GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ทำอย่างไรไม่ให้หย่อนสมรรถภาพทางเพศ

ทำอย่างไรไม่ให้หย่อนสมรรถภาพทางเพศ

ทำอย่างไรไม่ให้หย่อนสมรรถภาพทางเพศ

       ปัญหาใหญ่ของชีวิตคู่ที่นอกจากความไม่เข้าใจกันและกันแล้ว อาการของร่างกายอย่างโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศของคนรัก ก็สร้างปัญหาให้ชีวิตคู่ของผู้คนทั่วโลกได้เช่นกัน และตอนนี้สถิติของหนุ่มๆ ที่เป็นโรคดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รศ.นพ. สมบุญ เหลืองวัฒนะกิจ แพทย์ประจำแผนกสุขภาพเพศชาย หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวเกี่ยวกับภาวะของอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศของไทยว่า “ตามข้อมูลสถิติพบว่า ชายไทยมีปัญหาโรคนี้สูงถึงร้อยละ 53 เปอร์เซ็นต์ แต่มีคนไข้เพียง 2-3 เปอร์เซ็นต์ที่มาปรึกษาแพทย์ โดยอาการของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศหรือโรคอีดี คือความล้มเหลวในการมีเพศสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อเกิดอาการนี้ขึ้นแล้วก็จะทำให้ผู้ป่วยขาดความมั่นใจในตนเอง และส่งผลต่อความสามารถและความมั่นใจในการจัดการชีวิตด้านอื่นๆ และเมื่อประสบปัญหารุนแรงต่อเนื่องก็จะทำให้เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น”
ใช้ยากินปลอดภัยที่สุด"

คุณหมอแนะนำว่าเมื่อประสบปัญหาโรคนี้แล้วควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการแก้ปัญหาโดยตรง เพราะปัจจุบันก็มีตัวยาที่ช่วยรักษาโรคนี้แล้ว นอกจากการเข้ารับการรักษาแล้ว การได้กำลังใจที่ดีจากคู่ครองก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาการที่เป็นอยู่เกิดจากรากฐานทางจิตใจหรือความเครียด ดังนั้นคนไข้ควรจูงมือภรรยาหรือแฟนมาร่วมกันปรึกษา เพราะการแก้ปัญหานั้นถ้าร่วมใจแบะให้กำลังใจกันทั้งสองฝ่ายก็จะทำให้ผลการรักษาโดยากรใช้ยานั้นดียิ่งขึ้น

ส่วนวิธีการรักษานั้น คุณหมอสมบุญได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าปัจจุบันการใช้ยากินเป็นวิธีที่นิยมที่สุดเพราะเป็นวิธีที่สะดวกและปลอดภัยที่สุด ในขณะนี้มีการทำวิจัยเกี่ยวกับยารักษาโรคอีดีอยู่ประมาณ 30 ตัว แต่มีเพียง 3 ตัวเท่านั้นที่มีการพิสูจน์อย่างต่อเนื่องแล้วว่าให้ผลในการรักษาที่ดี ได้แก่ วาดีนาฟีล, ซีเดนาฟีล และทาดาลาฟีล ซึ่งยาทั้ง 3 ตัวนี้ ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายเท่านั้น

แถบเอเชียประสบปัญหาโรคอีดี"

ศูนย์ข้อมูลสมรรถภาพชายมีไฟ โดยบริษัท ไบเออร์ เฮลท์แคร์ ประเทศไทย ได้เผยผลการทดลองล่าสุดเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการใช้ยาวาดีนาฟีลในหมู่ชายไทยและชายชาวเอเชีย ที่ประสบปัญหาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศหรือโรคอีดี พิสูจน์ได้ว่ายาวาดีนาฟีลนั้นช่วยให้ปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้ยาหลอก

ผลจากการทดลอง Vardenafil (Levitra) Erectile Dysfunction Multinational Study หรือวีนัส (Venus) ในหมู่ชายชาวเอเชียจำนวน 358 คน จาก 14 ประเทศในเอเชีย เช่น ฮ่องกง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และประเทศไทย ระยะการทดลอง 12 สัปดาห์โดยการทดลองพบว่าผู้เข้าร่วมการพดลองที่รับประทานยาวาดีนาฟีลให้คะแนนตัวเอง 22.4 เมื่อเทียบกับคะแนน 14.3 ของผู้ที่รับประทานยาหลอก

ข้อจำกัดไม่สามารถใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์และอาหารมันๆ"

ผู้ประสบปัญหาอีดี สามารถรับคำปรึกษาได้ที่คลินิกสุขภาพเพศชายโดยตรง โดยแพทย์จะบอกคุณสมบัติของยาแต่ละคัว แล้วให้คนไข้เป็นผู้เลือกว่ายาตัวไหนตรงกับความต้องการของคนไข้มาที่สุด ข้อจำกัดของยาในกลุ่มนี้คือไม่สามารถรับประทานร่วมกับแอลกอฮอล์และอาหารมันๆ ได้ แต่ผลจากการวิจัยล่าสุดพบว่า ผู้ป่วยสามารถทานยาวาดีนาฟีลร่วมกับแอลกอฮอลล์แลอาหารมันๆได้ ในส่วนผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยากลุ่มนี้ จะมีผลข้างเคียงต่ำ อาการที่เกิดขึ้นคือปวดศีรษะ และหน้าแดง

แม้จะมีตัวยาใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่ปัญหาทุกอย่างสามารถป้องกันได้ ด้วยการดูแลใส่ใจกันและกันในครอบครัว ดังนั้นหากคู่รักเกิดอาการเครียดหรืออยู่ในภาวะเริ่มต้นของโรคนี้ คนรักควรให้ความห่วงใย และดูแล อาจชวนกันทำกิจกรรมคลายเครียด ด้วยการดูหนัง ฟังเพลง หรือไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้าง อย่างน้อยก็ช่วยเติมเต็มความอบอุ่นให้กับครอบครัวได้แน่นอน!!!

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): สุขภาพ
หมายเลขบันทึก: 42270
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

ดีนะคะ  ได้รับความรู้ดีค่ะ  จะได้คุยได้กับเพื่อนที่เรียนด้วยกัน  เพื่อเพิ่มความเฮฮาค่ะ  อิอิ