่วน meepole เป็นมือที่สี่ พอรู้ว่ามันเจองู ก็วิ่งไปดูมันอยู่ในร่องระบายน้ำที่แห้งสะอาดแต่มีต้นฟิลโลประเภทต่างๆขึ้นข้างๆ ปรากฎว่าที่เห็นคือลูกงูเห่า ตัวเล็กมากขนาดนิ้วก้อยยาวประมาณหนึ่งฟุต ที่รู้ว่าเป็นงูเห่าเพราะมันตัวเล็กแต่พยายามแผ่แม่เบี้ยจนสุดความสามารถ meepole ก็พยายามที่จะไม่ให้หมาติดบาปมากนักโดยการเข้าไปไล่หมาไม่ให้กัดงู และไล่งูให้ไป ไ่ม่ตีมันเพราะคิดว่ามันเป็นลูกงูยังเป็นเด็กอยู่ พอไล่เสร็จเห็นทั้งเคนและลานาวิ่งไปด้านหลังคิดว่ามันคงพยายามจะติดตามงูเห็นเคนลงไปในร่องน้ำ(ตื้นมากและแห้ง เป็นปูนด้วย) ได้ทันเห็นโปเต้แหง่ๆใส่เคน เพราะมันจะไม่ยอมให้เคนยุุ่ง เห็นแค่นั้นก็เข้าบ้านไม่ติดตามต่อ

 โปเต้

ปรากฎว่าตอนเย็นเวลาให้อาหารปกติหยิบชามอาหาร เคนจะเดินส่ายก้นมาทันที แต่วันนี้ไม่เห็นเคน เอะใจตอนที่ลานายืนบนระเบียงหลังร้อง งี้ดๆ!! แล้วก้มลงมองบนเนินดิน มองตามก็เห็นเจ้าเคนนอนตะแคง มีแมลงวันบินรอบๆ ใจหล่นวูบ ไม่สามารถบรรยายความรู้สึกตอนนั้นได้ รู้ว่ามึนตึบด้วยว่าทำไงดี เพราะตอนนั้นสามีอยู่ตปท. meepole อยู่คนเดียว ตื่นเต้น กลัว เลยไปตามเพื่อนมา ให้คนงานมาช่วยฝังไว้ที่หลังบ้าน หลังจากนั้นมานั่งคิดย้อนหลังว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก็คิดได้ว่าเคนคงถูกลูกงูกัดตอนเจ้าโปเต้ไปขวางทำให้มันเสียสมาธิ meepole ผิดที่ห้ามไม่ให้หมาจัดการกับงูตั้งแต่แรก เพราะสงสารว่าเป็นงูเด็ก (มารู้จากชาวบ้านทีหลังว่าลูกงูพิษจะร้ายกว่างูโต เท็จจริงประการใด ใครทราบก็แนะมานะคะ)

หลังจากนั้นก็เจอซากงูอีกหลายตัว งูเห่าบ้าง กะปะบ้าง บางตัวมีลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสีน้ำตาลบนหลังต่อๆกันเป็นลายสวยจริงๆ

ในบ้านที่ห้องใต้กระไดเจอ 2 ตัวมันออกมาขดบนรองเท้า เจ้าตัวเล็กในบ้านเห่า ก็เลยลงมาดูมันเลื้อยกลับเข้าในห้องเก็บของ กลัวมากค่อยๆเขี่ยของทีละส่วนจนเจอว่ามี 2 ตัว ขนาดนิ้วก้อย ยาวประมาณ 2 ฟุตเศษสีดำมีลายข้างตัวสองเส้นเหลืองดำขนานกัน ไม่รู้งูอะไร กลัวไว้ก่อนจัดการตามระเบียบคนกลัวงู เสียใจนะที่ตีเขาแต่ ไม่รู้จะพูดยังไงให้มันออกไป แต่หลังจากสองตัวนี้ ก็ยังไม่เคยเจอในบ้านอีกเพราะตอนนี้ไม่เปิดประตูทิ้งค้างไว้อีก

 สวนด้านข้าง

เกิดความหวาดระแวงเป็นระยะๆ พอหญ้าเริ่มยาว ส่วนมากจะเป็นห่วงหมา ทุกเที่ยงก็จะกลับมาดูว่ามีซากงูไหม มันก็เป็นอะไรที่เครียดลึกๆ ขนาดเคยบอกสามีว่าให้ซื้อบ้านใหม่เถอะ ไม่เอาแล้วกลัวงู สามีชอบบ้านนี้เพราะอยู่ริมน้ำเลยต้องรอหาทำเลริมน้ำอีก ระหว่างรอมาเรื่อยๆ ใครบอกวิธีกันงูยังไงทำหมดแล้ว โรยกำมะถัน (เจองูที่กัดลานา ตรงบริเวณกำมะถันเลย) โรยปูนขาว  เอาเสลดพังพอนมาปลูก กระทั่งเอาว่านพญางูมาปลูก  ก็ยังเจอได้เกือบทุก 10 วัน  ก็เล่าให้พระอาจารย์ของเราฟังอีกเป็นระยะ และทุกครั้งที่งูตายจะตักบาตรไข่ต้มให้เขา

จนวันหนึ่งมีคนเก่าที่อยู่ดั้งเดิมบริเวณนี้เขาบอกว่าแถวนี้สมัยก่อนเป็นดงงูเห่า เจ้าที่เป็นงู พระอาจารย์เลยบอกให้สวดมนต์แผ่เมตตาบอกเขาให้อย่าเข้ามาในเขตบ้าน ปกติสวดมนต์จะแผ่เมตตาแบบทั่วไป ตอนหลังเพิ่มแผ่เมตตาให้เจ้าที่เจ้าทางในบริเวณบ้านและทั้งหมู่บ้าน มารับอานิสงค์จากการสวดพุทธมนต์ 

 หลังจากนั้นเป็นต้นมาจนบัดนี้ได้ครึ่งปีแล้ว ไม่เจองูในบริเวณบ้านอีกจนปัจจุบัน ในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ที่ทุกอย่างต้องมีสมมุติฐานและต้องพิสูจน์ แต่เรื่องนี้ยังหาคำตอบไม่ได้ว่างูหายไปไหน ?? (หวังว่าลงเรื่องนี้แล้วงูก็คงยังไม่มานะ  ไม่งั้นต้องแก้ข่าวอีก หุ หุ)