จากการได้สนทนากับมหามิตรท่านหนึ่ง
ท่านได้กล่าวถึงพญาอินทรีย์เอาไว้ ทำให้
นกกระจอกอย่างผม ได้พยายามสืบค้นคำว่า
พญาอินทรีย์นั้นมีความหมายโดยตรงและโดย
นัยยะอย่างไร
โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบพญาอินทรีย์เลย
เพราะเป็นสัญลักษณ์ของประเทศหนึ่งที่มีพฤติกรรม
ที่เจ้ากี้เจ้าการ เข้าไปแทรกแซงและครอบงำประเทศอื่น
โดยอาศัยความเป็นมหาอำนาจที่บินสูงกว่าทางด้าน
เทคโนโลยี
ผมได้ยินคำว่าพญาอินทรีย์ครั้งแรก ก็เป็นฉายาของท่าน
รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่งเป็นนายแห่งสวนอักษรอย่างแท้จริง
คือสามารถหยิบยกภาษา สร้างรูปแบบภาษาด้วยตนเอง
มีอัตลักษณ์ส่วนตัว สามารถผลิตงานด้วยความคิดสร้างสรรค์
ไม่ปรากฎนิสัยเหมือนกับอัตลักษณ์ของประเทศที่ใช้พญาอินทรีย์
เมื่อไปดูสัญลักษณ์ของอินทรีย์จะสื่อความได้ดังนี้
เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ ความสูงส่ง ยิ่งใหญ่ สง่างาม
มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกล
ไม่ว่าจะมีความหมายโดยตรง หรือ นัยยะอย่างไรก็ตาม
ความคิดเห็นส่วนตัวของผม ผมคิดว่าใครที่น่ายกย่องและ
สมควรเป็นพญาอินทรีย์อย่างแท้จริงในทรรศนะของผม
อันดับหนึ่ง อาจารย์ระพี สาคริก
เพราะอาจารย์ตั้งมั่นในสุจริต ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี
และมีวิชาความรู้ที่ศึกษาองค์ความรู้ด้วยตนเอง และใช้วิชา
ความรู้ที่มีเป้าหมายเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ยามที่มีอำนาจ
วาสนาก็ไม่ได้ใช้อำนาจนั้นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว
ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นอาจารย์ระพีจึงเป็นพญาอินทรีย์
อันดับที่สอง อาจารย์สุลักษ์ ศิวรักษ์
อาจารย์เป็นคนที่ตั้งมั่นในความเที่ยงธรรม เข้าใจระบบอันตราย
อย่างทุนนิยม ชอบปอกเปลือกสังคม วิพากษ์ วิจารณ์ชี้ให้เห็น
สิ่งใดอย่างชัด ๆ ใช้วิชาการต่าง ๆ เพื่อรับใช้ประชาชน ตลอดชีวิต
อาจารย์สุลักษ์ ไม่เคยอยู่กับระบบราชการ อยู่กับภาคประชาชน
มาตลอดชีวิต ตรงไปตรงมา อยู่อย่างสมถะ นิยมไทย มีความ
กล้าหาญทางจริยธรรม ท่านจึงเป็นพญาอินทรีย์ของผม
อ้นดับที่สาม หลวงปู่พุทธทาส
หลวงปู่พุทธทาสเป็นเมธีร่วมสมัย ที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม
ที่กล้าเสนอคำตอบทางพุทธศาสนาสวนทางกับ พุทธกระแสหลัก
และได้ยืนหยัด ยืนยัน ในแนวทางของท่านที่สวนโมกข์ การนำเสนอ
หรือการสอนของท่าน ได้นำเสนอวิธีการที่หลากหลาย ด้วยการทำให้ดู
อยู่ให้เป็น เย็นให้สัมผัส ตลอดชีวิตของท่านได้มีผู้พยามหาเรื่องท่าน
อยู่หลายครั้ง แต่ไม่สามารถทำอะไรท่านได้ ความรู้ของท่านเป็นการ
บูรณาการพุทธศาสนา โดยไม่แบ่งแยกลัทธินิกาย ทำให้มีความรู้ข้ามสาขา
ท่านจึงเป็นพญาอินทรีย์อย่างแท้จริง
อันดับที่สี่ นักวิชาการเพื่อสังคมได้แก่ อนุช อาภาภิรม อานันท์ กาญจนพันธ์
นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสรี พงษ์พิศ บัณฑร อ่อนดำ
ถ้าได้อ่านข้อเขียนของท่าน ท่านเขียนถ้อยแถลงของท่านได้ลุ่มลึก
และบูรณาการข้ามสาขา ตอนนี้ท่านเป็นปรมาจารย์ทางด้านอนาคตศึกษา
ส่วนอาจารย์อานันท์ กาญจนพันธ์ นั้นมีถ้อยแถลงเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรม
ที่ลุ่มลึก ที่สำคัญไม่หวงวิชาถ่ายทอดให้ศิษย์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ประสงค์
ต่อตำแหน่งทางวิชาการ ตอนหลังมีคนนำเสนอให้ท่าน วิชาการส่วนใหญ่
นั้นเป็นไปเพื่อรับใช้สังคม เช่นเดียวกับอาจารย์นิธิ อาจารย์เสรี และอาจารย์บัณฑร
อันดับที่ห้านักวิชาการฝรั่ง ได้แก่ เปาโล แฟร์ ไอวาน อิลลิช มิเชล ฟูโก้ โฮวาร์ด
การ์ดเนอร์ หลุยส์ อัลทูแชร์ อันโตนิโอ กรัมชี่ นักวิชาการเหล่านี้ล้วนแต่เป็น
พวกผลิต Grand theory ไม่ใช่นักเทคนิค ผู้ที่นำเสนอทฤษฎีหลักทีสำคัญ
เหล่านี้ล้วนแต่เป็นนายทฤษฎีอย่างแท้จริง
ห้าอันดับนี้ก็กวาดดูแล้วว่าท่านเหล่านี้คือพญาอินทรีย์อย่างแท้จริง
ซึ่งบางท่านก็เคยสัมผัสและพูดคุยด้วย และขอบอกว่าท่านเหล่านั้น
คือพญาอินทรีย์ ที่ไม่ใช่ ความหมายของการบินสูงหาทางลู่ทางเอาเปรียบ
คนอื่นเพื่อตนเอง วันนี้นกกระจอกน้อย ๆ อย่างผมก็ขอนำเสนอเท่านี้
เคยอ่าน หนังสือ 100 เครื่องมือนักบริหาร ดร.วรภัทร ภู่เจริญ กล่าวว่า "จงทำตัวเป็นพญาอินทรีย์ อย่าเป็นนกกระจอก"มาอ่านท่านวัฒนาจึงทำให้ทราบมากขึ้นครับ
ขอบคุณท่านพรชัยครับ
เรียน คุณวัฒนา ผมน้องใหม่ เพิ่งนำเสนอแนวคิด ฝากข้อคิดถึงผมบ้าง เป็นไปได้ขอเป็นผู้สนันสนุนด้วยเป็นพระคุณยิ่ง