ณ โต๊ะกินข้าว บ้านพักข้าราชการฯ ขอนแก่น
วันเสาร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔
กราบสวัสดีค่ะครู วันนี้เป็นวันที่ติ๋วได้นั่งทบทวนกับตนเองเรื่องกิจวัตร ทุกวันนี้ยังอยู่เพียงการทำวัตรเช้า-เย็น และเขียนจดหมาย แถมเนื้อหายังกระพร่องกระแพร่ง (ศีลข้อ ๔ ด่างพร้อย เพราะไม่ตั้งมั่นดังคำพูดที่เอ่ยไว้) ความโกรธปะทุแล้วก็ไม่ดู ศีลข้อ ๑ ด่างพร้อยเบียดเบียนตนเบียดเบียนผู้อื่น ศีลข้อ ๕ ด่างพร้อยเพราะความหลง วันนี้ตั้งใจไปกราบคารวะสังขารหลวงตา ขอขมาและขอความเมตตาจากท่าน ติ๋วขับรถเลยช่วยเลี้ยวเข้าวัด จึงต้องไปกลับรถ แต่ปรากฏว่ามีรถออรอกลับเยอะมาก ๆ ค่ะ อยู่ดี ๆ มีรถตำรวจคันหนึ่ง เอารถจอดขวางไว้หนึ่งเลนส์เปิดช่องให้กลับรถได้ง่ายและให้รถทางตรงให้อีกหนึ่งเลนส์ รู้สึกซาบซึ้งใจในความเมตตาของท่านจนแทบน้ำตาไหล กราบระลึกถึงองค์หลวงตา พอเลี้ยวถึงทางเข้าวัด ระลึกถึงครูเพราะทุกครั้งที่มาวัดนี้ก็มากับครู หลายอย่างเปลี่ยน ที่ ๆเคยเป็นทุ่งนา ถูกปรับเป็นไปลานจอดรถ ใจระลึกว่า
“จอดยังไงก็ได้ให้เดือดร้อนผู้อื่นน้อยที่สุด”
น้อมปฏิบัติภาวนา ปฏิบัติบูชาครูบาอาจารย์ ขณะที่สิ่งเหล่านี้ปรากฏขึ้นมาในใจ ก็ระลึกว่า
“สิ่งเหล่านี้ได้รับการปลูกฝังมากจากครู”
เดินตามป้ายบอกทาง เพราะเป็นเส้นทางตัดใหม่ค่ะครู มีการทำสะพานเหล็กข้ามคลองไว้หลายจุด ดูเหมือนยังไม่เสร็จดี แต่ก็พอใช้งานได้ มีการกองดินเป็นชั้น ๆ สูงประมาณศาลาหน้าวัด ใจระลึกว่า
“คงเป็นตำแหน่งสร้างพระเมรุ”
มองการทำงานของช่างแล้วก็ระลึกอนุโมทนาสาธุ พอถึงประตูหน้าวัด เข้าไปกราบระลึกขอขมาองค์หลวงตาครูค่ะ ผู้คนจำนวนมากต่อแถว แต่ติ๋วแวะเข้าห้องน้ำก่อน ในห้องน้ำมีป้ายเขียนว่า
“กรุณาถอดรองเท้า”
จิตชั่ว ๆ มองเข้าไปเห็นดินนึกตำหนิ แล้วก็ย้อนมองเท้าตนเอง จึงถอดถุงเท้าและรองเท้า แล้วก่อนเข้าไป สารภาพตามตรงค่ะ ถ้าไม่มีสติ ก็คงใส่รองเท้าเข้าไปเช่นกันเพราะกลัวถุงเท้าเปียก แต่อยู่ดี ๆ ก็มีเสียงว่า
“สถานที่ของครูบาอาจารย์ท่านให้มาละ มาฝึกตน”
เหมือนตัวชั่วมันชะงักค่ะครู พอถอดถุงเท้ารองเท้า แล้วก็เข้าไปจัดแจงล้างห้องน้ำให้สะอาดแล้วค่อยทำธุระ พอเดินออกมา คนต่อไปจะเข้าเขาก็ถอดรองเท้า ได้เรียนรู้กับตนเองว่า คนเราไม่จำเป็นต้องตำหนิหรือพร่ำบ่น แค่ลงมือทำเลย แก้ไขที่ตนเองเลย แล้วจะดีเอง
มานึกย้อนรู้สึกขอบพระคุณที่คนก่อนหน้าได้ให้โอกาสได้ฝึกตนค่ะ
เดินย้อนมาที่หน้าวัด มีการเข้าแถวสี่แถวที่ยาวถึงหน้าประตูวัด จึงเดินเข้าไปต่อท้าย อากาศค่อยข้าง ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ ระหว่างเข้าแถวรอคิวพยายามภาวนาปฏิบัติบูชาไปด้วย ผู้คนมากมายหลากหลายรูปแบบ ใจระลึกขอบพระคุณเหล่าทหารที่คอยเอาแอมโมเนียมาแจก คอยให้คำแนะนำในการจัดคิว ผู้ชนยืนสลับกับเดินอยู่ชั่วโมงกว่า ๆ แล้วกาลเวลาที่รอคอยก็มาถึง เหมือนหายเหนื่อยเลยค่ะครู ได้ขึ้นไปกราบสังขารท่านบนศาลา
ครูค่ะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ขึ้นชั้นบนของศาลา สาธุ อยู่ภายในความเมตตาขององค์ท่าน กราบข้างหน้าแล้วก็ถอยออกมาข้าง ๆที่ไม่ค่อยมีคน มองเห็นห้องภายในชัดเจน จึงก้มลงกราบอีก แม้จะมีบางขณะที่รู้สึกเศร้าแต่ก็รู้สึกอิ่มอยู่ภายในค่ะครู ไม่นานก็เดินลงศาลา มีลุงคนหนึ่งเดินมาบอกว่า พระอาจารย์ท่านจะขึ้นมาหยุดก่อน จึงได้โอกาสให้ทางพระที่ท่านเดินขึ้นและเดินลงก่อน แล้วจึงค่อย ๆ เดินกลับออกมาเอารองเท้าที่ถอดไว้ด้านหน้า ระหว่างทางมีเรื่องมหัศจรรย์ค่ะครู ติ๋วเจอพ่อแม่เพื่อนสนิทที่ไม่เจอกันนานมาก ๆ เมื่อก่อนท่านแวะมาเยี่ยมติ๋วที่บ้านพักบ่อย ๆ ท่านน่ารักมากเห็นต้นไม้ที่บ้านรกท่านก็จัดการแต่งกิ่งให้ ยังระลึกถึงท่านแม้ไม่ได้เจอหลายปีเพราะท่านอยู่ชัยภูมแล้วเพื่อนติ๋วอยู่กรุงเทพ ท่านกำลังเข้าคิวรอขึ้นไปกราบ พอแม่จำได้ ท่านกระโดดขึ้นมากอดอย่างดีใจ แล้วติ๋วก็ลาท่านทั้งสอง แล้วก็เดินทางกลับ ตลอดเส้นทางติ๋วรู้สึกและรับรู้กับตนเองว่า
“การเดินทางบนเส้นทางนี้เป็นการเดินทางคนเดียว หากไม่มาเอง ไม่เดินเองก็ไม่มีทางมาถึง การที่มาถึงที่นี่ได้ก็เพราะมีครูเป็นผู้นำทางมา”
พอกลับมาถึงบ้าน ติ๋วเดินไปที่สนามคัดกิจวัตรของตนเองที่ตั้งใจน้อมนำมาปฏิบัติ มีเสียงว่า “มันแน่นเกินไปไหม” แต่ก็มีเสียงบอกว่า
“ลองดู ต้องเข้ม ๆไว้แล้วค่อย ๆปรับไป”
กิจวัตรที่ตั้งใจกับตนเอง จ-พฤ คือ
ตีสี่ ตื่นนอน ทำวัตรเช้า
ตีห้า เขียนบันทึกเกี่ยวกับงาน
ตีห้าครึ่ง ออกกำลังกาย
หกโมงครึ่ง รดน้ำต้นไม้ / ปลูกสมุนไพรในสวน
เจ็ดโมงครึ่ง อาบน้ำ
แปดโมงเช้า ไปทำงาน
แปดโมงครึ่งถึงสี่โมง ทำงาน
สี่โมงเย็น เช็คเมลล์/อ่านบันทึก
ห้าโมงเย็น ไปออกกำลังกาย
หกโมงเย็น รดน้ำต้นไม้
หนึ่งทุ่ม อาบน้ำทำวัตรเย็น
สองทุ่ม เขียนบันทึก “จดหมายถึงครู”
สามทุ่ม เข้านอน
-------------------------------------------
พอวันนี้ปรับเอามาลองใช้ วิ่งประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วก็ผ่อนคลายประมาณสิบนาที ลงสวนไปตอนบ่ายห้าโมงสี่สิบห้า รดน้ำ/ปลูกต้นไม้ไปไม่นาน หกโมงครึ่งก็มืดแล้วค่ะครู พอเข้ามาในบ้านติ๋วก็ดันเปิดคอม ก่อนอาบน้ำ ทำให้กว่าจะได้ทำวัตรเย็นก็ทุ่มยี่สิบ มีคาดเคลื่อนบ้างก็พอได้ พอทำวัตรเสร็จ แวะชงโกโก้หายไปอีกยี่สิบนาที กว่าจะได้เริ่มเขียน “จดหมายถึงครูก็สองทุ่มยี่สิบ” กว่าจะเขียนเสร็จถึงตอนนี้ก็สามทุ่มครึ่งละ ศิษย์จะค่อย ๆ ปรับไปนะคะครู รักและเคารพครูทุกขณะ ติ๋ว
ปล. เหมือนโดนสอบเลยค่ะครู เพียงแค่ตั้งใจก็เจออุปสรรค เน็ตที่เคยใช้งานได้ก็มาใช้ไม่ได้ ต้องต่อผ่านมือถือแทน แต่ก็จะพยายามเจ้าค่ะ
จิตที่ตั้งมั่นหายไปไหนล่ะ ไหนว่าเราจะพาพ่อกับแม่มาด้วย...
พ่อกับแม่น่ะ ต้องยกเหนือหัวเลยนะ...
...
พอดีน้าราญไม่สะดวกเดินไกล
เลยทำให้เป็นข้ออ้างของกิเลส
จะน้อมนำไปแก้ไขปรับปรุงเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณค่ะ
เป็นข้ออ้างของกิเลสอย่างไรเหรอ...
ก็ตอนแรกว่าจะไปกันตั้งแต่วันอาทิตย์ แต่สปีดการขับรถติ๋วค่อย ๆ แผ่วเพราะขับมือเดียว มาถึงขอนแก่นก็ดึกแล้ว จึงปรับแผน คืนนั้นกว่าจะกลับถึงบ้านก็ห้าทุ่ม เลยพลอยทำให้ที่จะไปจังหันเช้าก็พับไปด้วย ตอนก่อนเข้านอนที่คุยกันกับน้าราญก็พับไปเช่นกัน เช้าวันแผน คืนนั้นกว่าจะกลับบ้านจันทร์ ก่อนออกจากจากบ้านแวะไปหาน้าราญถามว่า “ไปด้วยกันเลยไหม” พอท่านบอกว่า กลัวว่าเดินไกลแล้วไม่ไหว (ท่านใส่ขาเทียมข้างหนึ่งค่ะ) เพราะเคยเดินแล้วครั้งก่อน ๆ พอน้าราญไม่ไปแม่ก็เลยไม่ไป ติ๋วก็เลยใช้ท่านเป็นข้ออ้าง และไปจัดการหน้าที่อื่น ๆที่ได้รับมอบหมาย แต่ในใจก็รอจังหวะที่จะขับรถไป ดูเหมือนปัญญาไม่มีค่ะ ที่จะให้มีคนช่วยขับแทน พอตนเองไม่ไหวก็เลยยื้อมาจนถึงวันเสาร์ ตั้งใจกับตนเอว่า “ต้องไป” ถ้ากลับบ้านอาจจะไม่ได้ไป จึงไม่กลับบ้านเพราะหากเป็นวันเสาร์ที่บ้านจะไม่ค่อยไปไหนเป็นตลาดนัด ถ้าจะไปก็คือ “วันอาทิตย์”
ระหว่างที่ยังไม่ได้ไป เหมือนภายในบีบคั้นอยู่เสมอว่า “ต้องไป” พอมีจังหวะเลยคล้ายตัดช่องน้อยแต่พอตัวค่ะ
ที่ว่าเป็นข้ออ้างของกิเลสเพราะ ถ้าตั้งใจจริง ๆ วันจันทร์ก็สามารถไปได้ ถ้าออกแรงมากกว่านี้ทั้งน้าราญและแม่และญาติท่านอื่น ๆ ก็คงร่วมทางไปด้วยค่ะ แต่ตอนนั้น ติ๋วมัวแต่กังวลกับอนาคต กับหน้าที่ ๆ ได้รับมอบหมายเกรงว่าจะไม่ทัน นี่ก็เป็น ข้ออ้างอีกเช่นกันค่ะ
ดูเหมือนว่า กิเลสมันฉลาดจังเลยนะคะ ไม่ว่ามีช่องตรงไหน มันก็โผล่มาทุบหัวได้แบบไม่ให้ตั้งตัวเลยทีเดียวค่ะ
อธิบายมาทั้งหมดก็คือ...กิเลส?
ขอโอกาสเจ้าค่ะ
เป็นข้อแก้ตัวว่า “หนูไปไม่ได้เพราะอะไรค่ะ”
รู้สึกกับตนเองว่า “ถ้ายอมรับ จะไม่มีข้อแก้ตัว ไม่มีข้ออ้างค่ะ”
ทบทวน ณ ขณะนี้ อะไรเป็นเหตุให้พยายามหาข้อแก้ตัว?
คำตอบนี้ยังไม่แน่ใจกับตนเองว่า
"คิดได้ด้วยสมองหรือภายในค่ะว่า มีตัวหนูอยู่เลย พยายามหาข้ออ้างค่ะ”
กราบขอบพระคุณค่ะ