อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ 'ตัณหา' ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ ธรรมชาติของตัณหา คือ 'ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม' ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม (ธรรมะโดยท่าน ว.วชิรเมธี)

 

 

 

 

 

 

 

ก่อนเขียนบันทึกของวันนี้.. 

ดิฉันนั่งทบทวนความรู้สึกเรื่องรัก..ไม่มีใคร่ 

ในอดีตที่ผ่านมา..ไม่ว่าจะเป็นสามี.. 

แฟนเก่า..คนที่ชอบข้างเดียว.. 

หรือคนที่ชอบสองข้าง..แต่ไม่ลงเอยถึงกับคบเป็นแฟน 

.. 

  

แม้รู้ว่า..เป็นความคิดปรุงแต่ง..ฟุ้งไปในอดีต 

หรือแม้แต่คิดเอาเอง..ไม่อยู่กับปัจจุบัน 

แต่ก็อดไม่ได้ค่ะ..เป็นธรรมดาของปุถุชน 

ที่ยังมี "ดวงตาเห็นธรรม" ริบหรี่..เลือนลาง 

แต่เมื่อทบทวนแล้ว..ก็ให้ข้อคิดดีๆ ในที่สุดว่า.. 

ทุกเรื่องที่ผ่านมาเป็นบทเรียนที่ดีทั้งสิ้น.. 

.. 

  

ทุกครั้งที่..โลกเป็นสีชมพู.. 

หวานฉ่ำเหมือนเคลือบน้ำตาล(แต่ข้างในต่อมาขมเหลือทน)  

ก็หน้าบาน..กลับมาเล่าให้แม่ฟัง 

ทุกครั้งที่ผิดหวัง..เสียใจในรัก ไม่ว่าแบบไหน 

ก็ต้องกลับมาร้องไห้ระบายความรู้สึกกับแม่ที่บ้าน 

คิดถึงตรงนี้..จึงเห็นธรรมและมั่นใจว่า "รักที่ไม่ครอบครอง" 

รักที่ไม่มีเงื่อนไขของ "แม่" เท่านั้นที่ไม่เปลี่ยนแปลง 

ไม่ว่าลูกจะมีความรักกี่ครั้ง..ก็ตาม 

ไม่ว่าลูกจะแต่งงาน..มีหลานตัวน้อยให้แม่แล้ว..ก็ตาม 

รักของแม่ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง..แม้แต่น้อย 

ตรงกันข้ามกับรักของผู้ชาย..โดยสิ้นเชิง.. 

(คงเพราะไม่ได้เจอ  "คู่บุญ" นั่นเอง)

 

 

 

 

 

 

 

  

รักไม่จำเป็นจะต้องครอบครอง 

ธรรมะโดยท่าน ว.วชิรเมธี


1. อย่าเป็นนักจับผิด     คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง 'กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก' คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส 'จิตประภัสสร' ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี'แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข'

2. อย่ามัวแต่คิดริษยา    'แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน'
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า 'เจ้ากรรมนายเวร' ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้องถอดถอนความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น 'ไฟสุมขอน' (ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี 'แผ่เมตตา' หรือ ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล่อยให้ลอยไป

3. อย่าเสียเวลากับความหลัง   
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ 'ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น' มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ 'อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน'
'อยู่กับปัจจุบันให้เป็น' ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี 'สติ' กำกับตลอดเวลา

4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ    'ตัณหา' ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ ธรรมชาติของตัณหา คือ 'ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม'
ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลา ไม่ใช่มีไว้ใส่เพื่อความโก้หรู
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์

เราต้องถามตัวเองว่า 'เกิดมาทำไม' 'คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน 'ตามหา 'แก่น' ของชีวิตให้เจอ
' คำว่า 'พอดี' คือ ถ้า 'พอ' แล้วจะ 'ดี' รู้จัก 'พอ' จะมีชีวิตอย่างมีความสุข'

 

(อ้างอิงจาก www.luangpee.net)

"รัก"..ณ ปัจจุบัน..จึงเป็น "รักของแม่"..ที่มีให้.."ลูกออม" ค่ะ

แต่ไม่รู้จะขอบคุณ..ไม่รู้ทำอย่างไร..

ไม่รู้ว่าสิ่งไหน..จะยิ่งใหญ่ควรค่าพอ

ที่ฉันได้จากเธอ..ได้รักโดยไม่ต้องขอ

ได้รู้โดยไม่ต้องรอ..ว่า "รัก"..คืออะไร..