ณ บ้านพักข้าราชการฯขอนแก่น

วันพฤหัสบดี ที่ ๓ เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔

กราบสวัสดีค่ะครู

            การงานของวันนี้ กับสิ่งที่ตั้งใจทำและทุ่มเทมาก แม้ตอนที่ได้รับมอบหมายจะรู้สึกขุ่นมัวแต่ก็อดทนทำ เมื่อมีการวางแผนเตรียมการไปส่วนหนึ่ง เมื่อเช้ารายงานความคืบหน้าผู้บังคับบัญชา ท่านพูดเหมือนปราย ๆ ว่า “เลื่อนไปก่อน เลื่อนหลบของพี่คนหนึ่งไปก่อน” รู้สึกอึ้งมีเสียงดังขึ้นว่า “อะไรพอจะเอาก็เร่ง ๆ แต่พอจะไม่เอาหรือเลื่อนก็ไม่ถามสักคำ” แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เดินเอื่อย ๆ ออกไปจากจุดนั้นด้วยความรู้สึก “เสียใจ” ค่ะครู นั่งพิจารณาอยู่เงียบ ๆก็เห็นช่องทางว่า “ดีแล้ว” วิทยากรที่ติดต่อตั้งใจให้ท่านมาบรรยายให้คนทำงานฟัง ไม่สำคัญนี่ว่า “ใครจัด” แต่โทสะก็จะปรากฏขึ้นมาให้เห็นทุกครั้งที่คิดถึงงานหรือหน้าของผู้บังคับบัญชา บ่ายถูกถามว่า “ที่ไปอบรม 7 habits” เป็นอย่างไรบ้าง มองย้อนในตนเองแล้วเอ่ยว่า “ก็ดีพี่แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจ่ายแพงคนละตั้งสองหมื่นต่อหัวต่อคน” ทั้งคำพูดและน้ำเสียงดูแข็งกร้าวมากค่ะครู รู้สึกตกใจกับตนเองที่เอาความขุ่นมัวเจือไปตรงนั้น ดูเหมือนยิ่งคุยก็ยิ่งเจือด้วยโทสะ แม้ภายนอกจะไม่ได้เอ่ยอะไร แต่ข้างในมันอัดแน่น ท่านบอกอีกว่า “อยากให้ถ่ายทอดต่อ” ใจตอนนั้นรู้สึกว่า “ทำไมต้องพูดในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ ไม่ได้ศรัทธา แล้วแท้ที่จริง ก็ไม่ได้เปิดใจเรียนรู้” จึงเอ่ยว่า “ได้ค่ะ แต่อาจจะเจือด้วยโทสะหน่อย ๆ นะคะ เพราะรู้สึกอยู่ตลอดว่า ทำไมต้องให้ฝรั่งมาสอน หลายอย่างดูไม่สอดคล้องกับวิถี แถมแพงอีกต่างหาก”

                วันนี้เหมือนเจอโจทย์ของโทสะ แล้วก็ได้แต่อดทน พอท่านออกไป รู้สึกไม่ดี จึงถามพี่ ๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ว่า “คิดเห็นอย่างไรกับการแสดงออก” ดูเหมือนหลายคนเจอไม่แตกต่างกัน คล้ายเป็นธรรมชาติของท่าน สัมผัสได้ถึงความรู้สึกสะเทือนใจในจากคำพูดของพี่ ๆ ด้วย ทำให้ติ๋วได้เรียนรู้ว่า “ในกระบวนการทำงาน คนเรากลัว กลัวผลจะออกมาไม่ดี ก็พร้อมที่จะหักหาญน้ำใจคนรอบข้าง พอทำบ่อย ๆ ก็เกิดความเคยชิน จนรู้สึกเป็นธรรมดา”

                ณ ทุกวันนี้ตั้งใจกับตนเองในการทำงาน ที่มุ่งประโยชน์ส่วนรวมเหมือนที่ครูเคยสอนหรือพาทำ ทำอย่างมีสติ ฝืนใจกูขัดใจกูก็ต้องทำ ยอมรับค่ะว่า “เหนื่อย” แต่ก็เห็นอะไร ๆ เจริญขึ้น รับรู้ถึงการเจริญขึ้นภายในคนทำงาน และเนื้องานเอง รับทราบกับตนเองอย่างลงใจว่า “การทำงานแบบครูเหนื่อยเพียงไหน” การทำงานในแบบครูที่ติ๋วน้อมนำมาปฏิบัติ แตกต่างจากการเลียนแบบเมื่อก่อน เป็นการตั้งใจ และใส่ใจ คนที่เราต้องปฏิสัมพันธ์ด้วย แบบสุดตัว เต็มที่อย่างไม่มีข้อแม้ มุ่งข้างในใจ ไม่ใช่ข้างนอก เหมือนที่ครูเคยย้ำ จนคนที่เฝ้ามองสงสัยว่า “ทำไมทำแบบนี้” เขาอยากรู้อยากเห็นจนเข้ามาร่วมด้วย พอได้ร่วมได้เห็นจริง ๆ จึงเข้าใจค่ะครู เหมือนติ๋วไม่ได้ทำงานคนเดียว มีคู่หู่ ที่ ๆ ทำงานเรียกว่า “buddy” คือพี่อ้อ เรามีเป้าหมายเดียวกันคือ ทำงานเพื่อทำงาน ไร้ซึ่งกระบวนท่า วางแผนคร่าว ๆ ไปปรับกระบวนท่าเองข้างหน้า กลับมานั่งทบทวนถอดบทเรียน ได้เรียนรู้อะไร ได้เห็นอะไร เราจะเห็นกันคนละมุม ติ๋วจะเห็นในมุมกำลังพูด กำลังทำ พี่อ้อจะเห็นความงามของผู้คนและงานที่เข้ามา

                ทบทวนมาจนถึงตรงนี้กับการกลับมาขอนแก่นสิบเดือน ได้เห็นมุมมองของงานที่ทำเปลี่ยนไป ไม่เลือกว่า งานอะไร เพียงสื่อสารแล้ว เกิดการพัฒนาก็ดูว่า ไม่ต้องรอ ทำเลย พี่อ้อมาเล่าให้ฟังว่า “พี่ท่านหนึ่งที่ทำงานเอกชนพูดไว้ เพราะเห็นแฟนที่เป็นข้าราชการ ทำแผนงานอยู่เป็นเดือน ๆว่า”

“อย่างนี้แหละข้าราชการไทย ทำแผนงานอยู่เป็นเดือน ๆ แล้วมันจะทันเหตุการณ์ได้ยังไง”

                ซึ่งก็เห็นด้วยว่า แผนที่ร่าง ๆ ไว้ เป็นกรอบใหญ่ ๆ แต่พอลงหน้างานจริง ๆ ก็ปรับไปเรื่อย ๆ ตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้คนหรืองานที่ทำจริง ๆ มาถึงตรงนี้ เห็นความคาดหวังที่ปรารถนาให้ผู้อื่นเข้าใจสิ่งที่ตนเองทำ มันไปคาดหวังโดยที่ไม่เห็น พอไม่สมดังที่คาดหวังเลยขุ่นมัวนั่นเอง

ขอบพระคุณค่ะครู จดหมายฉบับนี้ช่วยให้เข้าใจตนเองมากขึ้น.................รักและเคารพครูเสมอค่ะ