เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ที่ผ่านมาฉันมีโอกาสได้เดินทางไปภาคอิสานอีกครั้งหนึ่ง  โดยไปเป็นเพื่อนคุณณัฏฐ์และคุณอ้อมที่กำลังศึกษต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยนเรศวร สาขาการบริหารการศึกษา   ในการไปพบผู้เชี่ยวชาญ ๒ ท่านคือพ่อครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์  และ ดร.ศศินันท์ พูลลาภ

             บรรยากาศการเดินทางบนถนนมิตรภาพ ทางหลวงหมายเลข ๑๒  ซึ่งเริ่มต้นที่สะพานนเรศวรพิษณุโลก ไปสิ้นสุดที่สามแยกมะลิวัลย์ อำเภอเมือง  จังหวัดขอนแก่น  ฉันคุ้นเคยกับถนนสายนี้ดี  มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น  แต่สภาพต้นไม้ใบไม้ร่วงเหลือแต่กิ่งก้านเป็นไปตามฤดูกาล

           ตลาดขายผักสดและผลไม้ได้เพิ่มขึ้น  ไร่ที่เคยรกร้างว่างเปล่า  ได้มีผู้คนมาปลูกบ้านและที่ทำกินมากขึ้นกว่าเดิม  พวกเราแวะตลาดข้างทางแห่งแรกและดั้งเดิม  มีผักสด ผลไม้  แต่ร้าอาหารมีเพียงร้านเดียว  ซึ่งฉันเคยทานครั้งหนึ่งทำให้เข็ดลาบเพราะนอกจากไม่สะอาดแล้วราคายังแพงก๋วยเตี๋ยวชามละ ๔๐ บาท  ไม่ทราบว่าปัจจุบันเป็นอย่างไร

            แต่พวกเราได้รับคำแนะนำจากแม่ค้าคนหนึ่งว่า ให้เดินทางต่อไปข้างล่างเขาลูกนี้จะมีร้านอาหารมาตั้งใหม่อยู่ข้างทางด้านซ้ายมือ  ได้พบว่าเป็นร้านอาหารแบบพื้นบ้านทั่วไป  มีส้มตำ ไก่ย่าง ลาบปลา หมู เป็ด ไก่ ต้มยำ และผัดต่าง ๆ ตามสั่ง 

           คนเดินทางที่แวะมาทานข้าวเต็มไปหมด  และเป็นคนพื้นบ้านอย่างพวกเรา ๆ ส่วนแม่ค้ามีเพียง ๒ คน  ทำอาหารไม่ทัน  แม่ค้าได้อนุญาตปรุงให้ฉันปรุงอาหารเองได้ตามสะดวกสบาย  ฉันได้ทำส้มตำ ต้มยำปลากดน้ำใส  และผัดผักรวม  ยกเว้นการล้างชาม 

          อย่างน้อยก็ได้แสดงให้แม่ค้าเห็นว่าเราปรุงอาหารโดยปราศจากผงชูรส และการรักษาความสะอาดภาชนะเครื่องใช้  เพราะแม่ค้ามอง ๆ ฉันทำอยู่เหมือนกัน  คงกลัวใส่ของเยอะและทำให้สิ้นเปลืองก็ได้

           พวกเราแวะพักค้างคืนที่บ้านคุณณัฏฐ์ที่อำเภอชุมแพ  จังหวัดขอนแก่น  รุ่งเช้าจึงออกเดินทางผ่านไปทางจังหวัดชัยภูมิ  โดยอาศัย GPRS กระดาษผ่านระบบการอ่านจากสายตา  ถึงคราวระบบรวนก็ต้องขึ้นเสียงโต้เถียงกัน  ในที่สุดพลขับคือคุณณัฏฐ์ต้องเสี่ยงไปตามความมั่นใจ  บางที่จนตรอกก็จอดให้ปากให้เป็นประโยชน์  โดยคิดได้ภายหลังว่า "ปากมิได้มีไว้กินเท่านั้น"  ต่างคนต่างปลอบใจกัน "หลงทางอาจเสียเวลาสำหรับคนบางคน แต่การหลงทางของพวกเราอาจทำให้พวกเราได้เรียนรู้โลกอีกเยอะเลย" และสรุปว่า "ไปเรื่อย ๆ" ไม่เห็นจะยุ่งยากใจ

          พบข้างทางมีซุ้มขายของจึงแวะและจอดดูพบ "ผักหวาน เห็ดขอน เห็ดบด ไข่มดแดง เม็ดกระบก และข้าวโพด" ที่น่าชื่นใจคือคนขายส่วนมากเป็นคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาว  และทราบว่าผักหวานแลกเห็ดมาจากฟาร์ม ส่วนที่มาจากธรรมชาติต้องรอให้เป็นไปตามฤดูกาล

          น่าชื่นชมคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวเหล่านี้ ไม่ต้องเดินทางไปทำงานในโรงงานที่ห่างไกลบ้านและครอบครัว  ไม่ต้องไปเสียเวลาชุมนุมหรือประท้วงต่าง ๆ ไม่ต้องลงทุนแต่งกายสวยงามไปทำงานในห้างติดแอร์  แต่ร้านค้าค่อนข้างทรุดโทรม และบางร้านล่วงล้ำช่องทางสัญจรด้วย  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่น่าจะมีการสร้างร้านค้าให้คนขายอย่างแน่นหนาถาวร ในที่ปลอดภัย  รวมทั้งมีการการส่งเสริมอาชีพแบบนี้ให้คนได้อยู่ทำมาหากินในพื้นที่  ไม่ละเลยต่อการอบรมให้แนวคิดด้านคุณธรรมจริยธรรมต่ออาชีพด้วย

          ผ่านอำเภอภูเขียว  เห็นต้นไม้ดัด ไม้แคระต้นขนาดต่าง ๆ กัน  ผู้คนระดับเศรษฐีมีเงินร่ำรวยนิยมนำไปประดับบ้าน  คิดดูแล้วรู้สึกสงสารต้นไม้เหล่านี้เพราะต้องถูกทรมานทรกรรมก่อนที่จะได้ตามใจที่คนต้องการ  อีกอย่างต้นไม้ประเภทเหล่านี้มีอายุยืนนาน  หากไม่ไปขุดมาทำเป็นการค้าแบบนี้ มันอาจเป็นที่พึ่งทางธรรมชาติให้แก่คนได้มากทีเดียว  ปกติจะถ่ายภาพไปตลอดทางแต่ถึงตรงนี้ไม่ได้ถ่ายภาพเลย

         ถึงอำเภอสตึกแล้ว  พบว่าทางเข้าบ้านพ่อครูบาสุทธินันท์ ฯ เปลี่ยนจากถนนลูกรังเป็นราดยางแล้ว  ฉันไม่ได้มาเพียงแค่ปีกว่า ๆ แต่เขาราดยางก็คงไม่เกินนี้ แต่ถนนหลายแห่งก็ชำรุดแล้ว  เท่าที่ฉันเคยติดตามการบ้านการเมืองในฐานะพลเมืองไทย ได้ทราบว่าจังหวัดบุรีรัมย์มีนักการเมืองที่เข้มแข็งมาก  ถนนชำรุดอาจเป็นเพราะงบประมาณน้อยหรือมีการใช้เพื่อเศรษฐกิจค่อนข้างสูง  พวกเราถึงสวนป่าประมาณ ๕ โมงเย็นเล็กน้อย  พบพ่อครูบา ฯ  ถือกล้องถ่ายภาพเดินมาต้อนรับพวกเรา และทักทายประโยคแรกว่า"ครูคิมดีใจด้วยนะที่ได้ลาออกจากราชการมาใช้ชีวิตด้วยตนเอง" การเดินทางไปเรื่อย ๆ ก็ถึงจุดหมายโดยปลอดภัย

ทางเข้าสวนป่า