เมล็ดพันธุ์ข้าว


ข้าวนาปีข้าวไม่ไวแสง ข้าวนาปรัง(ข้าวไม่ไวต่อแสง)

เมล็ดพันธุ์ข้าว

เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ปลูกในปัจจุบันนี้ แบ่งเป็นสองจำพวก คือ
1. ข้าวสำหรับเอาไว้หุงต้มกิน
2. ข้าวสำหรับใช้ทำแป้งและขนม

1. ข้าวสำหรับเอาไว้หุงต้มกินนั้นสมัยก่อนๆจะใช้เมล็ดพันธุ์นาปี ปลูกได้เฉพาะฤดูฝน
เพราะเป็นฤดูที่แสงแดดแมีน้อย มันจึงมีชื่ออีกอย่างว่า ข้าวไม่ไวแสง
คือต้องการแสงแดดน้อย กลางวันสั้นกว่ากลางคืน และมีเมฆและฝนมาก
มีสองชนิด คือชนิดอ่อนนุ่มหุงไม่ขึ้นหม้อ ใช้ข้าวสารมากกว่า ไม่อืดฟูเหมือนกับอีกชนิด
ตัวอย่างเช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมสุพรรณ ข้าวสังหยด ฯลฯ
ข้าวนาปีอีกชนิดแข็งกว่าข้าวหอม ใช้ข้าวสารน้อยหุงขึ้นหม้อ กินอิ่มไว ถึงแม้จะแข็งกว่า
ข้าวหอม แต่ก็ไม่แข็งกระด้าง เช่นข้าวเสาไห้ ข้าวขาวตาแห้ง ข้าวนาทราย ฯลฯ
ปัจจุบันข้าวนาปี มีพันธุ์ข้าวหอมมะลิอย่างเดียวที่นิยมปลูกกันแถบภาคอิสาน
และข้าวสังหยดทางใต้ ข้าวนาปีนอกนั้นไม่นิยมปลูก เพราะให้ผลผลิตน้อย
และราคาเท่าข้าวนาปรังที่ให้ผลผลิตสูงกว่า

2. ข้าวที่ใช่ทำแป้ง จะนำมาหุงต้มกิน จะกินได้เมื่อยังร้อนๆอยู่ แต่ถ้ากินเหลือ
แล้วเก็บไว้จนเย็นชืด จะกินไม่ได้ หรือถ้าจะกินก็ลำบาก เพราะมันแข็งกระด้างมาก
เคี้ยวกินยากลำบากแสนเข็ญ ปัจจุบันมีพ่อค้าข้าวถุงแอบปนข้าวประเภทนี้ใส่ถุงขายเป็น
ข้าวระดับต่ำ แต่ราคาไม่ได้ต่ำลงไปด้วย
ข้าวเหล่านี้ซึ่งเหมาะกับการทำแป้งขนมต่างๆ เมล็ดพันธุ์ข้าวเหล่านี้ ถูกดัดแปลง
ผสมพันธุ์มาเพื่ออุตสาหกรรมแป้ง ชาวนาที่ไม่รู้ว่าข้าวอะไร รู้แต่ว่าปลูกแล้วได้ผลผลิตไว
ก็หันมาปลูกกันมาก ใช้เวลาปลูกถถึงเก็บเกี่ยวส่่วนใหญ่ 75 - 105วัน
ซึ่งข้าวนาปี หรือข้าวนาปรังปทุมธานี1(ข้าวไม่ไวต่อแสง)
ใช้เวลาปลูกจนเก็บเกี่ยว 120 วัน

เส้นทางของข้าวผู้คนยังไม่รู้จักอีกมาก คิดว่า ข้าวเป็นเรื่องง่ายๆ มีเรื่องราวต่างๆ
ให้ศึกษามากมาย เช่น ขบวนการปลูกข้าวนาปี และข้าวนาปรัง
ถ้าข้าพเจ้าจะปลูกข้าวนาปีเอาไว้กิน ในเนื้อที่10ไร่
ผลผลิตที่ควรจะได้ ประมาณ 30- 60 % ต่อพื้นที่ หรือ30 x 10 /100 = 3 ตัน(เกวียน)
ราคาขายเท่าๆกับข้าวนาปรัง ณ วันนี้ 8000.-บาท 8000x3=24,000.- (min ave.)
เรื่องราคาขายข้าวที่โรงสี ก็เป็นปัญหาอีกชนิดหนึ่งที่รัฐบาลกำหนดราคาข้าวเปลือกชนิด
ความชื้นไม่เกิน17-20% ราคาเกวียนละ 9500.-
แต่ความเป็นจริงชาวนาปล่อยข้าวตากรวงไว้บนผืนนา ยาวนานไม่ได้
จะโดนน้ำค้าง ความชื้น เชื้อราจะขึ้น และเสี่ยงกับหนูจะมา ทำลายกัดกินรวงข้าว
เมื่อรีบเร่งเกี่ยวตามวันกำหนด ความชื้นจึงสูงมาก 25-30 % โรงสีจึงกดราคา
อ้างถึงความชื้นและสิ่งเจือปน ชาวนาจึงขายข้าวได้ประมาณ 8000.- หายไป1500.-
ข้าวนาปรังในเนื้อที่เท่าๆกันคือ 10 ไร่ จะปลูกข้าวได้ผลผลิต ประมาณ 50 -80%
50 x 10/ 100= 5 เกวียนๆละ 8000=40,000.- (min ave.)
ทำนาปีจึงมีรายได้ ต่ำกว่า ชาวนาจึงหันไปทำนาปรังกันหมด
และอีกปัญหาคือ ข้าวนาปรังปลูกแล้ว บางครั้งช่วงเวลาจะเกินเลยเวลานาปีไป
เช่น ข้าวปทุมธานี1 อายุ 120 วัน นับตั้งแต่วันหว่าน จนกระทั่งเก็บเกี่ยว
รวมเลาในการทำเทือกเตรียมดิน อีก 30วัน รวม 150 วัน
ถึงวันเก็บเกี่ยวแล้วจะตากนาไว้เพียง 30 วัน รวมเป็น 180 วันเป็นหนึ่งรอบนาปรัง
ถ้าสองรอบก้จะเป็น 360 วัน หมดปีพอดี ชาวนาจึงปลูกข้าวนาปีไม่ได้
ถ้าจะทำนาปีหนึ่งรอบ ทำนาปรังหนึ่งรอบ ก็มีปัญหาเรื่องรายได้ข้าวปีที่หดหาย

ชาวนาจึงวกวนสับสนแก้ปัญหา หาทางออกไม่ได้ตามนักวิชาการที่พูดๆกัน
คนหนึ่งนั่งแก้ปัญหาบนห้องแอร์ อีกคนหนึ่งแแก้ปัญหาในท้องทุ่ง เพื่อเลี้ยงครอบครัว
นักวิชาการกรมการข้าวนั่งตากแอร์ไปวันๆ จะทำอะไรก็ไม่ได้เพราะนายไม่ได้สั่ง
ขืนทำอะไรนอกเหนือคำสั่งนายก็เสี่ยงต่ออนาคต
เรื่องราวของข้าวยังมีอีกมาก ขอไปกินข้าวก่อน ค่อยมาเขียนเรื่องข้าว 

คำสำคัญ (Tags): #ข้าวนาปี
หมายเลขบันทึก: 425719เขียนเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2011 22:13 น. ()แก้ไขเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2014 01:23 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (1)

มีรักเลิศเทิดไท้องค์ “ในหลวง”

อยู่กลางดวงห้วงใจหมายสืบสาน

คือรักชาติมั่นคงดำรงนาน

สอนลูกหลานให้รู้อยู่พอเพียง

 

 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี