สิ่งที่ฉันชอบมากที่สุด ที่พ่อนำมาขายก็คือของเก่า

                                                

                   “ ร้านขายหนังสือเก่าของพ่อ”
                  เมื่อ 40 ปีก่อน   ที่บ้านเกิดของฉัน   ต. บ้านเพชร อ. บำเหน็จณรงค์  จ.ชัยภูมิ    ยังไม่มีไฟฟ้าใช้   ต้องอาศัยแสงสว่างจากตะเกียง (ตะเกียงเจ้าพายุ, ตะเกียงน้ำมันก๊าด) เทียนไข, ไต้, และยังไม่มีโทรทัศน์ ความบันเทิงหาได้จากมหรสพในงานวัด    เช่น   วงดนตรี   ลิเก  หมอลำ  เพลงโคราช   หนังกลางแปลงหรือหนังขายยา(การนำภาพยนตร์มาฉายให้ชมฟรี ไม่เก็บเงิน แต่มีการโฆษณาขายยาคั่นเป็นระยะๆ) หนังกักวิก(การนำภาพยนตร์มาฉายแล้วล้อมผ้าเก็บเงินค่าผ่านประตู) นอกจากนั้นสิ่งที่ให้ความบันเทิงได้ทุกวันก็คือวิทยุและหนังสือ
              พ่อเปิดบ้านเป็นร้านค้า  ไม่ใช่เป็นร้านขายของชำอย่างเดียว  แต่เป็นร้านขายของแบบรวมมิตร  คือมีทั้งของแห้ง (พริก หอม กระเทียม กะปิ ) ของสด (ผักสด ผลไม้สด)  ของหวาน(น้ำแข็งไส ลอดช่อง กล้วยทอด มันทอด สอดไส้ ขนมแห้งต่างๆ )   ของคาว (ปลาทู พะโล้ กับข้าว) บางครั้งก็ขายกล่องกระดาษ  เศษวัสดุต่างๆ    ต้นไม้ ดอกไม้  สรุปแล้วร้านเราขายของทุกอย่างที่ขายได้  ถ้ามีคนซื้อ  แม้กระทั่งการขายบริการ  แม่ก็ขาย  เพราะแม่เป็นหมอนวดแผนโบราณและเป็นหมอตำแย(ผดุงครรภ์)ประจำหมู่บ้าน    แต่สิ่งที่พ่อกับแม่ไม่เคยนำมาขายก็คือของดี(พระเครื่อง) กับของเถื่อน(ของผิดกฎหมาย)    แต่สิ่งที่ฉันชอบมากที่สุดที่พ่อนำมาขายก็คือของเก่า (ไม่ใช่แม่แน่นอน แต่เป็นหนังสือมือสอง)
              สมัยนั้นการขายหนังสือเก่ายังไม่เฟื่องฟูเหมือนสมัยนี้  ในอำเภอบำเหน็จณรงค์มีร้านขายหนังสือใหม่  หนังสือพิมพ์อยู่ไม่กี่ร้าน  แต่ร้านที่ขายหนังสือเก่ามีร้านพ่ออยู่ร้านเดียว สาเหตุที่พ่อขายหนังสือเก่า  เพราะพ่อเคยรับราชการมาก่อน  พ่อชอบอ่านหนังสือมาก  จะซื้อหนังสือใหม่มาอ่านก็คงไม่ไหว  เพราะพ่อมีลูกตั้ง7 คน เป็นภาระหนักที่ต้องใช้จ่ายมาก พ่อจึงไปหาซื้อหนังสือเก่าซึ่งราคาถูกกว่ามาอ่าน พออ่านๆไป     หนังสือเริ่มมากแม่ก็เริ่มบ่น  บางครั้งแม่ก็แอบเอาไปชั่งกิโลขาย  เพราะแม่จะขายของทุกอย่าง(ที่ขวางหน้า)   พ่อจึงเปิดเป็นร้านขายหนังสือเก่าไปเสียเลย เพื่อเป็นการหมุนเวียนความรู้ ความสุข  และช่วยเหลือเศรษฐกิจของครอบครัว (พ่อบอกอย่างนี้  เมื่อฉันอยากเก็บหนังสือไว้อ่านเองหลายๆ เล่ม โดยไม่นำออกมาขายต่อ) 
                    พ่อจะไปซื้อของสด  ของแห้งต่างๆ ที่ตลาดในเมืองโคราชประมาณอาทิตย์ละ 2 ครั้ง และทุกครั้งพ่อจะไปซื้อหนังสือเก่ามาด้วย ถ้าพ่อไปตรงกับวันเสาร์อาทิตย์   พ่อก็จะเอาฉันไปทิ้งไว้ที่ร้านขายของเก่า ฉันมีความสุขมาก  เพราะที่นั่นนอกจากจะมีของเก่าหลายอย่างแล้ว  ยังมีหนังสืออีกมากมายกองพะเนินเทินทึก   ฉันสามารถรอพ่ออยู่ที่นั่นได้ทั้งวัน   โดยมีภารกิจสำคัญคือการเลือกหนังสือเก่าเพื่อนำไปขายต่อ 
                    การเลือกหนังสือเก่านั้น  พ่อสอนฉันว่า หนึ่งเลือกหนังสือ  นิตยสารที่ลูกค้าชอบอ่านและคนในครอบครัวเราชอบอ่านด้วย   สองเลือกหนังสือนิตยสารที่มีสภาพรูปเล่มสมบูรณ์ไม่ฉีกขาดยับเยินเกินไป สามไม่เลือกซื้อหนังสือชื่อเรื่องเดียวกันมากเกิน 2 เล่ม และไม่เลือกซื้อนิตยสารฉบับเดียวกันมากเกินกว่า  5 เล่ม  นอกจากมีลูกค้าสั่ง  นิตยสารเก่าไม่มีปัญหาเพราะจะมีฉบับใหม่เข้ามาให้เรื่อย ๆ  จะเลือกได้ง่าย   แต่หนังสือเล่ม  พ็อคเก็ตบุ๊ค  ประเภท นวนิยาย  เรื่องสั้น  วรรณกรรมเด็ก  ฉันต้องอ่านคร่าวๆ แบบสำรวจเสียก่อน   ฉันจึงอ่านหนังสือเก่งโดยไม่รู้ตัว  (ความจริงต้องขอบพระคุณ  คุณครูทุกท่านและพ่อที่สอนฉันอ่านหนังสือแทบทุกวัน จนฉันอ่านออกมาก่อนแล้ว)    
                    แม่ค้าที่ร้านนี้ใจดีมาก โดยเฉพาะกับเด็ก(หน้าตาดี)อย่างฉัน เดี๋ยวเอาน้ำมาให้  เอาขนมมาให้ บางครั้งก็เอาเสื่อเอาหมอนมาโยนให้ เมื่อเลือกเสร็จฉันก็จะนอนอ่านหนังสือต่อแล้วหลับข้างกองหนังสือนั่นแหละจนกว่าพ่อจะมารับ ที่นั่นขายหนังสือเก่าให้เราโดยชั่งขายเป็นกิโล แต่เมื่อมาถึงร้านเราจะขายเป็นเล่ม  ก็ได้กำไรบ้างพอสมควร  แต่สิ่งที่พ่อได้กำไรมากกว่าเงิน  ก็คือลูกๆ ของพ่อทุกคนอ่านหนังสือออก  ประเภทที่เรียกอ่านเก่ง  อ่านคล่อง  อ่านเร็วเลยล่ะ     และครอบครัวเราก็มีความสุขจากการอ่านมาก     
                    ตอนฉันเป็นเด็กเล็กๆ  ยังอ่านหนังสือไม่ออก จะเห็นพ่ออ่านหนังสือทุกวัน  บางวันอ่านในใจบางวันก็อ่านออกเสียงให้แม่และลูกๆ ฟังทั้งบ้าน  บางครั้งก็เล่านิทาน(จากการอ่านหนังสือเก่าที่นำมาขาย)ให้ฟังแทนการดูโทรทัศน์  เล่าจบบ้าง  ไม่จบบ้าง  ฉันกับน้องๆ จึงต้องพยายามอ่านหนังสือเอง (ถ้าอยู่ที่บ้านอ่านคำไหนไม่ออกก็ถามพ่อถามพี่ ถ้าอยู่ที่โรงเรียนก็ถามคุณครู)  เพราะติดใจนิทานที่พ่อเล่าอยากรู้เรื่องต่อว่าจะจบอย่างไร   และก็อยากรู้เรื่องอื่นๆ  ต่อๆ ไปอีก จึงต้อง อ่าน  อ่าน และอ่าน  อย่างกระตือรือร้นและมีความสุข
                  หนังสือเก่าที่ซื้อมา  ก่อนนำออกขาย  พ่อ  ฉัน และน้อง ๆ  จะอ่านหนังสือเหล่านั้นก่อน  ฉันกับน้องๆ ส่วนใหญ่จะชอบ หนังสือรวมนิทาน  วรรณกรรมเด็ก  นวนิยายผี  ลึกลับสยองขวัญ   และนิตยสาร  เช่น เบบี้ หนูจ๋า รวมรสสำราญ ชัยพฤกษ์การ์ตูน (ถ้ามี คู่สร้าง-คู่สมในสมัยนั้น ฉันต้องอ่านแน่นอนเพราะปัจจุบันชอบมาก )  พ่อจะชอบนวนิยายบู๊  สืบสวนสอบสวน  ผจญภัยและนิตยสาร  เช่นบางกอก จักรวาล สกุลไทย  ฟ้าเมืองทอง ฟ้าเมืองไทย ฟ้าอาชีพ แต่นิตยสารอื่นๆ เช่น ดาราบันเทิง ดาราภาพยนตร์  โลกดารา พวกเราก็อ่าน  แล้วจึงจะนำมาขายต่อ
                      การนำหนังสือเก่าออกมาขายก็ค่อนข้างจะแปลกๆ อยู่เหมือนกัน  เพราะพ่อจะตอกตะปูตัวเล็กๆ ไว้ที่ต้นฝรั่ง 2  ต้น   ต้นยอ  1  ต้นและต้นมะขาม อีก 1  ต้น ที่อยู่หน้าร้าน   โดยตอกไล่ตั้งแต่โคนต้นเรียงเป็นแถวไปตามลำต้น กิ่ง ก้านใหญ่ ๆ  ที่พอรับน้ำหนักหนังสือได้  แล้วเอาที่หนีบเสื้อไปหนีบหนังสือห้อยกับตะปูที่ตอกไว้  เมื่อใครมองเข้ามา  ก็จะเห็นต้นไม้หนังสือตั้งตระหง่านแลดูเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าร้าน แต่สำหรับฉันแล้วมันช่างเป็นเสมือนฉากในเทพนิยายเลยล่ะ  ต้นไม้ที่มีใบสีเขียวสด  มีลำต้น กิ่ง ก้านเป็นหนังสือมากมาย  หลากสีสัน   แลดูมีพลังลึกลับยังกับอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์     ถ้ามองในช่วงเวลาเช้าตรู่ ฟ้าเริ่มสาง ดวงอาทิตย์สาดแสงเรืองๆ  โผล่พ้นขอบฟ้า  จะแลเห็นต้นไม้หนังสือลางๆ  มีแสงสีทองทาทาบเป็นช่วงๆ  แล้วค่อยๆ ชัดขึ้นๆ จนเห็นต้นไม้หนังสือทั้ง 4 ต้นสว่างไสวด้วยแสงอ่อนๆ ของดวงอาทิตย์ บางครั้งฉันยังมองเห็นยักษ์ใหญ่ใจดีเดินมา  แล้วทรุดตัวลงหยิบหนังสือมานั่งอ่าน  อ่านไปหัวเราะไป     เหล่านางฟ้าสีส้ม   สีชมพู   ภูตน้อยสีฟ้า สีแดง   และแม่มดหลากสีสันตัวจิ๋วๆ ขี่ไม้กวาดเฉวัดเฉวียนไปเปิดหนังสือเล่มโน้นที …..    เล่มนี้ที …ดูทุกคนช่างมีความสุขกับหนังสือเหลือเกิน …….
                    หลายคนหลงเสน่ห์ต้นไม้หนังสือที่บ้านฉันมาก   โดยเฉพาะเด็กนักเรียน ตั้งแต่ประถมไปจนถึงมัธยม  ทั้งโรงเรียนเดียวกันและต่างโรงเรียนจะรู้จักร้านหนังสือเก่าของพ่อทั้งนั้น  ฉันมีเพื่อนมากก็เพราะหนังสือเก่านี่แหละ   ถ้าเป็นเด็กเล็กก็จะมีพ่อแม่มาด้วย(ทีนี้ก็อ่านกันทั้งครอบครัว)   บางคนสั่งไว้เลยว่าถ้ามีรูปสุริยา ชินพันธ์  ไม่ว่าจะส่วนไหนของหนังสือจองซื้อทุกเล่ม บางคนชอบทัศวรรณ  เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา, ปิยมาศ โมณยะกุล ก็สั่งซื้อทุกเล่มที่มีเหมือนกัน  บางคนติดการ์ตูนเด็ก นิทานภาพ ถ้าเล่มไหนไม่เหมือนเล่มที่เคยซื้อ  เอาหมดทุกเล่ม …  ยิ่งมีคนชอบอ่านมากเท่าไร  ฉันก็ยิ่งชอบการขายหนังสือมาก ขึ้นเท่านั้น   เพราะฉันมีความรู้เกี่ยวกับหนังสือแทบทุกเล่มที่อยู่ในร้าน   ฉันสามารถพูดเสนอขายได้เป็นอย่างดี  ละเอียดลออ  เร้าใจให้ซื้อ ….
                     แทบทุกเสาร์อาทิตย์เพื่อนๆ และลูกค้าอื่นๆที่มาที่ร้าน จะเลือกหนังสือจากต้นไม้  แล้วไปนั่งอ่านนอนอ่านในสวนของบ้านเรา ที่มีพื้นที่ประมาณ  2 งาน  สวนนั้นมีม้านั่ง  เก้าอี้  เสื่อให้บริการ ใครจะอ่านตรงไหนก็ได้แต่ต้องหาร่มเงาและที่เฉพาะตัวเอาเอง    เพราะในสวนมีต้นมะเฟือง ละมุด มะละกอ   มะพร้าว  ฝรั่ง  ขนุน   
ต้นอ้อย  ต้นคูน  ทั้งหมดที่กล่าวถึงมีเพียงอย่างละต้นสองต้นเท่านั้นเอง  ยกเว้นมะพร้าวปลูกรอบๆ  สวน  เกือบ 10    ต้น   แล้วก็มีแปลงปลูกมันเทศและเผือก   อย่างละ  3    แปลง  ใครจะอ่านกี่เล่ม  ตั้งแต่เช้าจรดเย็นก็ไม่มีใครว่า   อ่านแล้วจะซื้อหรือไม่ซื้อพวกเราก็ไม่ว่าเช่นกัน   แต่ส่วนใหญ่ทุกคนที่มามักจะซื้อแทบทุกคน    คนละหลายๆ  เล่มเสียด้วย   และผลพลอยได้ก็คือระหว่างอ่าน  ลูกค้าจะซื้อน้ำแข็งไส  ขนม ไปกินด้วย      เรียกว่า     “ กินไป   อ่านไป   สำราญใจจริง”  
                  ร้านหนังสือเก่าของพ่อเป็นอดีตที่ฉันถวิลหามาตลอด   ขอขอบพระคุณพ่อแม่ที่สร้างต้นไม้หนังสือขึ้นมาในวันนั้น  ขอขอบคุณหนังสือทุกเล่มและผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่ทำให้ฉันรักหนังสือ  รักการอ่าน  รักคนอ่าน   และอยากให้ทุกคนอ่านหนังสือ …….
                    วันนี้ฉันยืนมองเด็กๆ ที่กำลังอ่านหนังสืออยู่เบื้องหน้า   บ้างก็นั่งอ่านเป็นระเบียบเรียบร้อย   บ้างก็นอนเกลือกกลิ้งไปด้วย อ่านไปด้วยอย่างมีความสุข  ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่ตกแต่งสวยงาม อากาศเย็นเฉียบ   ไม่เคยเบื่อเลยเมื่อมีเด็กวิ่งมาถามว่า    “ครูขา  คำนี้อ่านว่าอะไรค่ะ”   “ครูครับ …ผมขอยืมหนังสือเล่มนี้กลับบ้านนะครับ”       “  ครูขา ….  เล่านิทานให้ฟังหน่อยค่ะ”   “ครูขา …  ทำไมลูกโป่งถึงลอยได้ละค่ะ”
                  ปัจจุบัน ถึงแม้ฉันจะไม่มีต้นไม้หนังสือที่แสนมหัศจรรย์   ไม่มีร้านหนังสือเก่าของพ่ออีกแล้ว และไม่มีร้านหนังสือเป็นของตนเอง แต่ฉันก็มีห้องสมุดของโรงเรียน ฉันเป็นครูบรรณารักษ์   ฉันมีความสุขมากที่ยังได้เกี่ยวข้องกับหนังสือ   การอ่าน   ผู้อ่าน    การยืม-การคืนหนังสือ    การเล่านิทาน และกิจกรรมส่งเสริมการอ่านต่างๆ     
                    กาลเวลาผ่านไปทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ฝังรากลึก คงทนถาวรอยู่ในตัวฉันก็คือนิสัยรักการอ่านและความปรารถนาดีอยากให้ทุกคนได้อ่าน เพื่อเติมเต็มอาหารให้สมอง เก็บเกี่ยวความรู้ มวลประสบการณ์ต่างๆ  แล้วนำมาใช้ในการดำรงชีวิตอย่างชาญฉลาด ให้อยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุข 
    ……………………………………………………………………………………………………………
                                                                     อัมพร    ทานประสิทธิ์
                                                                  12   กุมภาพันธ์  2554
                                               ขอขอบคุณ    ข้อมูลจากการตีพิมพ์ครั้งแรก       
                                        นิตยสารคู่สร้าง – คู่สม   ( 10-20 กรกฏาคม   2552)