สองวันก่อนเดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะ ได้ยินฆราวาสชายท่านหนึ่ง นำกลุ่มกล่าวหลังการปล่อยปลาลงน้ำ เนื้อความประมาณว่า




ขอกุศลที่ปวงข้าพเจ้าเคยทำมา ไม่ว่าชาตินี้หรือปางไหน จงมาช่วยดลบันดาลให้สิ้นสรรพทุกข์ สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย

ฟังไปตรองไป ถึงเรื่องการขอกุศลดลให้สิ้นทุกข์ หรือเรื่องการเบิกบุญมาใช้กรรม

บุญนั้น ควรทำเพื่อฝึกการละ การคลายตระหนี่ของตน มีผลในการประดับจิต (คือทำให้ง่ายต่อการฝึกสมถะ และวิปัสสนากรรมฐานเพราะทานทำให้จิตใจอ่อนโยนขึ้น เหมาะแก่การเจริญกัมมัฏฐานทั้งสอง)

ส่วนตัณหา อันนำไปสู่ทุกข์นั้น เกิดที่ปิยรูปสาตรูปในโลก (ภาวะอันน่ารื่นรมย์) หากเราไม่ระวัง ไม่รู้เท่าทัน หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ในยามที่ได้ฟังเสียง ได้เห็นภาพ ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส และได้สัมผัส เมื่อรับรู้เสียง ภาพ กลิ่น รส สัมผัส เหล่านั้นแล้ว ปล่อยให้เกิดกระบวนการต่อๆไป จนเกิดตัณหา เกิดอุปาทานขึ้นแล้ว เราทุกคนล้วนมีโอกาสพบความทุกข์ได้ในทุกขณะจิต

เมื่อทุกข์เกิดขึ้นแล้ว เรามักบอกว่าเรากำลังใช้กรรมในอดีต ทั้งๆที่สิ่งอันเรียกว่า "กรรม" นั้น เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน

กุศลกรรมนั้น สร้างได้ยากกว่าอกุศลกรรม โอกาสที่สร้างกุศล อย่างไรเสียก็ไม่มากเท่าโอกาสในทุกขณะจิตที่อาจเกิดทุกข์ได้

การสิ้นทุกข์ จึงไม่ใช่เรื่องของการวิงวอนขอ ไม่ใช่เรื่องของการขอผลบุญให้มาช่วย หรือการเบิกบุญมาใช้ หากเป็นเรื่องของการศึกษา (คำๆนี้ ในความหมายเดิมได้รวมความหมายของการเรียนรู้ และการปฏิบัติไว้ด้วยกันแล้ว)

หากไม่ดำเนินวิถีชีวิตตามอริยอัฏฐังคิกมรรคมีองค์ 8 กุศลที่ไหนจะมากพอที่จะนำมาใช้ให้สิ้นทุกข์ได้ทันท่วงทีอยู่ร่ำไป