ตอน เยาว์วัย (1)

 

 

 

 

ตอน  เยาว์วัย (1)

 

            ผู้เขียนจำได้ว่าเมื่ออยู่ที่สัตหีบ จะมีงานวัดที่ขึ้นชื่อของอำเภอสัตหีบ นั่นคือ งานสมโภชน์หลวงพ่ออี๋ พ่อ – แม่ พาผู้เขียนและน้องไปเที่ยวงานวัด แม่จะเป็นคนอุ้มน้อง ส่วนผู้เขียน พ่อจะจูงมือให้เดินตามไป  มีอยู่คืนหนึ่ง ครั้งแรก พ่อ – แม่ ก็ไม่ได้อยากไปเที่ยวที่งานวัด แต่นึกอย่างไรเกิดเปลี่ยนใจ ตกลงว่าจะไปเที่ยวงานวัด พ่อ – แม่ บอกให้ผู้เขียนรีบแต่งตัว ความที่รีบอยากไปเที่ยวที่งานวัด ผู้เขียนก็รีบใส่กางเกงซึ่งสมัยก่อนจะเรียกว่า “กางเกงพิซ” ซึ่งเป็นกางเกงขายาว ยืด พอใส่แล้วแนบตัวคล้าย ๆ กางเกงทรงจิ้งเหลนสมัยปัจจุบัน แต่จะทำให้รู้ว่าข้างไหนด้านหน้า จะมี เส้นยาว ๆ จากขอบเอวลงมาที่ปลายขากางเกง สำหรับด้านหลังจะเรียบไม่มีเส้นยาว ความที่รีบอยากไปงานวัด ผู้เขียนก็รีบใส่เพราะเกรงว่าจะไม่ทัน พ่อ – แม่ เมื่อไปได้ครึ่งทาง พ่อได้นำไฟฉายไปด้วย แล้วส่องมาเห็นว่าผู้เขียนใส่กางเกงกลับด้าน พ่อ – แม่ เลยบอกให้ผู้เขียนถอดตรงนั้น...แล้วนุ่งใหม่...งานนี้ก็โดนบ่นไปหลายกระบุง...อ้าว...ก็พ่อ – แม่ อยากรีบเองนี่นา...จะมาโทษเราได้อย่างไร?...จริงไหมค่ะ...อิอิอิ...

           ผู้เขียนเรียนที่โรงเรียนธรรมวิทยา จากชั้นอนุบาล – ป.1 – ป.2 เวลาเรียนผู้เขียนมักโดนครูทำโทษอยู่เสมอ เพราะผู้เขียนจะมีเพื่อนผู้ชายเสียมากกว่า ชอบชวนผู้เขียนคุย พอเพื่อนชวนคุย เราจะไม่คุยก็ไม่ได้เพราะเกรงว่าจะเสียน้ำใจต่อเพื่อน...ผู้เขียนก็เลยต้องคุยตอบ...เท่านั้นเองค่ะ...คุณครูหันมาพอดี...เรียกไปยืนหน้าห้องกับเพื่อนผู้ชายที่ชวนคุย...แล้วทำโทษให้ยืนกางแขน และปากก็ต้องคาบไม้บรรทัด ทั้งคู่  บางครั้งก็ให้ยืนขาเดียวบ้าง สารพัดที่คุณครูจะหาวิธีมาทำโทษผู้เขียน...ลืมเล่าไปว่า ผู้เขียนเรียนที่โรงเรียนนี้ ผู้เขียนได้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษแล้ว และคุณครูจะชมผู้เขียนอยู่เสมอว่าเป็นเด็กเรียนเก่งและมีลายมือสวย... เรียกว่า  “แววเริ่มฉายแสงตั้งแต่เด็ก ๆ”...

           เมื่อการสร้างฐานทัพเรือที่สัตหีบเสร็จ พ่อ – แม่ ก็ต้องกลับมาอยู่ที่บ้านอำเภอพรหมพิราม ผู้เขียนก็ต้องลาออกจากโรงเรียนเดิม และต้องมาเรียนต่อที่โรงเรียนพิรามอุทิศ อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก  เมื่อพ่อนำผู้เขียนมาเข้าเรียนแทนที่ผู้เขียนจะเข้าเรียนชั้น ป.2 เพื่อต่อจากที่โรงเรียนเดิม  คุณครูประจำชั้นดูใบรายงานผลการเรียนแล้วบอกว่า...โอ้โฮ!...เรียนภาษาอังกฤษมาด้วยเหรอ...แล้วก็เรียนเก่งด้วยนี่!...แต่ เอ!...อายุยังน้อยอยู่เลย เรียนก่อนเกณฑ์เกินมาตั้ง 2 ปี ทำไมเรียนมาถึง ป. 2 แล้วล่ะ!...(ผู้เขียนลืมบอกไปว่า โรงเรียนที่สัตหีบ ผู้เขียนคิดว่าเป็นโรงเรียนราษฎร์มากกว่า)...ส่วนโรงเรียนพิรามอุทิศเป็นโรงเรียนของรัฐ จะรับเฉพาะเด็กที่เป็นไปตามเกณฑ์การเข้าเรียนของนักเรียน ซึ่งผู้เขียนอายุยังไม่เข้าเกณฑ์ต้องถอยหลังไปเรียน ป.1 ใหม่ สมัยก่อนเขาจะเรียกว่าเรียนก่อนเกณฑ์ จึงทำให้ผู้เขียนต้องเข้าเรียนกับเพื่อน ๆ ชั้น ป.1...แต่คราวนี้ เรื่องหนักอีกสิ...นักเรียนมีประมาณ 40 กว่าคน แล้ว  แต่โต๊ะนั่งสิไม่มี ทำไงล่ะคราวนี้...คุณครูบอกผู้เขียนกับพ่อว่า โต๊ะเรียนไม่มีให้ผู้เขียนนั่งเรียนนะ...ในความเป็นช่างไม้ที่มีฝีมือ  พ่อรับอาสาทำโต๊ะ + เก้าอี้ให้ 1 ชุด ในครั้งแรกที่ยังไม่มีโต๊ะ + เก้าอี้ ก็ให้ผู้เขียนไปนั่งเบียด ๆ กับเพื่อนไปก่อน...พ่อกลับบ้านไปทำโต๊ะ + เก้าอี้ ไม่กี่วัน พ่อก็ทำเสร็จแล้วยกมาให้ผู้เขียนนั่งเรียนที่โรงเรียน...

           ยังจำได้ว่า มีเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง ชื่ออะไร จำไม่ได้แล้ว มาขอนั่งด้วย คุณครูถามว่าให้เพื่อนนั่งด้วยได้ไหม...ความมีน้ำใจของผู้เขียนตอบโดยไม่ได้คิดอะไรว่า...”ได้ค่ะ”...แล้วก็ส่งยิ้มให้เพื่อน 1 ที...(แววความชอบช่วยเหลือ ความมีมิตรไมตรีมีให้ทุกคนเริ่มฉายแววแล้วไหมล่ะ) โดยไม่ได้คิดว่าเป็นเพื่อนหญิงหรือเพื่อนชาย ขอแค่ว่า  “มีความเป็นเพื่อน”...หลังจากนั้น ผู้เขียนก็ได้เริ่มเรียนที่โรงเรียนนั้นเป็นต้นมาจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 ...ผู้เขียนยังแปลกใจตนเองว่า อ่านหนังสือก็ไม่ค่อยได้อ่าน แต่ทำไมสอบได้ที่เกือบเลขเดี่ยวทุกครั้ง ผู้เขียนคิดว่าผู้เขียนเรียนไม่เก่ง  แต่คุณครูบอกว่าผู้เขียนเรียนเก่ง...อือ!...เก่งก็เก่ง...ยังสงสัยตัวเราเองว่า ไม่เห็นเก่งตรงไหนเลย...คุณครูชอบให้ผู้เขียนไปเขียนบนกระดานดำทุกครั้ง โดยเขียนนำเพื่อน ๆ ให้เขียนตาม  คุณครูบอกว่า ผู้เขียนลายมือสวย...เมื่อผู้เขียนไปเขียนบนกระดานเสร็จแล้วก็ต้องรีบกลับมาเขียนลงในสมุดของตนเอง  เป็นแบบนี้ประจำ...คุณครูบอกว่า  โตขึ้นจะได้เป็นคุณครู...ความใฝ่ฝันตอนเด็ก ๆ ผู้เขียนอยากเป็นครูหรือไม่ก็พยาบาล...เมื่อโดนคุณครูบอกและชมแบบนั้น...ยิ้มหน้าบานแทบไม่หุบเลยค่ะ...(คล้ายคนบ้ายอ...แต่ก็เป็นธรรมดา เมื่อเป็นเด็ก แล้วมีคุณครูมาชม...ใครล่ะ!...จะไม่ยิ้มและปลื้มใจจริงไหมค่ะ?)...

           เมื่อครั้งที่ผู้เขียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พ่อได้ไปทำงานที่เขื่อนสิริกิต์กับนายฝรั่งอีก  แม่ยังเคยพาผู้เขียนกับน้องสาวไปเที่ยวที่เขื่อนสิริกิต์  มีบางครั้งแม่ไปกับน้อง แล้วทิ้งให้ผู้เขียนอยู่กับพี่เม้า ลูกของแม่คำ (ป้า) มาเรียนที่โรงเรียนอินทุภูมิโดยอาศัยอยู่กับแม่ด้วย เพราะสมัยแม่เป็นสาว ๆ แม่จะเลี้ยงหลาน ซึ่งเป็นผู้ชาย 3 คน เพราะป้ามีลูกเล็ก ๆ อีก 2 คน รวมเป็น 5 คน ซึ่งพี่เม้าจะติดแม่มาก เสมือนเป็นแม่อีกคน  ความที่ผู้เขียนเป็นคนติดแม่ ผู้เขียนจะชอบร้องไห้เวลาแม่ไม่อยู่บ้านด้วย  บางครั้งก็เกเรไม่ไปเรียนเอาเฉย ๆ ขณะนั้น ผู้เขียนยังคิดว่า ถ้าแม่ตายแล้วเราจะอยู่ได้อย่างไร?...บางครั้งก็โกหกครูว่า ปวดศีรษะ ขอกลับบ้าน ครูไม่รู้ว่าผู้เขียนโกหกก็อนุญาตให้กลับบ้านได้...อิอิอิ...จนบัดนี้...(ผู้เขียนชอบสร้างวีรกรรมอยู่เรื่อยเลย...รู้ก็ทั้งรู้ว่าไม่ดี...อิอิอิ...แต่ก็ทำ...นี่คือ  นิสัยเด็ก ๆ ค่ะ)...

           จนแม่รู้ คราวหลังถ้าไม่จำเป็น แม่จะไม่ไปไหน...ยกเว้น...ถ้าญาติทางจังหวัดตากเสียชีวิต แม่ก็จะหอบผู้เขียนและน้องไปงานศพ ด้วย...นี่คือ...ความอบอุ่นของครอบครัวของเราค่ะ...อีกอย่างที่อยากบอกผู้อ่านให้ทราบ คือ...พ่อ ไม่เคยตีผู้เขียนกับน้องเลย...พ่อรักพวกเรามาก...ยิ่งรู้ว่าผู้เขียนเรียนเก่ง...พ่อยิ้มหน้าบาน...ความฝันของพ่อ คือ อยากให้ลูกสาวรับราชการ เพราะลุงและน้า รับราชการ พ่ออยากให้ลูกสาวมีเงินเดือน มีฐานะที่ดีขึ้นนั่นเอง...แต่ผู้เขียนจะโดนแม่ตีบ่อย อาจเป็นเพราะผู้เขียนดื้อกระมัง เวลาแม่จะตี...ผู้เขียนจะวิ่งหนีแม่ รอบเสาบ้าน...เหมือนกับยั่วโมโหแม่...แม่บอกว่าอย่าหนีมาให้ตีเสียดี ๆ...ใครล่ะ!...จะยอมให้ตี จริงไหมค่ะ...เจ็บจะตาย...แม่หวดก้นที...เป็นปื้น ๆ เนื้อนูนเชียวแหล่ะ...แต่ก็ไม่พ้นหรอกค่ะ...ผลสุดท้ายก็ถูกแม่จับได้แล้วตี...ส่วนผู้เขียนก็ต้องมานั่งร้องไห้...สุดท้ายพ่อก็มาปลอบ...ถามผู้เขียนว่า ใครตี...นางยักษ์ตี ใช่ไหม?...ผู้เขียนก็สะอึกสะอื้นใหญ่...เพราะรู้นี่ค่ะ...ว่าพ่อเข้าข้างเราแล้ว...อิอิอิ....เห็นไหมค่ะ...มารยาเด็กก็มีนะค่ะ...ตั้งแต่เด็ก ๆ...ใครว่า "ไม่มี"...อิอิอิ...

 

 

 

 

รูปบุษเองค่ะ (นับจากซ้ายมือผู้อ่าน...คนที่ 2 ค่ะ...อิอิอิ)

(ภาพนี้ถ่ายตอนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 7  โรงเรียนพิรามอุทิศ ค่ะ)

เห็นรูปนี้ครั้งใด อดนึกขำตัวเองไม่ได้เลยค่ะ...มาดเด็กเซอ ๆ (บ้านนอกจริง ๆ...)

แถมใส่รองเท้าแตะอีกนะค่ะ...ก็จนนี่ค่ะ...

แต่ใครจะไปรู้ว่า "วันหนึ่งเจ้าหล่อนจะได้มาดำรงตำแหน่งเป็น

ผู้อำนวยการกองบริหารงานบุคคล ของมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง"...

 

 อ่านประสบการณ์ชีวิตของการทำงาน "รับราชการ"

ทุกฉบับ ได้จากที่นี่...

ประสบการณ์ชีวิตของการทำงาน "รับราชการ"