คุณค่าและความสำคัญของ gotoknow ในบทบาทของคลังความรู้ของประเทศ หลายคนอาจจะยังมองไม่ออกว่า เป็นอย่างไร เหมือนกับคลังสมบัติที่เก็บทรัพย์สินที่สามารถนำออกมาใช้ในยามต้องการหรือ ไม่
และเสวนาจานส้มตำในตอนนี้ สะท้อนให้เห็นว่า คลังความรู้ของ gotoknow เหมือนกับคลังสมบัติที่สามารถจะนำออกมาใช้ในยามที่ต้องการได้
หลังจากที่ชาวตลาดโต้รุ่ง 3 ท่าน คลิกย้อนกลับไปอ่านบันทึกเก่าๆ และอยากจะขอเสวนาแลกเปลี่ยนกับข้อคิดเห็นของนายรักษ์สุข (คุณปภังกร) ที่ทิ้งร่องรอยไว้ เมื่อ 8 ก.ค. 2549
และครูอ้อยกลับเข้ามาอ่านอีกครั้งและเขียนความคิดเห็นเพิ่มเติมเมื่อ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา
กับบันทึก หยิบศักยภาพของนักศึกษา ปริญญาเอกมาใช้ประโยชน์ # 3 ; การเชื่อมโยงพัฒนบูรณาการศาสตร์กับมุมมองของคุณขจิต คุณปภังกร คุณนิว ครูน้อย-สิริพร และ ผอ.บวร
คู่สนทนา 1 - “ผมมองว่า บันทึกชิ้นนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากและควรจะมีบันทึกในลักษณะนี้ออกมา อีก เป็นบันทึกเชิงวิเคราะห์รอบด้าน แล้วยังสามารถที่จะจุดขุมพลังแห่งความกระตือรือร้นของคุณปภังกรให้หลั่งไหล ออกมา เหมือนกับน้ำป่าที่ทะลักออกมา เห็นบันทึกในลักษณะนี้น้อยมากที่จะสามารถสร้างพลังให้กับบุคคลที่กล่าวถึง คือ คุณปภังกร ให้เกิดอาการไฟแห่งความรู้ลุกท่วมสมอง จนต้องปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ กับการเขียนแสดงข้อคิดเห็นคนเดียวถึง 5 ครั้งภายในเวลาใกล้ๆกัน ไม่ค่อยมีใครเขียนข้อคิดเห็นได้ถึงขนาดนี้”
นายบอน - “ดูช่วงเวลาและความถี่ในการเขียนข้อคิดเห็น เรียกว่าภายในช่วงเวลานั้น นายรักษ์สุขอยู่กับบันทึกชิ้นนี้ คิด และถ่ายทอดความรู้ออกมาในช่วงเวลานั้นอย่างเต็มที่”
(หมายเหตุ ช่วงเวลาและความถี่ในการบันทึกข้อคิดเห็น)
<h4>นาย ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ เมื่อ ส. 08 ก.ค. 2549 @ 15:06 </h4> <h4>นาย ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ เมื่อ ส. 08 ก.ค. 2549 @ 15:16 </h4> <h4>นาย ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ เมื่อ ส. 08 ก.ค. 2549 @ 15:26 </h4> <h4>นาย ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ เมื่อ ส. 08 ก.ค. 2549 @ 15:29 </h4> <h4>นาย ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ เมื่อ ส. 08 ก.ค. 2549 @ 16:09 </h4> <h4>
</h4> คู่สนทนา 2 - “อยากเขียนบันทึกในลักษณะแบบนี้ได้บ้าง เขียนข้อความที่ทำให้คนอ่านเกิดไฟแห่งความรู้ ลุกท่วมสมอง จนต้องหาทางปลดปล่อยความรู้ที่อัดแน่นออกมา”
นายบอน - “ขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่ การสนใจผู้ที่เราอ่านบันทึกอย่างแท้จริง หลายคนอาจจะอ่านเอามันส์ อ่านหาความรู้แล้วก็คลิกผ่านไป แต่ถ้าอ่านในลักษณะเข้าให้ถึงหัวใจของคนเขียน ต้องคอยอ่าน คอยสังเกต เหมือนกับเราเฝ้ามองคนที่เรารัก”
คู่สนทนา 1 - “ ที่เขียนวิเคราะห์บล็อกของทั้ง 5 ท่าน คุณขจิต คุณนิว คุณสิริพร คุณปภังกร ท่าน ผอ.บวร เป็นผมคงไม่กล้าที่จะไปวิเคราะห์ผู้ใหญ่กว่าเราถึงขนาดนั้น ทำไมถึงกล้าวิเคราะห์ล่ะ”
นายบอน - “ได้ประเมินดูเบื้องต้นแล้วว่า พวกเขาทั้งหมด เป็นบุคคลที่เปิดกว้าง และขวนขวายหาความรู้อย่างต่อเนื่อง สามารถปรึกษาหารือ ให้ข้อคิดเห็นต่อปัญหาหลายเรื่องได้ เลยลองวิเคราะห์ดู ส่วนผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ถ้าเค้าไม่ชอบก็โดนด่า ก็เท่านั้นเอง ซึ่งเค้าจะมีศิลปะและชั้นเชิงเฉพาะตัว อย่างพี่ขจิต
ในบันทึกหยิบศักยภาพของนักศึกษาปริญญาเอกมาใช้ประโยชน์ #2 ดึงศักยภาพแบบสุดๆ
กับบางคำในประโยคสั้นๆของพี่เค้า หรือคุณนิว ในบันทึก เสวนาจานส้มตำ ๗ : คิดอย่างปริญญาเอก ?
ซึ่งก็สะท้อนอะไรได้หลายอย่าง ทำให้คนอ่านคิดในมุมมองของเค้าได้หลากหลาย ทำให้ผู้อ่านมองในแง่มุมไหนได้บ้าง”
คู่สนทนา 2 - “ดูเหมือนว่ายิ่งสูงยิ่งหนาวจริงๆ คนที่อยู่สูงเสียเปรียบคนที่อยู่ในระดับล่างๆลงมา ตรงที่มีความเป็นอิสระในการจะทำอะไรได้น้อย เพราะจะมีกรอบครอบเอาไว้ อย่างการแต่งตัว และบุคลิกภาพ ถ้าแต่งตัวไม่เรียบร้อย ก็ถูกมองว่า แต่งตัวไม่เหมาะสมกับระดับการศึกษาเลย แต่บางคนที่ไม่ยึดติดกรอบ เป็นตัวของตัวเอง ไม่สนเสียงนินทา กลับเป็นคนที่สามารถแสดงศักยภาพในตัวออกมาได้อย่างสูงที่สุด เหมือนคุณปภังกร ที่ว่า ท่านเป็น กบฎทางวิชาการ แต่ซื่อสัตย์ต่อความเป็นตัวของตัวเอง และรักษาจุดยืนของตัวเองไว้ได้”
คู่สนทนา 1 - “ชอบที่ gotoknow มีข้อมูลหลากหลายสะสมไว้ กลับไปอ่านย้อนหลังได้ตลอด และกลับไปแสดงข้อคิดเห็นย้อนหลังได้ตลอดเวลา เหมือนที่นายบอนโดน ครูอ้อย “ยี้” เข้าให้ เพราะดันไปเขียนชื่อเล่นท่านผิด ว่า ครูน้อย ในบันทึกหยิบศักยภาพตอน 3 หรือบันทึกที่น่าสนใจอื่นๆ ใน gotoknow ยังสามารถกลับไปเปิดอ่านได้ มีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้บันทึกเก่าๆ ทำให้คนย้อนกลับไปอ่านได้อีก ในขณะที่มีบันทึกใหม่ๆทุกๆวัน”
นายบอน - “ในบันทึกของแต่ละบล็อก นอกจากชื่อบันทึกที่น่าสนใจแล้ว ความชื่นชอบในสไตล์การเขียนของเจ้าของบล็อกก็เป็นสิ่งสำคัญ อ่านบันทึกชิ้นหนึ่งแล้วประทับใจ เลยย้อนไปดูบันทึกอื่นๆของเจ้าของบล็อก หรือการสืบค้นหัวข้อที่สนใจ ทำให้ค้นพบบันทึกเก่าๆที่ต้องการ”
คู่สนทนา 2 - “ผมว่า บางทีบันทึกหลายชิ้น สิ่งที่เขียนออกมา ไม่ตรงใจคนอ่าน ทั้งๆที่คนบันทึกมีความรู้มากมาย นึกอะไรออกก็เขียนเรื่องนั้นลงไป ถ้าได้รู้ถึงสิ่งที่คนอ่านต้องการ น่าจะทำให้บันทึกนั้นมีประโยชน์ต่อผู้อ่านมากขึ้น”
นายบอน - “บันทึกประสบการณ์ต่างๆ ก็มีหลายเรื่องที่ตรงกับวิถีชีวิตของหลายคน ขึ้นอยู่กับว่า เขาจะอยู่ในสาขาวิชาชีพไหน “
คู่สนทนา 2 - “ผมว่า ถ้ามีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่าง 2 ฝ่าย เช่น ที่นายบอนหยิบประเด็นที่คุยกับคนอื่นที่เจอกัน มาบันทึกในแบบเสวนาจานส้มตำ เหมือนกับการสำรวจความคิดเห็นของผู้อ่านว่า สนใจเรื่องอะไร ก็นำเสนอเรื่องนั้น เพื่อให้เป็นประโยชน์และตรงใจต่อผู้อ่านมากขึ้น”
คู่สนทนา 1 - “ผมเห็นด้วยครับ ถ้าลองไปคุยกับคุณปภังกร หรือ ครูอ้อย สิริพร จะได้มุมองที่ขยายความในเรื่องนั้นๆออกมาอีก ชอบที่คุณปภังกรได้แสดงข้อคิดเห็นออกมาถึง 6 ครั้งติดต่อกันในเวลา 1 ชั่วโมง ถ้าสื่อสารกันในลักษณะถามตอบ หรือเสวนา คงจะได้ประเด็นความรู้ที่ลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น ไม่ใช่เขียนบันทึกตอนหนึ่งจบแล้ว มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนหนึ่ง แล้วก็เขียนบันทึกเรื่องใหม่ๆต่อไป ทั้งๆที่บันทึกเรื่องหนึ่ง สามารถลงลึกถึงรายละเอียด เข้าถึงแก่นแท้ขององค์ความรู้ได้อย่างลึกซึ้งทีเดียว”
นายบอน - “ผู้อ่านคงจะต้องเขียนกระตุ้น หรือขอให้เจ้าของบล็อกเขียนเรื่องที่สนใจนั้นอีก ในแง่มุมไหนบ้าง “
คู่สนทนา 1 - “อ่านแล้วอยากแลกเปลี่ยนในหลายๆประโยคกับคุณปภังกร และครูอ้อยครับ”
** * นายบอน เลยต้องจัดให้ตามคำขอครับ * * *
เจาะเวลากลับไปเสวนากับนายรักษ์สุขเมื่อเดือนที่แล้ว
ซึ่งนายบอนได้ทำการจดประเด็นสำคัญๆเอาไว้ด้วย ทำให้บันทึกชิ้นนี้ ได้ประเด็นเกือบครบถ้วนจากบันทึกเสวนาจานส้มตำตอนก่อนๆมากทีเดียวครับ
////////
คุณปภังกร - “ผมตั้งใจที่จะเรียนรู้จากทุก ๆ คน ผมไม่เคยจำกัดการเรียนรู้จากสิ่งใด ๆ เรา ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ทุก ๆ สิ่งทุกอย่างสามารถทำให้เราเรียนรู้ได้ทั้งนั้นเลยครับ โดย เฉพาะคน ผมเรียนรู้จากทุก ๆ คน ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา ผมให้เคารพในความรู้ของแต่ละคน ที่มีประสบการณ์และความรู้ฝังลึกในแต่ละคนเท่า ๆ กัน”
คู่สนทนา - 1 “ไม่เคยได้ยินครูหรือนักวิชาการคนไหนพูดแบบนี้ให้ได้ยินเลยครับ เห็นมีแต่อวดภูมิความรู้ และบอกให้ชาวบ้านว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ บางช่วงก็เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็นพอสมควร แต่สุดท้ายเขาก็บอกว่า ความคิดของเขาดีกว่า ตรงตามหลักวิชาการที่ได้ผ่านการ
กลั่นกรองมาแล้ว”
คุณ ปภังกร - ““นับตั้งแต่ที่ผมได้ยินเรื่อง KM ผมก็เริ่มนำไปใช้เลยครับ ไม่เคยได้อบรม แต่มีจุดหลักอยู่อย่างเดียวตอนนั้นว่า “เราต้องเชื่อมั่นว่าทุก ๆ คนมีความรู้” ผมก็เลยเริ่มนำไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของนักศึกษาปริญญาตรี เด็ก ๆ เนี่ยแหละครับ ผมเชื่อมั่นว่า เขามีความรู้ และบางครั้งมีความรู้ในบางสิ่งบางอย่างมากกว่าผม”
คู่สนทนา 2 - “อยากให้ครูที่เคยสอนผมเป็นแบบนี้บ้างจัง แต่ดูเหมือนว่า ตัวเราจะด้อยกว่า มีความรู้น้อยกว่า ถ้าเป็นความรู้ในหนังสือเรียนแน่นอนว่า เราไม่รู้เท่าครูผู้สอนแน่นอน เพราะท่านสอนเรื่องนั้นมาตั้งหลายปี พ่อก็เคยบ่นว่า เรื่องพวกนั้นเรียนไปทำไม อย่างเรื่องตรีโกณมิติ ไม่เห็นจะใช้ประโยชน์อะไรได้เลย เวลาขายก๋วยเตี๋ยวไม่เห็นต้องใช้เรื่องตรีโกณมิติซักหน่อย”
คุณปภังกร - “….แม้แต่กระทั่งเรื่องของการบริหารธุรกิจ ซึ่งผมเรียนจบปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจ แต่ผมก็ยังเชื่อว่า นักศึกษาปริญญาตรีเนี่ยแหละ เขาก็มีความรู้ในการทำธุรกิจบางสิ่งบางอย่างมากกว่าผม เพราะเขามีประสบการณ์ เคยทำมากับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเกษตร การทำไร่ ทำนา ทำสวน เลี้ยงปลา ทุกอย่างเป็นธุรกิจหมดเลยครับ ผมก็ได้เริ่มเรียนรู้จักเด็กนักศึกษา แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ผมเคยสัมผัสมาแต่หนังสือ ทฤษฎี ทดลองเล็ก ๆ น้อย ๆ ศึกษาดูงาน ที่โน่นที่นี่ แต่เด็กเหล่านี้เขาได้สัมผัสจริง ๆ สัมผัสกับงานของพ่อแม่ ครอบครัวของเขา เขาได้เจอพ่อค้าคนกลางขูดรีดเอารัดเอาเปรียบ พ่อแม่เขามีวิธีการเจรจาต่อรองอย่างไรล่ะ ตอนนั้นทำให้ผมหลงไหลและรักในการจัดการความรู้มาก ๆ เลยครับ เพราะเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก ที่ทำให้การเรียนการสอนเป็นสิ่งที่สนุก เราไม่ได้เอาทฤษฎีและประสบการณ์ของเราไปให้เขาอย่างเดียว แต่เราได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในชุมชน สังคมกับเขาด้วยครับ”
คู่สนทนา 2 - “ได้อ่านข้อความนี้ของคุณปภังกรแล้ว รู้สึกปลื้มครับ แต่ก่อนนึกอยู่เสมอว่า เราขาดความรู้ หากอยากมีความรู้ต้องไปเรียนต่อในระดับปริญญา ผมก็เคยสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมคนที่ไม่มีโอกาสเรียนระดับปริญญาเขาก็สามารถทำงาน เลี้ยงดูครอบครัวให้มีความสุขได้ แต่คนที่เรียนปริญญาซะอีก กลับไม่ค่อยจะมีเวลาในการให้ความสุขกับคนในครอบครัวมากนัก เพราะทำงานหนักมากๆ แต่ข้อความที่คุณปภังกรเขียนออกมานี้ อ่านแล้วรู้สึกภูมิใจในตัวเองครับ ถึงแม้ว่า เพื่อนๆของผมจะดูถูกว่า ผมคิดผิด ที่ไม่ไปเรียนต่อในระดับปริญญา แต่กลับมาทำงานที่ดูเหมือนจะขาดความมั่นคงในชีวิต ข้อความของคุณปภังกรช่วยทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมากๆครับ และไม่อายใครอีกแล้ว ที่ตัดสินใจเลือกทางเดินของชีวิตด้วยแนวทางของตัวเอง”
คุณปภังกร - “และอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือ
ผมอยากกราบขอบคุณ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช มาก ๆ เลยครับ ที่ได้นำแนวความคิดนี้มาใช้ในสังคมไทย
เพราะ คนไทยเรียนรู้จากสิ่งต่าง ๆ มาเยอะครับ เรียนรู้จากทุก ๆ ประเทศในโลก เสียต้นทุนในการเรียนรู้เยอะมาก ค่าเรียน อบรม เดินทาง ไปราชการ ค่าเบรค อาหารกลางวัน ค่าที่พัก โรงแรม เยอะมาก ๆ แต่ไม่ได้นำมาใช้เท่าที่ควร พอจะนำไปใช้ เอ้า! มีทฤษฎีใหม่ ๆ มาอีกแล้วเปลี่ยน ๆ อันเก่าไม่ดี เอาอันใหม่ แต่พอมีการจัดการความรู้ ทำให้ทุก ๆ คน ทุก ๆ หน่วยงาน องค์กร ได้นำทุนเดิมมาใช้อย่างจริงจัง นำสิ่งที่ตนเองมีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะยิ่งมี Gotoknow ทำให้ความรู้จากทุก ๆ คนทุกสารทิศ ระเบิดออกมาอย่างมีพลังมาก ๆ เลยครับ”
คู่สนทนา 1 - “ เวลาที่อ่านหนังสือพิมพ์ในห้องสมุดประชาชน รู้สึกงงเหมือนกันที่ว่า ทำไมถึงมีเรื่องใหม่ๆออกมากมายนัก ผมพยายามศึกษาเรื่องการจัดการ อ่านจากบทความในหนังสือพิมพ์ มีแต่ศัพท์ใหม่ๆ เรื่องใหม่ๆเยอะมาก อย่าง Six Sigma , TQM, QC ฯลฯ ผมก็พึ่งรู้จากที่คุณปภังกรเขียนว่า แม้จะมีเยอะ แต่ไม่ค่อยได้นำมาใช้ เสียต้นทุนไปเฉยๆ คุณปภังกรได้สรุปประเด็นออกมาให้เห็นภาพที่เข้าใจง่ายครับ gotoknow มีพลังมากจริงๆ”
คุณ ปภังกร - “ผม เคยได้ฟังอาจารย์ท่านนึงเล่าให้ผมฟังว่า ท่านเนี่ยเป็น ดร. จบจากต่างประเทศ แต่สิ่งที่สามารถสอนท่านได้ ทำให้ท่านคิดในสิ่งที่ไม่เคยคิดได้ นั่นก็คือ “สุนัข” ท่านบอกว่า แม้แต่สุนัขก็สอนเราได้ มี ครั้งนึงท่านกำลังรีบมาก ๆ จะไปสอนหนังสือ ของเข่าก็พะลุงพะลัง รีบวิ่งขึ้นไปสอนให้ทัน แต่ในขณะที่เดินไป ผ่านสุนัขตัวหนึ่ง มันนอนอยู่ พอมันเห็นอาจารย์เดินมา มันก็เงยหน้าขึ้นมาดู แล้วก็มอบตาปริบ ๆ แล้วมันก็นอนลงไปอย่างเดิมอาจารย์บอกว่า สุนัขมันคงคิดว่า พวก “คน” เนี่ย มันจะรีบไปไหนของมัน ช้า ๆ ก็ได้ ห้องเรียนไม่หนีไปไหนหรอก อาจารย์ก็เลยคิดขึ้นได้ว่า เอ่อ เราจะรีบไปทำไมกัน เดี๋ยวก็หกล้มหกลุก สุนัขก็สามารถทำให้เรามีสติได้เหมือนกัน”
คู่สนทนา 1 - “ผมเคยสงสัยเหมือนกันว่า ที่ผู้บริหาร ครู อาจารย์หลายท่านทำอะไรหลายๆอย่างนี่ เขาทำไปเพื่ออะไรกัน พวกผมทำได้แค่ทีละอย่างๆ แต่เราก็พอใจในสิ่งที่เราทำ เคยสงสัยว่าการศึกษา ทำให้คนเราเกิดความต้องการมากขึ้น อยากทำอะไรมากขึ้น คิดมากขึ้น ฟุ้งซ่านมากขึ้นหรือเปล่า หลายท่านหาเงินให้ได้มากๆเข้าไว้ แต่สุดท้ายเมื่อตายไป ก็เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง แล้วจะดิ้นรนขวนขวายทำอะไรที่มากเกินไปทำไม “
คู่สนทนา 2 - “ ประเด็นนี้ ดูแล้วเหมือนกับท่านเหล่านั้นเพี้ยนจริงๆ เหมือนกับว่า ถ้าไม่ได้ทำสิ่งนั้น โลกนี้จะล่มสลาย ฟ้าถล่ม ดินทลายไปตอนนั้น เห็นนักวิจัยหลายคนเข้ามาเก็บข้อมูล พอได้ยินหัวเรื่องที่เค้ากำลังทำ สงสัยเหมือกันว่า เค้าทำไปทำไม มันได้ประโยชน์จริงหรือเปล่า เพราะเคยเห็นนักวิจัยที่เข้ามาเก็บข้อมูลในพื้นที่ ชื่อเรื่องฟังดูมีประโยชน์มาก แต่ผ่านไปแล้ว 2 ปีกว่า ไม่รู้ว่า ข้อมูลนั้นเอามาใช้ประโยชน์กับชุมชนหรือยัง”
นายบอน - “งานวิจัยหลายชิ้นมีวัตถุประสงค์เจาะจงเฉพาะกลุ่มตัวอย่าง เฉพาะกรณี ไม่ได้ครอบจักรวาลแบบนั้น “
คู่สนทนา 1 - “ มีบันทึกเก่าๆอีกหลายเรื่องในหลายบล็อกที่อยากให้หยิบมาขยายผลอีกครั้งบ้าง เมื่อเวลาผ่านไปน่าจะให้มุมมองที่แตกต่างออกไปนะ เพราะแต่ละช่วงเวลามีความเปลี่ยนแปลงตลอด ความรู้ในวันวาน อาจจะช่วยเตือนสติ หรือให้ข้อคิดในปัจจุบันนี้ได้บ้าง”
นายบอน - “อยากจะหยิบบันทึกในบล็อกของใครมาขยายผลอีกบ้าง”
คู่สนทนา 2 - “ Dr.ka-poom, คุณจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร, คนไร้กรอบ, โอ๋-อโณ, พี่เม่ย, คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, คุณสิริพร กุ่ยกระโทก”
คู่สนทนา 1 - “อยากให้นายบอนเขียนในสไตล์ หยิบศักยภาพ # 3 ในแบบที่คุณปภังกรบอกว่า ได้อ่านบันทึกนี้ เหมือนกับได้ไป Shopping ความรู้จากทุก ๆ บันทึกเลยครับ อยากให้จับบล็อกของ คุณชายขอบ, JJ, ดร.จันทวรรณ, คุณออต, panda, นายก็อต, เภสัชกรประชาสรรค์, ดร.ธวัชชัย, คุณพิไล Dr.ka-poom และคนที่คู่สนทนา 2 เสนอไว้ เอามาเขียนวิเคราะห์ทุกคนเลย”
นายบอน - “รุ่นใหญ่ทั้งนั้น !! แต่คงเขียนวิเคราะห์ได้แค่ 3-4 ท่านเท่านั้นแหละ ไม่มีเวลามากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว “
คู่สนทนา 2 - “ทุกบันทึกมีสาระประโยชน์มากครับ ถ้าหยิบมาขยายผลต่อได้ จะทำให้ได้ความรู้ที่ลึก และเสริมสร้างความรู้ให้กับคนอ่านได้มากขึ้น”
และนี่คือเสวนาจานส้มตำในแบบที่ครบเครื่องครับ เพราะมีทั้งการจดบันทึกประเด็นสำคัญๆไปพร้อมกัน สิ่งที่สังเกตได้อย่างหนึ่ง คือ ความเปลี่ยนแปลงของคู่สนทนาทั้ง 2 ที่ใช้สำนวนที่ดีขึ้น ซึ่งพวกเขาได้ติดตามอ่าน gotoknow มาได้เกือบ 2 เดือนแล้ว ความคิด+มุมมองต่างๆของเขาเติบโตขึ้นจากการอ่านคลังความรู้ gotoknow แห่งนี้
และในตอนท้าย ยังได้รู้อีกด้วยว่า พวกเขาเป็นแฟนประจำของบล็อกไหนบ้าง !!!
เสวนาจานส้มตำ ๘ : คุณค่าของคลังความรู้ การเจาะเวลากลับไปเสวนากับนายรักษ์สุข เมื่อเดือนที่แล้ว
ทุกบันทึกมีสาระประโยชน์มากครับ ถ้าหยิบมาขยายผลต่อได้ จะทำให้ได้ความรู้ที่ลึก และเสริมสร้างความรู้ให้กับคนอ่านได้มากขึ้น
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นุชนาถ · 4 ส.ค. 2549
นายบอน@kalasin · 4 ส.ค. 2549
นายบอน@kalasin · 4 ส.ค. 2549
นายบอน@kalasin · 4 ส.ค. 2549
นายบอน@kalasin · 4 ส.ค. 2549
ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณนายบอนเป็นอย่างยิ่งเลยครับที่หยิบประเด็นของนายรักษ์มาถอดได้อย่างถึงกึ๋นเลยครับ
ประเด็นถัดมา ขอมอบรางวัลสุดยอดขวัญใจเด็กตลาดโต้รุ่งให้ไปเลยครับ เยี่ยมมาก ๆ เลยครับ นายบอนเป็นขวัญใจทุก ๆ คนจริง ๆ ครับ
ประเด็นที่สาม ขอมอบรางวัลคุณเอื้อยอดเยี่ยม คุณอำนวยยอดเยี่ยม และคุณลิขิตยอดเยี่ยมให้กับนายบอนครับ ที่ทั้งเอื้อให้เกิดเสวนาจานส้มตำเกิดขึ้นอย่างมีคุณค่าและทรงพลัง โดยใช้ทุน "ส้มตำ" ทุนง่าย ๆ ที่อยู่กับสังคมไทยมานานครับ ยอดเยี่ยมมาก ๆ ครับ รวมทั้งเป็นผู้อำนวยกระบวนการเสวนา ตั้งประเด็นคำถามได้อย่างถึงใจ มีสมาธิตั้งมั่นในการจัดกระบวนการอย่างยอดเยี่ยมครับ สุดท้ายสกัด จับประเด็นได้อย่างละเอียดมาก ๆ ครับ อ่านแล้วเหมือนกันไปนั่งอยู่ในวงเสวนาด้วยเลยครับ ขาดอย่างเดียวก็คือนึกถึงรสชาดส้มตำไม่ออกครับ ว่าจะอร่อยสักแค่ไหน
ประเด็นที่สี่ ขอชื่นชมคู่สนทนาที่ 2 ครับ ที่เข้าใจถึงคุณค่าของ "ความรู้" มากกว่านักวิชาการอีกหลาย ๆ ท่านครับ เพราะความรู้ไม่ได้มาจากใบปริญญาเท่านั้นครับ การเป็น "บัณฑิต" คือคนที่ทำในสิ่งที่ถูกต้องครับ ดังนั้นผมขออนุญาตเรียกคู่สนทนาที่สองว่า "บัณฑิตตลาดสด" ผู้ที่เข้าใจถึงความรู้อันแจ่มแจ้งและแท้จริงครับ
ประเด็นที่ห้า ขอชื่นชมคู่สนทนาที่ 1 ครับ ที่สะท้อนมุมมองนักวิชาการไทยที่รับเอาทฤษฎีต่าง ๆ เข้ามาเยอะแยะ รับมารู้มาแต่ไม่ทำเลยครับ จริง ๆ อย่างที่คู่สนทนาที่ 1 บอกครับ ทฤษฎีเยอะมาก TQM 6 Sigma เยอะแยะเต็มไปหมดเลยครับ ผมเคยสอนวิชาบริหารมาสี่ปี ยังจำทฤษฎีได้ไม่หมดเลยครับ รวมถึงตอนเลิกสอนมาแล้ว วันนั้นไปคุยกับพี่คนหนึ่งที่ทำงานบริษัทอยู่ เขาบอกว่ามีทฤษฎีใหม่มาอีกแล้ว ฟังแล้วเศร้าเลยครับ
ประเด็นสุดท้าย ขอปรบมือและชื่นชมกับทุก ๆ ท่านใน Gotoknow ครับ ไม่ว่าจะเป็น Dr.ka-poom, คุณจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร, คนไร้กรอบ, โอ๋-อโณ, พี่เม่ย, คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, คุณสิริพร กุ่ยกระโทก คุณชายขอบ หรืออีกหลาย ๆ ท่านมิได้เอ่ยชื่อครับ
ทุก ๆ ท่านได้ร่วมกันรังสรรค์ความงดงามให้กับชีวิตและสังคมอย่างมาก ๆ ครับ
ดังนั้นผมขอมอบรางวัล "คนใจดี" ให้กับทุก ๆ ท่านเลยครับ
ความฝันมี ปรบมือดัง ลั่นสนั่นหู
เปิดเว็บ gotoKnow ดู พบว่ามี คนบ่นถึง
พิสูจน์ว่า ใครหนอ อ้อนายบอนวอนคนึง
พูดสุดซึ้ง ถ้อยวาจา พาอาวรณ์
ขอบคุณคุณปภังกรกับการปรบมือ เหมือนชาร์ทแบตให้หลังจากอ่านบันทึกคู่สนทนาของนายบอนขวัญใจตลาดโต้รุ่งจนหมดแรง
เก็บประเด็นให้ gotoKnow และทีมงานวิจัยให้อย่างดีเยี่ยม
นับว่าทำหน้าที่เป็น key informant ได้ดีเยี่ยมเช่นกัน
ขอบคุณนายบอนที่สะท้อนความคิด จุดประกายต่อมความคิดให้
ขอบคุณทุกคนค่ะ
นายรักษ์ สุข (คุณปภังกร)ครับ
ส่วนหนึ่งที่ทำให้มีการต่อยอดความคิดออกในมารูปแบบนี้ ก็มาจากข้อคิดเห็นที่ให้สาระและประเด็นอย่างเต็มที่ครับ รวมทั้งประเด็นข้อคิดเห็นถึง 6 ประเด็น ก้ไม่แน่นะครับว่า ในอนาคต ทั้ง 6 ประเด้น อาจจะกลายเป็นเสวนาจานส้มตำอีกตอนหนึ่งก็ย่อมได้
รางวัลสุดยอดขวัญใจนั้น เกิดจากบันทึกต่างๆใน gotoknow นี่เองครับ ถ้าไม่มีสาระความรู้ต่างๆ คู่สนทนาทั้ง 2 ย่อมม่สามารถที่จะมีประเด็นแลกเปลี่ยนกันได้อย่างแน่นอนครับ
เสวนาส้มตำ ก็เหมือนกับการพบปะพูดคุยกันในช่วงสบายๆ กับการรับประทานอาหาร ที่มีส้มตำเป็นอาหารหลัก เวลาเจอกัน ก็คุยกันไป แล้วก็หยิบยกมาบันทึก ซึ่งก้เป็นวิถีชีวิตปกติในสังคมอยู่แล้วครับ เพียงแต่มาปรากฏใน gotoknow ซึ่งผู้เขียนบันทึกส่วนใหญ่ จะบันทึกจากประสบการณ์ องค์ความรู้ หน้าที่การงาน ฯลฯ
ประเด็นที่ 4 และ 5 นั้น นายรักษ์สุขวิเคราะห์ได้ถึงแก่นจริงๆครับ จากความคิดที่นำมา สามารถที่จะวิเคราะห์ออกได้ว่า คู่สนทนาคนที่ 1 กับ คนที่ 2 มีความเข้าใจใจแง่มุมไหนบ้าง คู่สนทนาคนที่ 1 จบบริหารธุรกิจมาครับ ถือว่า นายรักษ์สุข แกะรอยได้ถูกทางเหมือนกันนะครับ
ครูอ้อยครับ (เขียนชื่อถูกนะครับ ไม่ได้ "ยี้ "ซะแล้ว)
ขอบพระคุณมากครับ สำหรับบทกวียามราตรี ตอนตี 1 เขียนสำนวนได้โดนใจแบบนี้ คาดว่า คราวต่อไป เสวนาจานส้มตำ จะเป็นการเจาะเวลากลับไปเสวนากับครูอ้อยรึเปล่าเนี่ย!!!!