ทุ่งดอกไม้สุดปลายฟ้า......ที่ภูสอยดาวจังหวัดอุตรดิตถ์ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว
แต่เดิมป็นวนอุทยานภูสอยดาวจัดตั้งเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 ครอบคลุมพื้นที่
48,962.5 ไร่ในท้องที่อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ การเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติภูสอย
ดาวมี 2 เส้นทางคือ
1. กรุงเทพ - อุตรดิตถ์ เมื่อถึงจังหวัดอุตรดิตถ์เดินทางต่อไปตามทางหลวงหมายเลข
1047 ระยะทาง 68 กิโลเมตร ถึงอำเภอน้ำปาดแล้วเลี้ยวขวาบริเวณหน้าโรงพยาบาลน้ำปาด
ตามทางหลวงหมายเลข 1239 ไปอีก 47 กิโลเมตร จะพบทางสามแยก ให้เลี้ยวซ้ายไปทาง
บ้านห้วยมุ่นและให้ตรงไปตามทางหลวงหมายเลขที่ 1268 อีก 18 กิโลเมตร ก็จะถึงอุทยาน
แห่งชาติภูสอยดาว บริเวณน้ำตกภูสอยดาว
2. กรุงเทพฯ - พิษณุโลก จากพิษณุโลกเดินทางต่อไปอำเภอนครไทยและจากอำเภอ
นครไทยลี้ยวซ้ายตามทางหลวงหมายเลข 1143 ระยะทาง 31 กิโลเมตรถึงอำเภอชาติ
ตระการแล้วเอดินทางจากอำเภอชาติตระการอีก 73 กิโลเมตรจะถึงที่ทำการแห่งชาติภูสอย
ดาว

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาวจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นตั้งแต่เวลา 08.00 -
13.00 น เพราะถ้าเลยเวลา 13.00 น ไปแล้วจะทำให้การเดินทางลำบากเพราะเส้นทางเดิน
ขึ้นค่อนข้างชันและอาจจะทำให้ถึงที่ลานสนมืดค่ำ ทำให้เป็นอันตรายได้ จะใช้เวลาเดิน
ประมาณ 4 - 6 ชั่วโมง แล้วแต่ความฟิตของร่างกาย จุดเด่นที่น่าสนใจ ทุ่งหญ้า ป่าสน
และมีทุ่งดอกไม้และพันธุ์ไม้ดอกหลายชนิดตามเส้นทางเดิน นอกจากนั้นมีจุดชมวิวที่สวย
งามได้เห็นทัศนียภาพผ่านแนวขุนเขาเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ บริเวณลานสนจะเป็นพื้นที่กว้าง
เขียวขจี มีสนสามใบ สนสองใบต้นโตที่ยืนต้นเรียงราย ด้านล่างจะปกคลุมด้วยต้นหญ้า
สั้นๆ สำหรับดอกไม้นั้นจะมี ดอกหงอนนาคสีม่วงอ่อน ดอกกระดุมเงิน และดอกไม้ป่าอื่นๆ
หลากสีสัน บริเวณทุ่งหญ้าก็เต็มไปด้วยดอกไม้สองข้างทางเดิน บนยอดภูสอยดางนี้ยังคง
สภาพเป็นป่าสนสลับกับป่าดงดิบ มีความบริสุทธิ์ของธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบ นอกจาก
นั้นยังมีจุดตั้งแคมป์สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะกางเต้นท์บนลานสน

มีลำธารไหลผ่านกลางทุ่งสน เป็นลำธารใสสามารถใช้ในการ
อุปโภคและบริโภคได้
น้ำตกภูสอยดาวเป็นน้ำตกที่สวยงามอยุ่ริมทางหลวงหมายเลข 1268 น้ำตกมี 5 ชั้นแต่
ละชั้นล้วนสวยงาม และบริเวณน้ำตกภูสอยดาวนี้ัยังเป็นที่ตั้งของศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซึ่ง
นักท่องเที่ยวทุกคณะจะต้องติดต่อประสานงานกับศูนย์บริการนี้ก่อนขึ้นทุกครั้ง
น้ำตกสายทิพย์ เป็นน้ำตกที่อยู่บนลานสน มีความสำคัญต่อนัก
ท่องเที่ยวทุกคณะเนื่องจากต้องใช้น้ำตกสายนี้ดื่มกินและใช้สอยในด้านต่างๆ เมื่อไปถึงที่
พักแรมบนลานป่าสนของภูสอยดาว น้ำตกสายทิพย์นี้มีความสูง 7 ชั้น
จากจุดนัดพบเดิมของเดอะแก๊งค์ที่หน้าโรงเรียนฟากท่าวิทยา โรงเรียนของเรา พร้อม
สมาชิกทริปนี้ 7 ชีวิตที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวและการถ่ายภาพ ......ถึงอำเภอบ้านโคกตอน
สว่างพอดีและเดินทางต่อไปยังที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว อำเภอน้ำปาด เพื่อจะ
เข้าห้องน้ำ พอเดินลงจากรถรู้สึกได้ว่ารองเท้าผิดปกติ ตอนแรกคิดว่าคงสวมรองเท้าไม่แน่น
เพราะยืมของคนอื่นมา (พี่สาวนะ) แต่ที่ไหนได้ มองอีกครั้งรองเท้าส่วนหน้าด้านซ้ายแหว่ง
ไปครึ่งซีก สักพักเมื่อเดินเข้าห้องน้ำกลับมาถึงรถ รองเท้าที่ตอนเดินมาไม่มีวี่แวว ว่าเสื่อม
สภาพได้ไวขนาดนี้ มันเริ่มหลุดเป็นชิ้นๆ......ทำไงได้ ณ ตอนนั้นก็คือ ......สอบถามชาว
บ้านแถวนั้นก็บอกว่าร้านรองเท้าที่ตลาดจะเปิดสายๆ เราเองก็เริ่มสับสนในใจนิดนึง คิดว่าดี
เหมือนกันจะได้ชิ่งกลับบ้าน......ไม่ต้องเดินขึ้นภูสอยดาว แต่อีกใจก็คิดหากกลับไปตอนนี้
คงเสียฟอร์มแน่ เพื่อนจะว่าเรากลัว ไม่กล้าเสี่ยงเดินขึ้นไปเป็นแน่ที่เพื่อนร่วมทริปจะว่ากลัว
ไม่กล้าเสี่ยงเดินขึ้นไปเป็นแน่ แต่ก็ยังเสียดายนิด ๆ จากนั้นหัวหน้าแก็งจึงพาผู้ร่วมเดินทาง
ทานข้าวเช้าที่ตลาดแทนไปทานที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อรอให้เราหาซื้อรองเท้า
สำหรับเดินป่าให้ได้ ก็ไม่ผิดหวังรอจนประมาณ 7 โมงกว่า ๆ แม่ค้าแถบนั้นบอกว่าร้านรองเท้า
เปิดขายแล้ว หัวหน้าทริปที่สุดแสนใจดีของพวกเราก็พาไปเลือกซื้อรองเท้ายางหล่อที่ชาว
บ้านและลูกหาบใช้ใส่เดินขึ้นภู เพราะไม่ลื่น ราคาคู่นึงก็ 70.- บาท ตอนได้รองเท้าดีใจเป็นที่
สุดจนลืมความกลัวการเดินทางไปเลย............ และความคิดที่จะชิ่งกลับบ้าน.........
ก็ไม่หวนกลับมาอีกเลย..........คิดแต่ว่าต้องเดินขึ้นภูสอยดาวให้ได้............... หลังกิน
อาหารเช้าก็ออกเดินทางไปสบทบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว วัน
นั้นนักท่องเที่ยวไม่มากนักแต่ก็ไม่น้อยพออุ่นใจว่ามีเพื่อนร่วมทาง หลังจัดแบ่งสัมภาระให้ลูก
หาบเรียบร้อยเริ่มเดินเวลา 09.15น. พวกเราเดินไปแวะถ่ายรูปดอกไม้ใบหญ้าไปเรื่อย ๆ เส้น
ทางช่วงแรกเดินเลียบน้ำตกร่มเย็นดี แต่ก็หวาดเสียวตรงที่ทางเลียบน้ำตกค่อนข้างแคบ ถ้า
เดินไม่ระวังอาจพลัดตกลงด้านล่างได้เหมือนกัน น้ำตกริมทางเดินสวยมาก ๆ เพลินกับการ
ถ่ายรูปธรรมชาติไม่รู้สึกเหนื่อยเลย แวะทานข้าวกลางวันหลังเดินทางกว่า 3 ชม. ได้ระยะ
ทางแค่ 1.5 กม
. ผ่านเนินปราบเซียนช่วงแรกที่ค่อนข้างชันไต่ขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ตามป่าไผ่ ดีที่
ทางอุทยานทำไม้ไผ่เป็นราวยึดเกาะไว้ให้ เหลือเส้นทางอีก 5 กิโลเมตร ซึ่งค่อนข้างโหดขึ้น
เรื่อย ๆ บวกกับฝนที่เริ่มตกหนักมากพร้อมลมพายุ หลังเดินผ่านเนินปราบเซียน ช่วงเริ่มเข้า
เนินป่ากอขาเริ่มเป็นตะคิว ต้องเดิน ๆ หยุด ๆ โดยมีหัวหน้าทริปคอยช่วยเหลือ บีบนวดเท้า+
ทายาให้หายจากการเป็นตะคิว สวนทางกับลูกหาบที่ขนสัมภาระขึ้นด้านบนภูเรียบร้อยแล้ว
ณ ตอนนั้นรู้สึกท้อมาก ๆ คิดว่าคงเดินขึ้นไปไม่ถึงสันแปบนภูสอยดาวแน่นอน จะเดินกลับลง
คนเดียวก็เกรงไม่ปลอดภัย เพราะที่ภูสอยดาวนักท่องเที่ยวไม่มากมายเหมือนภูกระดึง จำใจ
ฝืนเดินไปเรื่อย ๆ ผ่านเนินป่ากอรู้สึกท้อมาก ๆ ถึงเนินเสือโคร่งต้องคลานขึ้นทีละนิดเพราะ
ปวดขาจากอาการเป็นตะคิว และเส้นทางแคบ ๆ สูงคดเคี้ยว จนถึงเนินสุดท้ายเนินมรณะที่
ต้องไต่ภูเขาสูงชัน และลื่นเนื่องจากฝนตกหนัก เส้นทางเดินเลียบหน้าผาสูง ระหว่างเดิน
ทางบนเส้นทางทีสูงชันทำได้อยู่ 2 อย่างคือ บนบานสานกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ
เจ้าป่าเจ้าเขาให้คุ้มครอง บวกกับความพยายามของตัวเองเพราะไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว แต่
ก็อุ่นใจที่มีหัวหน้าทริปคอยเดินเป็นเพื่อนตลอดทาง ยามที่ปวดขาจากการเป็นตะคิวจนก้าว
ขาแทบไม่ไหวจะถามตัวเองเสมอ........ทำไมต้องมาที่นี่........อยู่บ้านสบายกว่ากันเยอะ.....
มาทำไม.... และอีกหลายคำถาม........ ซึ่งตัวเองก็ตอบความคิดตัวเองอีกนั่นแหละว่า "ก็ทุ่ง
ดอกหงอนนาคและทิวสนเป็นสิ่งจุดประกายให้กล้าเดินทางมาครั้งนี้" รู้แต่ว่าต้องพยายาม
ตะกายและคลานขึ้นไปให้ถึงสันแปบนภูสอยดาวให้ได้.....
และแล้วเราก็ทำได้......... ดีใจ
สุด ๆ ความเหนื่อยความกลัวกับการเดินทางไม่เหลืออยู่เลย เมื่อได้เห็นต้น
ดอกลิลลี่ป่าต้นแรกเหมือนกับที่หลายคนบอก..........จุดสิ้นสุดหนทางสูงชันตรงดงดอก
ลิลลี่ป่านั่นเอง............. ผ่านดงต้นลิลลี่ป่าก็ถึงสันแปบนภูสอยดาว ที่เต็มไปด้วยสายหมอก
หนาปกคลุมแนวต้นสน และทุ่งดอกหงอนนาคสีม่วงเหมือนแดนสวรรค์........... เรากับผู้นำ
ทริปใช้เวลาเดิน 8 ชั่วโมง 15 นาที เป็นการทำสถิติเดินขึ้นภูสอยดาวที่ใช้เวลามากที่สุดก็
เป็นได้ เพราะกลุ่มอื่นเค้าเดินกันแค่ 4-6 ชั่วโมง เดินไม่นานก็ถึงบ้านพักเจ้าหน้าที่อุทยาน ฯ
เพื่อนร่วมทริปอีก 5 คน ซึ่งเดินล่วงหน้าไปก่อนตะโกนเรียกให้ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเปียกฝน
บนบ้านพักเจ้าหน้าที่ ก็นับว่าโชคดีมาก ๆ ได้รับความเอื้อเฟื้อจากเจ้าหน้าที่อุทยาน ฯ
เวทนากลุ่มพวกเรา ซึ่งสัมภาระเปียกฝนไม่สามารถกางเต๊นส์นอนเหมือนนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น
ได้ มีความรู้สึกว่าห้องนอนบนบ้านพักเป็นแค่เรือนไม้ธรรมดาพื้นไม้กระดานเย็นเฉียบด้วย
ละอองฝน แต่คุณค่า ณ ตอนนั้น มากมายกว่าห้องชุดหรูราคาแพงในโรงแรมใหญ่โตหลาย
เท่านัก วันที่ 2 ของการเดินทาง ยามเช้าบรรยากาศโดยรอบแนวสนเต็มไปด้วยสายหมอก
หนา ดอกหงอนนาค ก็ยังไม่บานเพราะเท่าที่รู้ดอกหงอนนาคจะบานหลังเที่ยงวันไปแล้ว
หลังทานอาหารเช้านัดแนะเจ้าหน้าที่อุทยานพาเดินไปจุดพรมแดนไทยลาวแอบเลาะข้ามไป
ฝั่งลาวเพื่อชม "น้ำตกมอส" เส้นทางลงน้ำตกมอสค่อนข้างลื่นชันกว่าทางขึ้นภูสอยดาว
รองเท้าซื้อใหม่ใช้งานได้ดีเกินคาด ไม่กัดเท้าแถมเดินยึดเกาะพื้นดีมาก หลังลัดเลาะตาม
ทางดิ่งก็ต้องเลาะข้างลำธารดิ่งลงไปอีกช่วงเพื่อลงสู่น้ำตกมอส วันนี้ไม่เป็นตะคิวอีกเดินแบบ
ไม่ทรมาน เพียงแค่ต้องระมัดระวังเวลาย่างก้าว ถึงน้ำตกมอสสิ่งที่ชอบมากสำหรับเราคงไม่ใช่
น้ำตก แต่เป็นใบเมเปิลสีแดงที่เริ่มร่วงหล่นจากต้นบ้างแล้ว ส่วนน้ำตกเก็บภาพไม่มากนัก
เพราะรู้ตัวเองดีว่ายังถ่ายภาพน้ำตกไม่ดีเท่าที่ควร....... พวกเราแวะถ่ายรูปตามเส้นทางจนไม่
รู้สึกหิวเพราะมีดอกไม้ป่ามากมายให้ถ่ายรูป อาทิ ดอกกระดุมเงิน ดอกหญ้าบัว ดอกไม้สีชมพู
ช่อยาวสีหวาน แม้แต่ดอกว่านไก่แดงที่ขึ้นตามต้นไม้แถบเชิงผา หลังอาหารกลางวันที่ค่อน
ไปทางบ่ายเพราะมัวแต่ถ่ายรูปทุ่งดอกหงอนนาคที่เริ่มผลิบาน เดินเลาะไปทางที่เดินผ่านมา
วันแรกจุดหมายคือ "น้ำตกสายทิพย์" ที่ข่าวว่าเดินไม่ไกลเหมือนน้ำตกมอส เราไม่ได้เดินลง
น้ำตกเพราะเกรงว่าวันรุ่งขึ้นจะเดินลงจากภูไม่ได้ วันที่ 3 ของการเดินทาง ทุกคนรีบตื่นเช้า
เก็บสัมภาระให้ลูกหาบที่ขึ้นมารอแล้ว และช่วยกันจัดเสบียงสำหรับมื้อกลางวัน วันนี้มีแสง
แดดให้เห็นไม่มืดครี้มเหมือนสองวันก่อน ไม่มีสายหมอกปกคลุม แต่พวกเราไม่ได้รอจนดอก
หงอนนาคบานเพราะกลัวลงจากภูไม่ทันมืดค่ำ แวะนานหน่อยที่ก้อนหินใหญ่บนเนินมรณะ
เพื่อถ่ายรูปทิวทัศน์เทือกเขาเขียวขจีฝั่งลาว ช่วงเดินลงใช้เวลา 6 ชั่วโมง 15 นาที เร็วกว่า
ตอนเดินขึ้น และโชคดีมาก ๆ ที่เท้าไม่เป็นตะคิวอีกเลยคงเป็นเพราะฝนไม่ตกก็เป็นได้ ลงถึง
ที่ทำการประมาณบ่าย 3 โมง พวกเราคงเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ลงจากภูในวันนั้น หลังอาบน้ำสระ
ก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เราก็เดินทางกลับบ้านที่อำเภอฟากท่า ถึงบ้านอีกที่ก็ 6 โมงเย็นแล้ว
น้ำตกสายทิพย์สวยดี แต่ว่ามีกี่ชั้นครับ
นำภาพอ.รศ.ดร.สุพักตร์ พิบูลย์มาฝากครับ
อ.มสธ.ครับ