“พระพุทธเจ้าก็ตรัสเอาไว้แบบนี้แหละ คนที่มีความรักนั้นมีกำลังนับร้อยเท่านับพันเท่า โลดแล่นโจนทะยานออกไป บางครั้งโจนทะยานออกจากอกพ่ออกแม่เพื่อมาค้นพบภายหลังว่า คนที่รักเราแท้ที่สุดก็คือพ่อคือแม่นั่นเอง" (ท่านว.วชิรเมธ๊)

 

 

 

 

 

 To love is to give…สุขสันต์วันแห่งความรัก ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

 

 

เป็นผลงาน “Love poems” สำหรับ “วันแห่งความรัก” ค่ะ

และเป็นงานชิ้นที่ ๓  ด้วยเหตุผลว่า..แต่งยากมาก

เพราะเราไม่ใช่เจ้าของภาษานั่นเองค่ะ..

ขนาดโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ภาษาไทยของเรา ยังยากมากๆ

ฝึกมาไม่ถึง ๒ ปี รู้ตัวว่า..อ่อนหัดมากเลยค่ะ

..

 

ขออธิบายความหมายเป็นกลอนภาษาไทยดังนี้

“ความรัก..คือ..การให้

 แม้ว่าใจ..ไม่ได้รักคืนกลับมา

 ความรัก..คือ..ชีวิต..คือ..วิญญา

 แม้สิ้นรักมิหมดคุณค่า..คืนกลับมาสู้ชีวิต”

..

 

วรรคสุดท้ายของกลอน นำมาจากชื่อเพลงค่ะ

“Live, love, burn, die” เป็นชื่อเพลงของวง Atreyu

วงดนตรีแนว metalcore จาก Orange County, California

พวกเขาฟอร์มวงกันในปี 1998

แฟนๆ เพลงเขาให้ความหมายที่ได้รับโหวตสูงสุดดังนี้ค่ะ

“Best Answer - Chosen by Voters”

“You do live, you do love. I believe the burn is the part

  where it's coming to an end and you know it.

  And then you die of course. But it's a beautiful thing.”

 (อ้างอิงจากhttp://answers.yahoo.com)

 

 

หรืออีกความหมายหนึ่ง..จากคนแต่งเพลงนี้..

meaning of " live love burn die"

people have been asking me what "live love burn die"

means. Well, what it means is just ..

we live we love we burn with passion and desire for life and

then we die its not just a senile thing cause if u really think

about it its just a chain of life.thats what it means…

 

(อ้างอิงจากhttp://www.myspace.com/shanetrott/blog/206603184)

..

 

วัฏจักรของความรัก..เป็นเช่นนี้จริงๆค่ะ..

“รักเกิดขึ้น..มีชีวิต..และก็ตายไปในที่สุด”

นั่นคือ..หมดรัก..เลิกรากันไป..

เป็น “โลกธรรม”..เป็นเรื่องธรรมดา

ที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามต้องประสพ

ดิฉันขอนำ “ธรรมเทศนา” ของท่านว.วชิรเมธี

เรื่อง”ความรักกับความทุกข์” มาเป็นข้อคิดทางธรรม

เนื่องในโอกาส “วันแห่งความรัก ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔”

ขอให้ “รักอย่างมีสติ..รักเพื่อให้”

เพื่อความสุขสงบของมวลมนุษยชาติทั้งปวงค่ะ

..

 

 

“พระพุทธเจ้าก็ตรัสเอาไว้แบบนี้แหละ คนที่มีความรักนั้นมีกำลังนับร้อย

 เท่านับพันเท่า โลดแล่นโจนทะยานออกไป บางครั้งโจนทะยานออก

 จากอกพ่ออกแม่เพื่อมาค้นพบภายหลังว่า คนที่รักเราแท้ที่สุดก็คือพ่อ

 คือแม่นั่นเอง ฉะนั้นทุกครั้งที่เราเริ่มต้นมีความรัก สิ่งหนึ่งซึ่งควรมาคู่

 กันกับการมีความรักก็คือความเข้าใจในธรรมชาติของความรัก ถ้าเรา

 ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ หรือรักกันมานานตั้งห้าหกปีแล้วสุด

 ท้ายก็เลิกกัน หรือแต่งงานมาสิบปีแล้วสุดท้ายก็เลิกกัน คนที่เจ็บปวด

 จากความไม่สมหวังในความรักจากการใช้ชีวิตคู่ ควรมองออกไปให้

 กว้างว่า ขาดเขาแล้วเราไม่ตาย เพราะก่อนจะมีเขาเรายังอยู่มาได้ เมื่อ

 ย้อนกลับ ไปไม่มีเขาอีกครั้งหนึ่ง เราก็กลับไปยืนอยู่ ณ จุดเดิม ก็

 ต้องอยู่ต่อไปให้ได้ แล้วอย่าทำร้ายชีวิต อย่าทำร้ายตัวเอง แต่ให้มอง

 ว่าการที่เราเกิดเป็นคนแล้ว ไม่ได้ทุกอย่างดังใจหวังนั้น เป็นบทเรียน

 อีกขึ้นหนึ่งของชีวิต เป็นบันไดขั้นหนึ่งของชีวิตที่ต้องก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ

 

"ในชีวิตของมนุษย์เรามีบทเรียนอยู่สองบทเรียน หนึ่ง บทเรียนที่

 ยาก และสอง บทเรียนที่ง่าย บทเรียนที่ง่ายก็คือทำอะไรก็สมหวัง 

 ไปเสียทุกอย่าง แต่พอสมหวังไปเสียทุกอย่าง มนุษย์มักจะหลง 

 ตัวเอง พอหลงตัวเอง นั่นคือ ต้นทางของความผิดพลาด "

 บทเรียนที่ยากมักจะช่วยขัดเกลาฝึกปรือเราให้เข้มแข็ง เหมือนคนบาง

 คนที่เกิดมายากจนจึงเรียนรู้ที่จะต่อสู้ และเมื่อพยายามต่อสู้ในที่สุดก็

 ประสบความสำเร็จกลายเป็นคนมั่งคั่งพรั่งพร้อมได้ คนจำนวนมากที่

 สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้แล้วกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของโลกนั้น

 เพราะเขาไม่ปฎิเสธบทเรียนที่ยาก แต่กลับถือว่าเป็นบทเรียนที่

 เปรียบเสมือนหินลองทอง หรือเปรียบเสมือนหินลับมีด หรือบางที

 เปรียบเสมือนกระดาษทรายที่ทำหน้าที่ขัดสีฉวีวรรณให้ชีวิตของเรา

 ผุดผ่องแวววาวทอประกายเจิดจรัสงดงามยิ่งขึ้น

 ฉะนั้นการที่เราล้มเหลวในเรื่องความรัก ในเรื่องชีวิตคู่ ขอให้ถือว่า

 ความล้มเหลวนั่นแหละคือบทเรียนแสนยากที่เป็นบันไดขั้นหนึ่งซึ่งเรา

 ต้องก้าวข้ามไป พอเราก้าวข้ามไปได้ ชีวิตของเราก็จะมีความสมบูรณ์

 ยิ่งขึ้น

 

 ผู้รู้ท่านหนึ่งบอกว่าชีวิตที่ไม่ผ่านการต่อสู้เป็นชีวิตที่ไม่ควรค่าแก่การ

 ยกย่อง เห็นไหม เรามีหน้าที่สู้ชีวิต มีหน้าที่ก้าวข้ามความยากลำบาก

 ไม่ได้มีหน้าที่มาจมปลักอยู่กับความยากลำบากแล้วก็ทำร้ายทำลาย

 ตัวเอง ทุกครั้งที่เจอบทเรียนแสนยาก บอกตัวเองว่าต้องก้าวข้ามมันไป

 ไม่ใช่ฝังตัวเองอยู่กับบทเรียนแสนยาก บทเรียนยากๆ ทั้งหลายนั้น

 เปรียบเสมือนบันได ซึ่งเรามีหน้าที่ต้องก้าวผ่านบันไดเหล่านั้นไป

 ไม่ใช่ไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงบันไดแล้วบอกว่าพอแล้วสำหรับชีวิตฉัน”

 

ขอบคุณหนังสือ รักแท้คือกรุณา, ว.วชิรเมธี

(อ้างอิงจากhttp://www.oknation.net/blog/yingextreme/2009/09/17/entry-1)