ที่บ้านผมเอง วันนี้อากาศเย็นยะเยือก
ไร้ลมลูบไล้ หัวใจจึงไม่หนาวเหน็บ
ยะเยือกแต่กลับอบอุ่นในหัวใจ
 

 

วันอังคารที่ 15  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554  เวลาสามทุ่มกว่า ๆ
 

 

สวัสดีทุกคนในโกทูโนครับ ;

 

 

          วันนี้งานยุ่งไหมครับ ?  รู้สึกเหนื่อยบ้างไหม ? ผมเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ วันนี้ของผมค่อนข้างยุ่งและวุ่นวายกับเด็ก ๆ ในช่วงเช้า เพราะเป็นคลินิกเด็กดีครับ ผมจับหัวเด็กเล็กเข้ามานอนที่ตัก  แล้วให้ขาสองข้างของเด็กอยู่ระหว่างสีข้างของคุณแม่ หรือผู้ปกครอง  ผมกำลังจับเขาเคลือบฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุครับ หลังจากนั้น ก็จะฉีดวัคซีนให้ตามช่วงอายุ  บรรยากาศเบิกบานเพราะเสียงร้องของเด็กที่กรีดร้อง เมื่อเนื้ออ่อนละมุนต้องสัมผัสกับแหลมคม  กว่าจะเรียบร้อยก็เที่ยงพอดี  ถึงเวลาพักเที่ยงได้กินข้าวกับพี่ ๆ และน้อง ๆ ที่อนามัย ผมห่อข้าวเหนียว กับลาบปลา และแกงหน่อไม้ที่ซื้อมาจากตลาด แต่ก็ได้กินอาหารหลาย ๆ อย่างจากทุกคน เช่น สุกี้แห้ง  หมูทอด และปลาย่างตัวโต ที่กรุบกรอบมาก วันนี้ผมไม่ได้ออกไปไหน เพราะต้องขึ้นเวรจนถึงทุ่มครึ่ง จึงได้บริการรักษาคนไข้ ล้างแผล เย็บแผลเพราะช่วงนี้คนตัดอ้อย นอกจากนั้น ต้องสะสางรายงาน และทำแผนโครงการ นี้คือ งานวันที่แสนมีคุณค่าของผมครับ
 

 

          ผมคิดถึงวันแรกที่เขียนบันทึกที่โกทูโน หลังจากมีเพื่อน และอาจารย์แนะนำ ผมก็บ่ายเบี่ยงมาหลายครั้งหลายหน เพราะคิดว่า มีแต่คนเขียนเก่งจัง และบันทึกแต่ละบันทึกช่างมีคุณค่าและน่าสนใจ เมื่อเทียบกับเรื่องราวชีวิตและการทำงานของผมที่พึงจะมี
 

 

          แต่ในที่สุด ผมก็มีบันทึกแรกของผม วันนั้น ผมรู้สึกกล้าหาญและมีความสุขมาก แม้จะไม่กล้า ๆ กลัวๆ ที่เข้าไปเปิดอ่านอีกครั้ง  มีคนเข้ามาให้กำลังใจมากมาย และบอกเล่าเทคนิคการเขียนบันทึก การลงรูปภาพ และอื่น ๆ ที่อำนวยความสะดวกกับผม ผมรู้สึกการได้รับ และพร้อมที่จะแบ่งปันให้คนอื่น ๆต่อไป 

 

         ถึงแม้จะไม่มีสัญญาว่า ต้องให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ หรือมีแนวทาง 1 2 3 แต่ผมตระหนักว่า สิ่งที่ผูกพันทางใจต่อกัน  ที่จะดูแลรักษาพื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้  ซึ่งไม่รู้อยู่ว่า อยู่ขอบฟ้าแห่งไหนในประเทศไทย ให้งอกงามงดเงยในการแบ่งปันและเรียนรู้  เป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับชีวิตของผมก็ว่าได้ครับ
 

 

                “ใครบอกเธอว่า ฉันเหงา ใครบอกเธอว่า ท้อแท้ ฉันเหงาฉันอ่อนแองั้นหรือ ?” ตอนแรกผมคิดว่า ตัวตนของผมและผู้คน ณ แห่งนี้ อาจจะคล้ายคลึงเป็นบทเพลงนี้ แต่ผมคิดทบทวนอีกครั้ง มันไม่ใช่เลย ถ้าทุกคนเข้ามาอ่านบันทึกของผมด้วยใจที่เข้าใจ  จะค้นพบว่า บันทึกของผมนี้มีแต่ให้ครับ  อย่างน้อยก็ทุกคนจะเข้าใจชีวิต การทำงาน ครอบครัว และความหวัง ความฝัน ในวันอ่อนไหวและในวันที่เปี่ยมพลังของผม บันทึกของผมทุกบันทึกผมเขียนด้วยความรักที่แทรกซึมในทุกตัวอักษร ผมปฏิเสธไม่ได้ว่า ผมรักที่จะเขียนบันทึกครับ
 

 

          ผมหวังลึกว่า ที่แห่งนี้คงอยู่อีกแสนไกลและยาวนาน เพื่อให้ทุกคนได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในแต่ละวันร่วมกัน  และถ้าลูกชายของผมโตขึ้น สามารถที่จะค้นพบลายแทงชีวิตของผมที่ผมเขียนบันทึกที่นี้  โดยเอาชื่อของเขาเอง ที่ไม่เหมือนใครเลย ผมเชื่อแน่ว่า เขาคงค้นพบได้แน่นอน แล้วเขาจะเข้าใจถึงชีวิตของผม และทุกท่านที่เป็นกัลยาณมิตรของผม ผมมอบหมายภารกิจเล็ก ๆ ให้ลูกชายเข้าไปทักทายคนที่คุณพ่อรู้จัก และเห็นความเป็นไปของครอบครัวของพวกเรา
 

 

          ผมตอบไม่ได้ว่า ผมจะมีตัวตน ณ แห่งนี้ นานแค่ไหน แต่ผมตอบคำถามในใจของผมเองว่า ผมมีความสุขผมจึงเลือกอยู่ต่อไป  และหลายหนที่ผมเศร้ากับกัลยาณมิตรที่จากไปชั่วคราว และถาวร  ผมอ้อนวอนให้เขากลับมาอีกครั้ง มาให้รูปแบบไหนก็ได้ ขอให้มา  แต่ผมก็ยอมรับเงื่อนไข และเคารพต่อการตัดสินใจของทุกคนนะครับ

 

 

          หลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของผม  แน่นอนที่สุด มันจะมีรูปแบบเดียว นั่นก็คือ เกิดขึ้น – ตั้งอยู่ – ดับไป  ซึ่งผมคิดอยู่เสมอว่า ถ้าการตั้งอยู่ของมัน ไม่เกิด “บุญ” ผมก็จะจัดการดับมันทันที  เพราะผมยังมีชีวิตธรรมดา ๆ  จึงทำให้เวียนว่ายกับความสุขและทุกข์  หลายครั้งต้องปล่อยวางมันบ้าง  และชีวิตของผม “ตั้งอยู่เวลาเดียว” เวลาเดียวของผม ต้องจำเป็นต้องมองสิ่งต่าง ๆ ในทางบวก ครับ
 

 

          ผมพร่ำพรรณนามายืดยาว และขอขอบคุณที่ท่านเข้ามาอ่านถึงบรรทัดนี้ ผมไม่อยาก “ซ่อน” ความรู้สึกเหล่าไว้ ที่มีต่อโกทูโนและทุกท่านที่เข้ามาอ่าน เพราะผมไม่แน่ใจว่า ผมจะ “ลืมเลือนจนหาความรู้สึกเหล่านั้นไม่เจอ” ในวันข้างหน้าของผม...
 
 
ด้วยรักและคิดถึง
ทิมดาบ