การนิเทศแบบคลินิก

                                              ทฤษฎีการนิเทศแบบคลินิก

 

ทฤษฎีการนิเทศแบบคลินิกตามรูปแบบของโกลด์แฮมเมอร์

                โกลด์แฮมเมอร์  ได้เสนอรูปแบบ (model)  ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน  ซึ่งเป็นลำดับที่ต่อเนื่องของการนิเทศ (sequence  of  supervision)  ซึ่งความต่อเนื่องของการนิเทศนี้เมื่อรวมกันเข้าเรียกว่า  วัฏจักรของการนิเทศ  (cycle  of  supervision)  ดังนี้

                ขั้นตอนที่ 1  การประชุมปรึกษาก่อนการสังเกตการสอน  (pre-observation  conference)

                ขั้นตอนที่ 2  การสังเกตการสอน  (observation)

                ขั้นตอนที่ 3  การวิเคราะห์ข้อมูลและกำหนดวิธีการประชุมนิเทศ  (analysis  and  strategy)

                ขั้นตอนที่ 4  การประชุมนิเทศ  (supervision  conference)

                ขั้นตอนที่ 5  การประชุมวิเคราะห์พฤติกรรมการนิเทศ  (postconference  analysis)

                กระบวนการของการนิเทศแบบคลินิกตามรูปแบบของโกลด์แฮมเมอร์  จึงประกอบด้วย 5 ขั้นตอนที่มีความต่อเนื่องกัน  ซึ่งเรียกว่า  “วัฏจักรของการนิเทศ”  ซึ่งเริ่มต้นด้วย  การประชุมปรึกษาก่อนการสังเกตการสอน  เป็นพื้นฐานของความเข้าใจและตกลงร่วมกันระหว่างครูและผู้นิเทศเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน  การสังเกตการสอน  ซึ่งผู้นิเทศจะดำเนินการสังเกตการสอนจริงของครู  การวิเคราะห์ข้อมูลและกำหนดวิธีการประชุม  คือการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการสอนให้เป็นหมวดหมู่เป็นระบบเพื่อนำมาวิเคราะห์  และในขั้นตอนนี้ครูและผู้นิเทศจะร่วมกันคิดและวางแผนขั้นตอนของการประชุมนิเทศด้วย  การประชุมนิเทศ  เป็นการให้ข้อมูลป้อนกลับเกี่ยวกับพฤติกรรมการสอนของครู  และในขั้นสุดท้ายคือ  การประชุมวิเคราะห์พฤติกรรมการนิเทศ  เป็นการเปิดโอกาสให้ครูและผู้นิเทศได้ปฏิบัติตั้งแต่เริ่มต้นในขั้นตอนที่หนึ่ง  จนถึงขั้นตอนที่สี่  เพื่อค้นหาถึงพฤติกรรมการนิเทศที่ดี  และที่บกพร่องสมควรปรับปรุงโดยที่ครูมีส่วนรับผิดชอบที่จะให้ข้อมูลป้อนกลับ  เกี่ยวกับพฤติกรรมการนิเทศ

 

 

ทฤษฎีการนิเทศแบบคลินิกตามรูปแบบของโคแกน

                การนิเทศแบบคลินิกตามรูปแบบของโคแกน  เป็นวัฏจักรของการนิเทศ  ซึ่งประกอบด้วย  8  วัฏภาคด้วยกัน  คือ

                วัฏภาคที่ 1  การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครูและผู้นิเทศ  (establishing  the  teacher  supervisor  relationship)

                วัฏภาคที่ 2  การวางแผนร่วมกันกับครู  (planning  with  the  teacher)

                วัฏจักรที่ 3  การวางแผนยุทธวิธีในการสังเกตการสอน  (planning  the  strategy  of  observation)

                วัฏจักรที่ 4  การสังเกตการสอน  (observing  instruction)

                วัฏจักรที่ 5  การวิเคราะห์กระบวนการเรียนการสอน  (analyzing  the  teaching-learning  process) 

                วัฏจักรที่ 6  วางแผนยุทธวิธีในการประชุมนิเทศ  (planning  the  strategy  of  the  conference)

                วัฏจักรที่ 7  การประชุมนิเทศ  (the  conference )

                วัฏจักรที่ 8  การวางแผนการสอนต่อเนื่อง  (renewed  planning)

                การนิเทศแบบคลินิกตามรูปแบบของโคแมน  เป็นรูปแบบที่ละเอียด  มีขั้นตอนที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน  แต่ก็มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม

 

ทฤษฎีการนิเทศแบบคลินิกตามรูปแบบของโบยานและโคพแลนด์

                การนิเทศแบบคลินิกตามรูปแบบของโบยานและโคพแลนด์  ใช้ชื่อว่า  “กระบวนการนิเทศการสอน”  (Insturctional  supervision  process)  ซึ่งประกอบด้วย 4 ตอน  และมีอยู่ 8 ขั้น  ดังนี้

                ตอนที่ 1  การประชุมก่อนการสังเกตการสอน  (Preobservation  Conference)

                                ขั้นที่ 1  จำกัดความพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องหรือที่เป็นความกังวลห่วงใยของครู

                                ขั้นที่ 2  ตัดสินใจเลือกหาที่จะได้มาซึ่งการวักพฤติกรรมการสอน  โดยวัดจาก

พื้นฐานครั้งแรก  (base  rate) หรือโดยการวัดพฤติกรรมการสอนโดยการตั้งมาตรการของระดับความสามารถในการสอนเอาไว้  (performance  criterion)

ขั้นที่ 3  เลือกเครื่องมือหรือสร้างเครื่องมือสำหรับใช้ในการสอนเอาไว้ 

(performance  criterion)

                ตอนที่ 2  การสังเกตการสอน  (Observation)

                                ขั้นที่ 4  สังเกตพฤติกรรมการสอนที่เฉพาะเจาะจง

                ตอนที่ 3  การวิเคราะห์การสอน  (Analysis)

                                ขั้นที่ 5  การวิเคราะห์ผลที่ได้จากการสังเกตการสอน

                                ขั้นที่ 6  ขี้ระบุถึงพฤติกรรมการสอนที่ต้องการเก็บรักษาเอาไว้  หรือพฤติกรรมการ

สอนที่ต้องการให้เปลี่ยนแปลง

                ตอนที่ 4  การประชุมหลังการสังเกตการสอน  (Postobservation  conference)

                                ขั้นที่ 7  ให้ข้อมูลป้อนกลับจากผลของการวิเคราะห์

                                ขั้นที่ 8  พิจารณาเลือกยุทธวิธี

                ใน 8 ขั้นนี้  เมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้วเป็นกระบวนการของการนิเทศการสอน  ที่แต่ละขั้นในกระบวนการจะมีความต่อเนื่องกัน  เช่นในขั้นที่ 1  ที่ 2  และที่ 3  จะต้องจัดทำก่อนขั้นที่ 4  และขั้นที่ 4  จะต้องจัดทำก่อนขั้นที่ 5  แล้วทำต่อเนื่องกันไปจนครบ 8 ขั้น  ในแต่ละตอนแต่ละขั้น  ครูและผู้นิเทศจะทำงานร่วมกันไปในเกือบทุกขั้น  ในบางโอกาสผู้นิเทศจะทำงานตามลำพัง  (โดยเฉพาะในขั้นที่ 5  และขั้นที่ 6)

 

ทฤษฎีการนิเทศแบบคลินิกตามรูปแบบของแอคคีสันและแกลล์

                แอคคีสันและแกลล์ได้เสนอรูปแบบของการนิเทศแบบคลินิกไว้อย่างกะทัดรัดและชัดเจน  โดยให้ความคิดเห็นไว้ว่า  วิธีการของการนิเทศแบบคลินิกนั้นหมายถึงกระบวนการหรือกิจกรรมที่ดำเนินการตามขั้นตอนการนิเทศ  ซึ่งเรียกว่า  “วัฏจักร”  (Cycle)  การนิเทศแบบคลินิกตามแนวคิดของแอคคีสันและแกลล์ได้เสนอไว้  3  วัฏภาค  (phase)   ดังนี้

                วัฏภาคที่ 1  การประชุมปรึกษาหารือกัน  (planning  conference)

                วัฏภาคที่ 2  การสังเกตการสอน  (classroom  observation)

                วัฏจักรที่ 3  การประชุมให้ข้อมูลป้อนกลับ  (feedback  conference)

 

ทฤษฎีการนิเทศแบบคลินิกตามรูปแบบของเบล์ลอนและฮัฟฟ์แมน

            เบล์ลอนและฮัฟฟ์แมน  ได้เสนอรูปแบบของการนิเทศการสอนไว้ในลักษณะที่มีส่วนใกล้เคียงกันกับรูปแบบของการนิเทศการสอนไว้ในลักษณะที่มีส่วนใกล้เคียงกันกับรูปแบบต่างๆที่ได้เสนอมา โดยมีอยู่ 4 วัฏภาค  (phase)

                วัฏภาคที่ 1  การประชุมปรึกษาก่อนการสังเกตการสอน  (pre-observation  conference)

                วัฏภาคที่ 2  การสังเกตการสอน  (classroom  observation)

                วัฏภาคที่ 3  การประชุมปรึกษาหลังการสังเกตการสอน  (post-observation  conference)

                วัฏภาคที่ 4  การวัดผลและประเมินผลพฤติกรรมการสอน  (evaluation  performance)

                เบล์ลอนและฮัฟฟ์แมน  ได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ว่า  ความเชื่อและมีศรัทธาอันแรงกล้าในการทำงานของผู้นิเทศนั้น  เป็นแรงจูงใจที่สำคัญมาก  ผู้นิเทศควรมีความเชื่อเกี่ยวกับกระบวนการของการนิเทศการสอน

               

ทฤษฎีกระบวนการสื่อความหมาย  (Communication  Process)

          ในการสื่อความหมายทุกประเภท  ย่อมมีสหสัมพันธ์กันของลักษณะทั้ง  5  คือ  ต้นตอ (Source)  เครื่องส่ง  (Transmitter)  สารสัญญาณ  (Message)  ผู้รับ  (Receiver)  และปลายทาง  (Destination)  การสื่อความหมายจะต้องประกอบด้วยใคร (ต้นตอ)  พูดอะไรด้วยเหตุผลใด (สารสื่อ)  โดยวิธีการอย่างไร  ผ่านช่องส่งอะไรบ้าง  ไปสู่ใครปลายทาง  และบังเกิดผลประการใดบ้าง

 

ทฤษฎีแบบจำลองการสื่อสารระหว่างบุคคลขั้นพื้นฐานของแลสเวลล์

                องค์ประกอบของการสื่อสารเริ่มจากผู้สื่อสาร (communication)  หรือผู้ส่งสาร (sender)  สื่อสารหรือส่งสาร (message)  ผ่านสื่อ (medium)  หรือช่องทางการสื่อสาร (channel)  ไปยังผู้รับสาร (receiver)  โดยบังเกิดผล (effect)  ในลักษณะต่างๆ

                ผู้ส่งสาร          ส่งสาร           ผ่านสื่อหรือช่องทางการสื่อสาร           ผู้รับสาร            ผล                       

 

ทฤษฎีแบบจำลองการสื่อสารระหว่างบุคคลขั้นพื้นฐานของออสกู๊ดและแชรมม์

                ตามทฤษฎีนี้แบบจำลองจะมีลักษณะของการสื่อสารเป็นวงกลม (circular)  เป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่เกือบจะเท่าเทียมกันของผู้ส่งสารและผู้รับสารที่ต่างก็ทำหน้าที่เป็นผู้เข้ารหัส (encoder)   ผู้ตีความ (interpreter)  และผู้ถอดรหัส (decoder)  เช่น  ในกรณีที่มีการสนทนาอันเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารระหว่างบุคคล (interpersonal  communication)  ซึ่งเมื่อส่งสารไปแล้วจะมีการสื่อสารกลับมาค่อนข้างรวดเร็วและครบถ้วนสมบูรณ์

 

ทฤษฎีแบบจำลองการสื่อสารระหว่างบุคคลขั้นพื้นฐานของแดนซ์

                แดนซ์ได้เสนอแบบจำลองที่มีลักษณะเป็นกรวย (helical)  เป็นรูปแบบที่พัฒนามาจากการศึกษารูปแบบวงกลมของออสกู๊ดและแชรมม์  โดยแดนซ์ได้อธิบายว่า  ในหลายกรณีและหลายครั้งการสื่อสารจะไม่วกวนกลับมาเหมือนวงกลมในเวลาอันรวดเร็ว  ข้อมูลข่าวสารที่ส่งไปยังผู้รับในนาทีนี้  ในวันนี้  อาจจะสะท้อนกลับมาให้ผู้ส่งสารทราบผลในเวลาหรือวันหน้าที่ล่าช้าออกไป  หรืออาจไม่ลงผลกลับมาเลย 

                การสื่อสารในรูปแบบกรวยนี้จะไม่คงที่และเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อม  (dynamic)  เช่น  หากผู้รับสารมีความรู้พื้นฐานในเรื่องหนึ่งเรื่องใดมากน้อยกว่าคนอื่น  ผลของการสื่อสารย่อมแตกต่างกัน