"ระบบนิเวศไม่ควรถูกทำลายเพียงเพื่อแค่ความสบายตาของตัวเองเพียงเล็กน้อย อะไรที่เขาเคยอยู่ ก็ให้อยู่ต่อไปเพราะเขาอยู่มาก่อนเรา เป็นที่พึ่งของสัตว์น้ำพวกปลาเล็กๆและอื่นๆ"

สิ่งที่เรียนรู้และปรับตัวเมื่อบ้านอยู่ริมน้ำ 2: บทเรียนแรก

จากการที่เคยอาศัยบ้านกลางเมืองที่อยู่ริมถนนใหญ่ตั้งแต่เด็ก ไฝ่ฝันจะมีบ้านกลางป่า หรือไม่ก็ริมน้ำ ในที่สุดก็ได้บ้านริมน้ำ การย้ายจากบ้านกลางเมืองมาอยู่ริมน้ำ ที่ปลายคลองด้านหนึ่งต่อกับบึงขนาดใหญ่ ปลายอีกด้านไหลลงแม่น้ำไกล้ปากน้ำออกสู่ทะเล ดังนั้นเมื่อเกิดปรากฎการณ์น้ำขึ้นน้ำลง จะเห็นน้ำขึ้นและลงชัดเจน

 ดังนั้นเมื่อมาใหม่ๆ สิ่งแรกที่เรียนรู้จากธรรมชาติที่เห็นคือ ปรากฎการณ์น้ำขึ้นน้ำลง สังเกตเวลาน้ำขึ้นน้ำลง โดยดูจากกอผักตบที่ลอยไปลอยมา  บางกอใหญ่มาก รู้ว่าถ้าลอยไปทางขวามือน้ำกำลังลง หากผักตบลอยไปทางซ้ายมือ น้ำกำลังขึ้น  ดังนั้นเมื่อตื่นตอนเช้าก็นั่งดูที่ขอบหน้าต่าง ว่าผักตบกำลังลอยไปทางไหน ถ้าไม่มีผักตบลอยให้เห็นก็จะดูยากเล็กน้อย แต่รอสักครู่ก็จะเห็นกอผักตบ ลอยโต้ง เต่ง..โต้ง เต่ง  แต่ละวันน้ำจะขึ้นลงช้ากว่าวันก่อนประมาณ 50 นาที

                     

และหลังจากน้ำขึ้นเต็มที่แล้ว ระดับน้ำจะเริ่มลดลง ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง 12 นาที น้ำขึ้น (high tide) และน้ำลง (low tide) จึงช้ากว่าวันก่อน ไปประมาณ 50 นาที  ดังนั้นในแต่ละวันน้ำจะสูงขึ้น และลดลง 2 ครั้ง  น้ำจะสูงขึ้นกว่าปกติ เรียกว่า น้ำเกิด (spring tide) ซึ่งจะเกิดขึ้นเดือนละ 2 ครั้ง คือใกล้วันขึ้น 15 ค่ำ และวันแรม 15 ค่ำ  ระดับน้ำจะไม่สูงขึ้น แต่จะอยู่ในระดับเดิม ไม่ขึ้นไม่ลง เรียกว่า น้ำตาย (neap tide) จะเกิดขึ้นเดือนละ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับน้ำเกิด คือใกล้วันขึ้น 8 ค่ำ และวันแรม 8 ค่ำ

  น้ำเริ่มขึ้นเข้ามาในส่วนใต้สะพานไม้ เพราะน้ำจะไม่ค่อยใส แต่พอขึ้นเต็มจะใสเห็นตัวปลาเล็กๆที่ว่ายไปมา

รู้แล้วมีประโยชน์อะไร บ้าง  เนื่องจากบ้านนี้ไม่ได้ถมตลิ่งยื่นออกไปเหมือนบ้านหลังอื่นๆที่ทุกหลังริมน้ำจะทำเขื่อน ในลักษณะต่างๆกัน เขาจึงไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องน้ำเข้ามา หรือน้ำจะขึ้นลงมากน้อยแค่ไหน บางบ้านขนหินใหญ่ๆมาเยอะมากหลายสิบคันรถ ถมออกไป แล้วเทปูนสร้างศาลาริมน้ำบางบ้านทำเขื่อนแล้วทำเป็นกระไดลงไปในน้ำ สำหรับบ้าน meepole แล้ว เราชอบและรักธรรมชาติแม้ว่าจะดูแล้วรก เพราะไม่ตัดอะไรทิ้ง นอกจากตัดแต่งกิ่งที่แห้งบ้าง อะไรที่เขาเคยอยู่ ก็ให้อยู่ต่อไปเพราะเขาอยู่มาก่อนเรา เป็นที่พึ่งของสัตว์น้ำพวกปลาเล็กๆและอื่นๆ  ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตระดับน้ำที่ขึ้นลงที่ไหลเข้ามาในตลิ่ง  เอารูปมาให้ดูค่ะ อาจดูรกบ้างนะคะ

    นี่น้ำเริ่มเข้ามาแย้ววว

เมื่อสังเกตเป็นเดือนจนรู้ว่าน้ำขึ้นสูงสุด แล้วน้ำจะขึ้นและเข้ามาในตลิ่งถึงไหน สิ่งต่อมาที่ทำคือวางแนวสะพานไม้ โครงทำด้วยไม้ไผ่ทั้งหมดไม่มีเทปูนให้คนงานพม่ามาช่วยทำเขา made by hand จริงๆ ต่อแพไม้ไผ่ให้  ไว้ลงไปนั่งเล่น (สุดท้ายเจ้าตูบ 4 ตัวใช้บริการมากกว่าคน) แล้ววางแนวก้อนหินใหญ่ กั้นเป็นด่านแรก กันดินไหลออก เวลาน้ำไหลแรง แล้วกั้นช่วงที่สอง  เข้ามาข้างในอีกสำหรับเวลาน้ำสูงสุด ก็หมดปัญหาน้ำขึ้นลงที่เข้ามา นี่เป็นการเรียนรู้ด่านแรก

  นี่ไงหลักฐานว่ามาจองรอคิวลงแพ รอน้ำขึ้น จะเห็นแพไผ่ที่ติดโคลนข้างล่าง พอน้ำขึ้นแพลอย เขาก็ลงไป พร้อมลูกบอลของเขา

เช้าๆจะมีสารพัดนก เพราะสารพัดเสียง จนตอนนี้จำได้แล้วว่ามีเสียงอะไรบ้าง บางช่วงมันหายไป พอเสียงกลับมาเราก็ดีใจว่าไอเจ้าตัวเสียงนกหวีดกลับมาแล้ว นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ไม่ตัดต้นไม้ริมน้ำ เพราระบบนิเวศไม่ควรถูกทำลายเพียงเพื่อแค่ความสบายตาของตัวเองเพียงเล็กน้อย แลกกับการที่นกพวกนั้นต้องไปหาที่อยู่ใหม่ ที่ตอนนี้ก็เริ่มหาป่า       ไกล้เมืองยากขึ้นทุกที แต่คิดว่าหากมองออกไปเห็นนกร้องเพลง กระดกก้นเต้นระบำ เราคงมีความสุขมากกว่า ....ตอนนี้เมื่อข้างบ้านย้ายมาอยู่เขาได้กั้นเขื่อนยื่นออกไป ให้เรือมาลากผักตบ พวกหญ้าน้ำออกไปหมดเพื่อให้สะอาดตา เสียงนกน้ำที่เคยอาศัยมีหลายครอบครัวเสียงยามเช้าที่คล้ายๆเป็ด แขวกๆ ๆๆ ก็หายไปน่าเสียดายจัง

 นี่ถ่ายเมื่อเช้านี้ไกล้ๆหกโมงเช้า จะเห็นเสี้ยวพระจันทร์สีขาวที่ไกล้ยอดไม้

   นอกจากจะรู้แล้วว่าน้ำกำลังขึ้นหรือลงแล้ว ยังทำให้กะประมาณเวลาได้ว่าแพไม้ไผ่จะลอยขึ้นมาเมื่อไหร่ เพราะเวลาน้ำลงแพจะอยู่ติดโคลนข้างล่าง ต่ำจากสะพานลงไปเกือบ 2 เมตร เวลาน้ำขึ้นเต็มที่จะมิดไม้ไผ่ที่เห็นจนหมด

ทำให้บางครั้งถ้าน้ำไหลเร็ว ผักตบจะลอยเข้ามาได้  ก็จะพาเจ้าตัวร้ายๆกวนๆในบ้านออกไปเล่นในแพ กินหญ้าน้ำที่มีอยู่หรอมแหรม ชะโงกกินจนเป็นคอห่านกันไปเลย ยังไม่เคยมีตัวไหนตกน้ำ มีแต่เจ้าชาบูตัวเล็กที่ลอดซี่กรงรั้วออกไปได้ มันเคยกระโดดลงแพเอง แต่ meepole ไม่รู้ คงเล่นเพลินน้ำลงมากจนแพลอยต่ำมันกระโดดขึ้นไม่ได้ เพราะสูงเกิน ก็ไม่รู้จนได้ยินเสียงชาบูร้องเห่า มาแต่ไกล เดินหาจึงรู้ว่าติดอยู่ในแพ ต้องก้มลงไปแล้วบอกให้มันยืนยกตัวขึ้น แล้วจึงดึงมือมันขึ้นมาได้ (ชาบูถูกฝึกให้รู้จักคำสั่ง up พอบอกว่า up up ชาบูจะยืน 2 ขาขึ้นมา)  เพราะเวลาน้ำต่ำสุดคนก็ลงไม่ได้ เพราะสะพานสูงเช่นกัน ตั้งแต่นั้นมาเลยระวังเจ้าตัวเล็ก ถ้าหายไปก็ต้องดูที่แพด้วย แต่มันก็เรียนรู้เร็ว เคยค้างบนแพ 2 ครั้งเดี๋ยวนี้มันจะรอเรา ก่อน

   น้ำกำลังขึ้นเรื่อยๆ

อานิสงค์ที่ได้จากริมน้ำตรงนี้คือ เพื่อน ญาติสนิทรวมทั้งบ้าน meepole เองใช้เป็นที่ปล่อยเต่า ปล่อยปลา ก็จะดูเวลาน้ำขึ้น ก็ลงในแพมาปล่อยกัน ลืมบอกไปว่าคลองนี้มีปลา กุ้งเยอะมาก

 

ดังนั้นบทเรียนแรกของการอยู่ริมน้ำคือ ปรากฎการณ์น้ำขึ้นน้ำลง เป็นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ธรรมชาติรอบตัวอีกครั้ง หลังจากที่เรียนแบบแห้งๆในหนังสือมา แต่ครั้งนี้มีเวลานั่งสังเกตเห็นชัดจึงเพลิดเพลิน

 

ตอนต่อจากนี้จะเป็นเรื่อง เพื่อนผู้มาจากน้ำที่ไม่อยากต้อนรับ และวิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้