บุคคลสำคัญ : ชุมชนเมืองหนองบัว  นครสวรรค์ : พระสงฆ์              

                                  

(๑)ท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธินายก(ห้อง ชาตสิริ ท้วมเทศ ป.ธ.๖, ๒๔๓๘-๒๔๙๙) อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ เป็นคนหนองบัวคนแรกที่มีวุฒิทางการศึกษาสูง(เมื่อเกือบร้อยปีที่ผ่านมา) เป็นนักบริหารเป็นนักการศึกษา เป็นปัญญาชนรุ่นแรกในชุมชนเมืองหนองบัวที่ได้ สร้างสรรค์คุณประโยชน์ไว้อย่างอเนกอนันต์อันนำมาซึ่งความภาคภูมิใจต่อชาวหนองบัว พระเดชพระคุณท่านมีคุณูปการต่อชุมชนเมืองหนองบัวและพระศาสนาอย่างมากมาย สรุปย่อ ๆ ได้ดังนี้ (๑) เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนหนองบัวเทพวิทยาคม(ปัจจุบัน-โรงเรียนอนุบาลหนองบัว) (๒) เป็นผู้ให้กำเนิดก่อสร้างวัดเทพสุทธาวาส (๓) เป็นคนหนองบัวคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดทางการบริหารของคณะสงฆ์ในระดับจังหวัด (๔)เป็นคนหนองบัวคนแรกที่ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ(ที่ชาวบ้านรู้จักและเรียกกันว่าเจ้าคุณ เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๙) (๕)เป็นพระราชาคณะรูปที่สองของจังหวัดนครสวรรค์ที่เป็นเปรียญ รูปแรกคือหลวงพ่อพระธรรมไตรโลกาจารย์(ยอด อกฺกวํโส ป.ธ. ๖) วัดเขาแก้ว อำเภอพยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ (๖)เป็นคนหนองบัวคนแรกที่ได้เดินทางไปศึกษาเรียนต่อถึงเมืองหลวง-กรุงเทพมหานคร(พ.ศ.๒๔๕๘) และได้เป็นมหาเปรียญรูปแรกของเมืองหนองบัวอีกด้วย(ท่านสอบเปรียญธรรม ๓ ประโยค หรือป.ธ.๓ ได้ในปีพ.ศ.๒๔๖๑ พระที่สอบได้เปรียญ ๓ แล้วก็จะเรียกกันว่าพระมหา) (๗) เป็นเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์รูปที่ ๕ (๘) เป็นศิษย์หลวงพ่อคล้าย จนฺทโชโต(พระนิพันธ์ธรรมาจารย์) วัดเขาพนมรอก อำเภอท่าตะโก ซึ่งท่านบวชเณรให้ หลวงพ่อคล้ายเป็นพระมหาเถระที่คู่บารมี หลวงพ่อเดิม ได้มีโอกาสสร้างโบสถ์วัดพนมรอกร่วมกับหลวงพ่อเดิม ท่านถือได้ว่าเป็นศิษย์องค์สำคัญในลำดับที่หนึ่งของหลวงพ่อคล้ายจากบรรดาศิษย์ที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย (๙)ท่านไม่ใช่เป็นเพียงคนหนองบัวคนแรกที่มีบทบาทสำคัญในหลาย ๆ ด้านของอำเภอหนองบัวเท่านั้น แต่ท่านยังเป็นบุคคลสำคัญในลำดับต้นๆ ที่มีวุฒิทางการศึกษาสูงของเมืองนครสวรรค์อีกด้วย(ท่านเป็นเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ที่เป็นมหาเปรียญรูปที่ ๒) (๑๐) เป็นศิษย์สมเด็จพระวันรัต(เฮง เขมจารี ป.ธ.๙) ซึ่งเจ้าประคุณสมเด็จรูปนี้ถือเป็นพระสงฆ์ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์และการศึกษาสำหรับกุลบุตรฝ่าย  บ้านเมืองสมัยรัชการที่ ๕   

หลวงพ่อท่านเป็นบุคคลสำคัญในระดับต้นๆของหนองบัวนั้นไม่น่าแปลกอะไรเลย เพราะหนองบัวยุคก่อนโน้น ต้องถือว่ามีสภาพเป็นบ้านดอน บ้านป่านาดง บ้านนอกมากที่สุดแห่งหนึ่งของชุมชนระดับอำเภอในจังหวัดนครสวรรค์ก็ไม่ผิด ที่ต้องค้นคว้าหาข้อมูลกันต่อไปก็คือทำไม่คนยุคหลวงพ่อเทพสิทธินายก จึงมีแรงบันดาลใจในการศึกษาเรียนรู้อย่างมากขนาดนั้น ถ้าเปรียบเทียบคนยุคสมัยของท่านนั้นไม่น่าจะมีใครเรียนสูงกว่าประถม ๔ แน่นอน ขณะนั้นในหนองบัวก็มีแค่โรงเรียนวัดหนองกลับเท่านั้นเอง  ตอนท่านบวชเณรไม่ทราบในเมืองนครสวรรค์มีโรงเรียนมัธยมหรือยังก็ไม่รู้

และที่น่าทึ่งอย่างมากก็คือพระเทพสิทธินายกคนหนองบัวคนบ้านนอกไกลปืนเที่ยงอย่างสุดกู่ กลายเป็นคนที่มีความสำคัญระดับเมืองปากน้ำโพ ระดับจังหวัดนครสวรรค์ขึ้นมาได้อย่างน่าภาคภูมิ คือท่านเป็นพระชนบทที่เป็นมหาเปรียญและได้เป็นเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์รูปที่สอง สิ่งนี้น่าภูมิใจสำหรับชาวหนองบัวไม่น้อย แต่ชาวหนองบัวเองคงไม่ทราบแง่มุมนี้แล้ว เอาแค่ว่ารู้จักท่านบ้างเท่านั้นก็ยังหายากหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ พูดไปทำไมมี ผู้เขียนเองนี่แหละ เรียนโรงเรียนหนองบัวเทพวิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ท่านก่อตั้งมาแท้ๆ ก็เพิ่งจะมาทราบชื่อผู้ก่อตั้งเรียนโรงเรียนไม่นานมานี้เอง

มองย้อนกลับไปถึงสังคมยุคก่อนโน้นพระสงฆ์ส่วนใหญ่น่าจะนิยมเรียนคาถาอาคมเวทย์มนต์คาถากันเยอะ พระเกจิอาจารย์ประเภทมีอาคมขลังคงมีอยู่โดยทั่วไป และพระเถระประเภทนี้ก็มีผู้คนนับถือศรัทธากันทั้งบ้านทั้งเมือง จะหาบุคคลที่มีแนวคิดนอกกรอบ นอกกระแสนิยมนี้มาเรียนบาลีศึกษาพุทธพจน์สายเปรียญยิ่งมีน้อยกว่าน้อย

เมื่อมองจุดนี้ก็เลยทำให้น่าสนใจมากขึ้นไปอีกว่าพระเทพสิทธินายกท่านคงต้องเจอโจทย์ที่ท้าทายเข้าให้แล้ว ไปเรียนในสิ่งที่ผู้คนในชุมชนยังไม่มีใครเรียนได้มาก่อน นี่เป็นทัศนะที่ถูกปลูกฝั่งกันมาอย่างยาวนานทีเดียว คือทัศนะที่ว่าบาลีนั้นเรียนยากที่สุด ใครจะไปเรียนบาลี ดูหน่วยก้านแล้วถ้าไม่มีแววเฉลียวฉลาด ผู้คนก็จะประเมินว่าไม่น่าผ่าน คือไปไม่รอดว่างั้นเถอะ อย่าไปเรียนเลยทำนาดีกว่า เลี้ยงงัวเลี้ยงควายสบายกว่าประมาณนั้น เจอคำพูดแบบนี้คนไม่แน่จริงก็เล่นเอาใจฝ่อได้ง่ายๆเลยแหละ

ทัศนะลักษณะไม่ให้กำลังใจผู้เรียนผู้มุ่งมั่นนี้ก็มาถึงตัวผู้เขียนด้วยเหมือนกัน และผู้เขียนเองก็เรียนค่อนข้างแย่เสียด้วยนี่ซิ แต่ก็จำได้ว่าประเด็นนี้ไม่กดดันสำหรับผู้เขียนเลย ต้องอาศัยลูกตื้อลูกขยันเข้าช่วยอย่างสูงไม่น้อย

ผู้เขียนไม่ทราบว่าสามเณรห้อง ท้วมเทศ เณรน้อยจากบ้านนาป่าดงนี้มีแรงกดดันอย่างนี้มากน้อยประการใด ถ้าเณรน้อยคิดบวก คิดแบบนักต่อสู้แล้วละก็ คำปรามาสก็กลายเป็นเรื่องท้าทายให้ฮึดสู้เอาชนะได้ เข้าทำนองเพลงลูกทุ่งที่ว่าไม่เด่นไม่ดังจะไม่หันหลังกลับไป(บ้าน)
เณรน้อยจากบ้านนา บ้านทุ่ง ต่อมาก็ได้เป็นเจ้าคณะผู้ปกครองระดับสูงของจังหวัดในที่สุด.