ดร.ป๊อป ลองหาความสุขเล็กๆ เดินทางไปเยี่ยมบ้านเด็กสายตาเลือนราง เพื่อเรียนรู้บทบาทนักกิจกรรมบำบัดจิตอาสา ให้บริการวิชาการภายใต้กรอบอ้างอิง Occupational Performance ที่เน้นความสุขความสามารถจากองค์ประกอบของคน-กิจกรรมการดำเนินชีวิต-สิ่งแวดล้อมภายในและภายนอกของคน ที่ "กำลังแสดงออกมาในสถานการณ์ชีวิตจริงที่บ้าน" ซึ่งแตกต่างจากกระบวนการให้บริการในคลินิกกิจกรรมบำบัด ที่จำกัดด้วยเวลา-สถานที่-สื่อการรักษา-ผู้เชี่ยวชาญ-การแสดงบทบาทระหว่างครอบครัวและเด็ก
บันทึกนี้ทำให้ผมอยากสะท้อนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนาระบบสหวิชาชีพที่พัฒนาความสุขความสามารถของเด็กสายตาเลือนรางตั้งแต่วัยเด็กเล็กถึงวัยนักเรียน สำคัญมากๆ ที่ต้องให้ความรู้ ให้กำลังใจ และฝึกฝนผู้ปกครองให้จัดการความคิดสู่การฝึกฝนการพัฒนาเด็กได้อย่างมีประสิทธิผล ผมจึงตัดสินใจทดลองโครงการนำร่อง Happy Home Health - OTMU มาครบ 1 ปี แล้ว กับกรณีศึกษาอายุ 3 เดือนจนถึง 10 ปี อย่างต่อเนื่องทั้งในคลินิก (1 ครั้งต่อสัปดาห์ รวม 6 สัปดาห์ ใช้เวลาต่อครั้งนาน 1 ชม.) และเยี่ยมบ้านอย่างน้อยเดือนละครั้ง (ใช้เวลาต่อครั้งนาน 3 ชม.) จนกว่าเด็กจะเข้าโรงเรียนได้อย่างมีความสุข ตอนนี้กำลังติดตามประสิทธิผลอยู่ 10 กรณีศึกษา จึงอยากนำเสนอประสบการณ์กิจกรรมบำบัดจิตอาสาเยี่ยมบ้านในอาทิตย์ที่ผ่านมามี 3 กรณีศึกษา แต่ยกประเด็กใน 2 กรณีศึกษาที่น่าสนใจ ดังนี้
Happy Home Health I: กรณีศึกษา 15 เดือน มีสายตาเลือนรางจาก LCA หรือ Leber's Congenital Amaurosis ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมส่งผลให้กระบวนการทำงานของโปรตีนในตา สมอง หรือไต บกพร่อง เช่น เด็กจะมีสายตายาวมากและจอประสาทตาจะเสื่อมลงเรื่อยๆ จนถึงวัย 30 ปีก็จะตาบอดสนิท เป็นต้น เป็นกรณีศึกษาที่หายากมากในเอเชีย แต่พบมากในตะวันตก ลองคลิกอ่านรายละเอียดที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Leber's_congenital_amaurosis และคลิกอ่านข่าวดีของการใช้ยีนบำบัดสร้างโปรตีนใหม่ใน LCA ได้ที่ http://www.junjaowka.com/webboard/showthread.php?t=92156 ซึ่งในกรณีศึกษานี้กำลังรอทำยีนบำบัดในปีหน้า ทำให้ผู้ปกครองสนใจว่า "กิจกรรมบำบัดจะช่วยการพัฒนาเด็กรายนี้ได้อย่างไร"
บทบาทนักกิจกรรมบำบัดจิตอาสาที่ได้ให้บริการไปแล้ว ได้แก่
- นักกิจกรรมบำบัดประเมินความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกของการมองเห็น (ใส่แว่นสายตา) การได้ยิน การสัมผัส (ทั่วร่างกายและภายในช่องปาก) การทรงท่า การรับรู้ข้อต่อ การรับรส การดมกลิ่น และการแสดงพฤติกรรมที่มีเป้าหมาย/ความหมายในกิจกรรมการดำเนินชีวิตเบื้องต้น ได้แก่ การนอน การเล่น การอาบน้ำ การแต่งตัว การทานอาหาร ในบริบทของการเลี้ยงดูจากพ่อ แม่ พี่เลี้ยง ที่บ้านจริงๆ
- เมื่อประเมินข้างต้น พบว่า เด็กมีภาวะหลีกหนีสัมผัส (Tactile Defensiveness)ระดับปานกลาง คือ เด็กร้องไห้นานไม่เกิน 5 นาที ไม่ยอมให้คนแปลกหน้าสัมผัสและอุ้ม ไม่ยอมให้จับมือเล่นของเล่น และไม่ยอมให้แตะหน้า-ภายในปาก นักกิจกรรมบำบัดจึงแนะนำกิจกรรมการลดภาวะหลีกหนีสัมผัส ด้วยการออกแบบกิจกรรมจากการเล่นสัมผัสสื่ออุปกรณ์ภายในบ้านที่หลากหลาย (จัดของเล่นที่มองและสัมผัสได้ ไม่มีเสียง และต้องเงียบขณะเล่นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงความสนใจหนึ่งนาที) สลับพักหนึ่งนาทีด้วยการเล่นสัมผัสร่างกาย (จากแขนขา หน้า ริมฝีปาก และเหงือก ด้วยมือเด็ก ความเย็น ยางสวมนิ้ว ผิวสัมผัสของผลไม้-ขนม-น้ำหวาน การให้แรงกดลึกที่ข้อต่อตรงฟันกราม) รวมทั้งขณะอาบน้ำสัมผัสตัวเด็กด้านหลังด้วยฟองน้ำหยาบแล้ววนหมุนช้าๆ ขณะที่สัมผัสตัวเด็กด้านหน้าด้วยผ้าแล้วเช็ดเร็วๆ จากบนลงล่าง ลูบน้ำที่ตัวก่อนใบหน้าแล้วตามด้วยภายในช่องปาก จากนั้นขณะแต่งตัว ก็ทาแป้ง-โลชั่นด้านหลัง (นอนคว่ำ) แล้วด้านหน้า (นอนหงาย) นำมือเด็กมาสัมผัสเสื้อผ้าด้วย ขณะทานน้ำ/อาหาร ให้นั่งทานหันหน้าเข้ามุมที่ไม่มีสิ่งเร้า ปรับม่านบังแสงให้สว่างพอเหมาะ และประคองมือเด็กหยิบแก้วและช้อนส้อมเป็นพักๆ
- เด็กมีภาวะไม่สมดุลของการบูรณาการทำกิจกรรมผ่านการมองเห็น-การสัมผัส-การได้ยิน (Imbalance of Visual-Tactile-Auditory Integration) ทำให้เด็กชอบของเล่นแบบมีเสียงมากเกินไป และขณะเล่นนั้น ผู้ปกครองและพี่เลี้ยงมีการช่วยเหลือและใช้เสียงเร่งเร้ามากเกินไป ทำให้เด็กขาดโอกาสเรียนรู้สื่อการรับความรู้สึกอื่นๆ รวมทั้งมีการกระตุ้นตนเองด้วยการชอบการทรงท่าจากการหมุน การอุ้มยกตัวขึ้นลง (Vestibular Overload/Compensation) มากเกินไป และหลายครั้งถ้าไม่ใส่แว่น ก็จะใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกายกดตา นักกิจกรรมบำบัดจึงแนะนำกิจกรรมการแกว่งชิงช้าในหลายทิศทางและมีจังหวะแรงเร็วที่คงที่ (5 ครั้งต่อหนึ่งทิศทาง แล้วหยุดจ้องมองการกลอกตาที่เท่ากันมาตรงกลางทั้งซ้ายขวา) และปรับมุม/ห้องต่างๆ ที่บ้านเพื่อนำเด็กมาเล่นกิจกรรมที่หลากหลายสลับกันในหนึ่งนาที (ทำรวมๆ กับและบันทึกความร่วมมือของเด็กกับความไม่ร่วมมือของเด็ก ให้ครบ 45 นาทีต่อวัน) ระหว่างกิจกรรมการมองเห็น-สัมผัส (ถ้าร่วมมือดีก็ปรับไปไม่เกิน 5 นาที) กิจกรรมการมองเห็น-ได้ยิน (จำกัดอยู่ไม่เกิน 1 นาที) ทั้งนี้ได้ปรับห้องเล่นที่มีแสงสว่างพอเหมาะในธรรมชาติ กับปรับห้องเล่นมืดที่กระตุ้นไฟกระพริบและเสียงดนตรีได้อย่างผ่อนคลาย
Happy Home Health II: กรณีศึกษาสายตาเลือนรางจากสมองพิการ อายุ 19 เดือน
บทบาทนักกิจกรรมบำบัดจิตอาสาที่ได้ให้บริการไปแล้ว ได้แก่
- ประเมินการพัฒนาของเด็กตามวัยในด้านทักษะการเคลื่อนไหวร่างกาย ทักษะการใช้มือและตา ทักษะการดูด-เคี้ยว-กลืน-หายใจ พบว่า เด็กมีอาการเกร็งลดลง มีการชันคอได้ นั่งได้เอง คลานได้เอง จากเดิมที่ให้โปรแกรมกิจกรรมบำบัดที่คลินิกครบ 6 สัปดาห์ และส่งปรึกษาให้รับบริการกับนักกิจกรรมบำบัดใกล้บ้าน อีก 6 สัปดาห์ แต่เด็กมีอาการเหม่อ สนใจสิ่งเร้าง่ายเกินไป (Distractibility) ชอบแสงเงาจากพื้นห้อง กระจก และมองคนมากกว่าที่จะสนใจมีสมาธิทำกิจกรรมที่มีเป้าหมาย มีภาวะสัมผัสในช่องปากไวเกินไป มีภาวะหลีกหนีสัมผัสเล็กน้อยที่ใบหน้าและภายในช่องปาก มีปัจจัยของการเลี้ยงดูที่ให้เสียงเร้ามากเกินไป ป้อนอาหารแบบตามใจ (ป้อนคำโตและป้อนเร็วเมื่อเด็กร้องต้องการ) ทำให้มีการสำลักเงียบ (Silent Aspiration) จากการทานเร็วแบบกลืนซ้ำ อมอาหาร และกลั้นหายใจ ทำให้กลืนไม่สัมพันธ์กับการหายใจ
- นักกิจกรรมบำบัด (ร่วมมือกับนักศึกษา ป. โท มัณฑนศิลป์) ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้เกิดห้องฝึกการพัฒนาของเด็ก โดยใช้ตู้ปิดหน้าต่างที่มีแสง จุดมุมที่เข้าหากำแพงให้เป็นสัดส่วน ปรับโซฟาให้ฝึกเด็กได้โดยไม่หันหน้าเข้าหาแสงและสิ่งเร้าอื่นๆ ปรับมุมทานอาหารบนโต๊ะเด็กที่มีเบาะรองไม่ให้แหงนพร้อมกับกั้นฉากที่ทำให้เด็กมองผู้ป้อน ที่จัดที่นั่งให้เคลื่อนไหวได้สะดวกและไม่ปวดหลัง ปูผ้ายางลดแสงสะท้อนจากพื้น ปรับกิจกรรมการเคลื่อนไหวทรงท่าที่มีหลายทิศทางพร้อมทำกิจกรรมเกาะเดินในสวน แนะนำให้เปิดน้ำพุเลี้ยงปลาในอ่างน้ำ มีกะบะทรายสะอาดเล่น เพื่อให้มีการสำรวจสิ่งแวดล้อมนอกบ้านที่มากขึ้นกว่าการฝึกทำกิจกรรมเฉพาะในบ้าน
- นักกิจกรรมบำบัดเลือกกลุ่มของเล่นที่เหมาะสมและหลากหลายในการพัฒนาเด็กระหว่างชุดของเล่นและการเล่นที่เน้นสหสัมพันธ์ของการใช้ตาและมือ กับชุดของเล่นและการเล่นที่เน้นสหสัมพันธ์ของการใช้ตาและการได้ยิน โดยจัดเวลาการฝึกกิจกรรมบำบัดของเด็กไม่เกิน 1 ชม. แต่ให้พักและทำกิจวัตรประจำวันปกติ แล้วฝึก 3-4 ช่วงเวลาในหนึ่งวัน
- นักกิจกรรมบำบัดแนะนำเทคนิคการป้อนอาหาร ที่ลดการใช้เสียงผู้ป้อน หากต้องการให้เด็กสนใจใช้ตามองอาหารพร้อมกับใช้ปากสัมผัสอาหาร แนะนำไม่ให้ป้อนอาหารด้วยการเทลงปากเด็ก แต่ให้วางช้อนที่มีอาหารปริมาณพอเหมาะวางห่างริมฝีปากเด็กประมาณ 1 ซม. วางไว้จนกว่าเด็กจะนำริมฝีปากและพยายามเม้มปากนำอาหารเข้าปากเอง ไม่ควรเร่งหรือช่วยเด็กมากเกินไป ควรป้อนแต่ละคำอย่างช้าๆ สลับกับช้อนเปล่าแตะเหงือก เพื่อให้เด็กได้พักจากการกลืนมาหายใจและไม่เร่งเรียกร้องทานอาหารคำโตและทานเร็วเกินไป หากเด็กร้องไห้ ไม่ควรป้อนต่อ ให้อุ้มเดินเล่นจนกว่าเด็กจะหยุดร้อง ค่อยเริ่มต้นนำเด็กมานั่งฝึกทานอาหารต่อไป อาหารที่ให้ ไม่ควรเหลวเกินไป ให้โอกาสเด็กสัมผัสอาหารที่บดเคี้ยวบ้าง (โดยยังไม่คาดหวังให้กลืน สัมผัสแล้วบ้วนออกได้)
ปล. ขอบคุณผู้ปกครองของกรณีศึกษาข้างต้นที่ให้ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และขอบคุณนักศึกษากิจกรรมบำบัดกับนักศึกษามัณฑนศิลป์ นอกจากนี้ความสุขเล็กๆ จากกัลยาณมิตรที่มอบของขวัญหลังปีใหม่กับ ดร. ป๊อป เช่น อ.กฤษณ์และ อ.หนิงที่มอบ Pedometer น้องมหาบัณฑิตจิตวิทยาการศึกษาพิเศษ ม.ราม ที่มอบขนมเค้ก และคุณยายของน้องกรณีศึกษาที่ทำข้าวผัดให้ทานมื้อเที่ยง นับว่าเป็นความสุขเล็กๆ ที่มีคุณค่าในขณะให้บริการกิจกรรมบำบัดอาสาครั้งนี้ครับ
สวัสดีปีใหม่ค่ะท่านดร. ป๊อบ
มาชมกิจกรรมดีๆ ส่งกำลังใจและสุขสันต์วันเด็กนะคะ :)
สุขสันต์วันเด็ก อยากจะชวนไปดูแบบอย่างของอดีตเด็กที่ http://gotoknow.org/blog/somdejmas/418627
สุขสันต์วันเด็กครับ...ขอบคุณกำลังใจจากคุณ poo และขอบคุณบันทึกดีๆ จากคุณเบดูอิน ครับผม
Follow Up กรณีศึกษา LCA ข้างต้นวันที่ 11 ม.ค. นี้ พบว่า น้องคุ้นเคยกับการสัมผัสจากคนแปลกหน้ามากขึ้น มีร้องไห้เมื่อแตะมือและแขนเล่นนานไม่เกิน 5 นาที มีการเล่นอย่างมีความหมายในการสัมผัสเพิ่มขึ้นนานไม่เกิน 30 วินาที มีการเล่นอย่างมีความหมายในการได้ยินพอเหมาะไม่เกิน 1 นาที
มีการปรับรูปแบบกิจกรรมบำบัดให้มีลำดับจากกิจกรรมการเล่นสัมผัสและการมองเห็นในห้องมืด 1 นาที กิจกรรมการเล่นเสียงและการมองเห็นในห้องมืด 1 นาที กิจกรรมแกว่งชิงช้าในที่สว่าง 5 รอบในทิศทางต่างๆ แล้วหยุดให้จ้องมองการกลอกตา (ลูบตาบริเวณต่างๆ ในทิศทางที่ไม่ต้องการให้กลอกค้างใดๆ) นาน 1 นาที กิจกรรมการเล่นสัมผัสและการมองเห็นในห้องสว่าง 1 นาที และกิจกรรมการเล่นเสียงและการมองเห็นในห้องสว่าง 1 นาที รวม 1 รอบคือ 5 นาที แล้วเริ่มรอบใหม่ตั้งแต่ต้นในห้องมืดไปเรื่อยๆ จนครบ 9 รอบ รวม 45 นาทีต่อวัน อาจพักเล่นอย่างอื่นๆ ได้พร้อมเปิดดนตรี ไม่ให้ยกตัวหรือขย่มตัวมากเกินไปขณะพัก ควรทำในช่วงกิจกรรมแกว่งชิงช้าแทน และควรเน้นกิจกรรมข้างต้นกับของเล่นชุดสัมผัส 3 อย่าง ชุดเสียง 3 อย่าง รวม 6 อย่างต่อวัน และไม่ซ้ำกันตั้งแต่วันจันทร์ถึงอาทิตย์ โดยจัดแยกเป็นถุงประจำวันแล้ว
ของเล่นที่เลือกต้องมีความหลากหลายและไม่ติดชอบมากจนเกินไป หากติด ก็ค่อยๆ เล่นไปพร้อมๆกันจนแยกสนใจอันหนึ่งๆ เหตุผลที่จัดเพียง 6 อย่างต่อวัน เพราะมีของเล่นจำนวนมากและมีการกระตุ้นอย่างไม่คงที่ในแต่ละชนิดของการรับความรู้สึก ทำให้เห็นความก้าวหน้าเพียง 20%
สำหรับการลดความไวในการสัมผัสในช่องปาก ไม่ควรบังคับมากจนเกินไป หลอกล่อระหว่างพักฟังดนตรี ให้ค่อยๆ ลูบปลอกนิ้วยางรอบปากจนถึงฟันและเหงือกด้านนอกก่อน
ติดตามผลในอีก 1 อาทิตย์
Follow up กรณีศึกษา LCA ข้างต้นวันที่ 17 ม.ค. นี้ พบว่า น้องเกาะแขน ดร. ป๊อป ให้อุ้มโดยไม่ร้องไห้ จูงเกาะเดินได้โดยพี่เลี้ยงมากกว่า 8 ก้าว และชอบเล่นของเล่นมีเสียงอย่างเหมาะสม มีการยื้อของเล่น ไม่ยอมเปลี่ยนของเล่นอื่นๆ จาก รศ.ชนัตถ์ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Communication disorders กำลังทำการประเมินรูปแบบการสื่อสาร ได้แก่ นิ่ง สนใจ รับรู้คำพูด และตั้งใจทำตามคำพูดของคุณแม่อย่างน่าประทับใจ เช่น ทู๋จ๋า หมำ ส่งเสียงตะโกนตามเสียงร้องเพลงของคุณแม่ นับแปด ส่งจูบ ฯลฯ อาจารย์และดร.ป๊อป จึงแนะนำให้มีการใช้สัมผัส การได้ยิน และการมองเห็น ร่วมกันบ้างขณะทำกิจกรรมการเล่นอื่นๆ นอกเหนือจากกิจกรรมบำบัดที่ให้รวมกัน 45 นาทีต่อวัน เพิ่มการสนทนาเล่นไปด้วยขณะที่ทิ้งตัวไม่เล่นของเล่นสัมผัสบ้าง และลองให้ผู้ปกครองเพิ่มการสังเกตคำศัพท์มากกว่าการสอนความหมาย ให้รับรู้คำศัพท์พยางค์เดียวและเชื่อมโยงกับการกระทำง่ายๆ พร้อมบันทึกศัพท์จากการสำรวจสิ่งแวดล้อมของน้องมากขึ้น และติดตามผลต่อในวันที่ 21 ม.ค. นี้
Follow Up เมื่อ 25 ม.ค. 54 ผมนัดหมายให้ผู้ปกครองน้อง LCA ที่มีความก้าวหน้าในการเข้าหาคน ไม่หลีกหนีสัมผัส เริ่มเล่นสัมผัสกับของเล่นและของใช้ในกิจวัตรประจำวัน มีการสื่อสารได้มากศัพท์ขึ้น แต่ต้องฝึก Orientation & Mobility หรือเคลื่อนย้ายตนเองในการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย คน วัตถุ และพื้นที่ว่าง อย่างมั่นใจด้วยตนเองมากขึ้น ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ "กระบวนการกิจกรรมบำบัดสายตาเลือนรางในการพัฒนาน้อง Albinism ให้มีทักษะทางร่างกายที่ยืนเดินคล่องแคล่ว มีทักษะทางจิตที่เข้าหาคนอย่างอารมณ์ดี แต่ต้องการเรียนรู้การเคลื่อนย้ายอย่างตั้งใจ ไม่กระตุ้นตนเองในท่าหมุน (ยับยั้งท่าตรงข้ามและเบี่ยงเบนเคลื่อนที่อย่างเร็วมีเป้าหมาย) และต้องการฝึกสื่อสารจากการกระทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองมากขึ้น"
ผมพบว่า การที่เด็กสายตาเลือนรางสองคนในต้นเหตุต่างกัน อายุน้อง LCA มากกว่าน้อง Albinism 1 เดือน มีการปรับตัวต่างคนต่างเล่นห่างกัน และเลียนเสียงสลับฟังเสียงของผู้ปกครองได้บ้างในน้องสองคน น้อง Albinism กอดและสัมผัสมือน้อง LCA เกิดการเรียนรู้ที่น่าประทับใจ
ก่อนหน้านี้ Follow Up 21 ม.ค. 54 ดร.ป๊อป นักศึกษากิจกรรมบำบัด และ รศ.ชนัตต์ ผู้เชี่ยวชาญทางความผิดปกติของการสือความหาย ได้ร่วมกันประเมินกระบวนการเรียนรู้และสื่อความหมายของน้อง LCA ที่บ้าน ขณะอาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว เล่นของเล่นในโปรแกรมกระตุ้นการบูรณาการการรับความรู้สึกสัมผัส-การได้ยิน-การมองเห็น-การทรงท่า และเล่นอิสระกับผู้ปกครอง (พ่อ แม่ พี่ชาย และพี่เลี้ยง) ในการเลียนเสียง ไม่เน้นความหมาย และมีการกระทำให้ดูหรือจับทำตามธรรมชาติ (ให้โอกาสมากกว่าการช่วยเหลือจนลืมให้โอกาส) มีการลดลงโปรแกรมของเล่นลง 30 นาทีจาก 45 นาที แล้วเพิ่มการเล่นอิสระกับของใช้ในชีวิตและสื่อสารกับผู้ปกครองมากขึ้น นอกจากนี้ได้แนะนำการจัด Safety zone ให้น้องหัดเกาะเดิน ทรงตัวเดิน โดยอิสระ มีการสื่อสารให้มั่นใจว่าผู้ดูแลจะอยู่ข้างหน้าหรือข้างหลัง เพื่อให้น้องมีความมั่นใจในพื้นที่และการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตมากขึ้น
วันนี้ คุณแม่ของน้องกรณีศึกษาที่สองในบันทึกนี้ ได้โทรมารายงานความก้าวหน้า คือ น้องสามารถเม้มริมฝีปาก ใช้ลิ้นดูดและดันอาหารบดไปพร้อมกับเหงือก-ฟัน มีการเคี้ยวอาหารอ่อน ขนมปังนุ่ม และผลไม้นิ่มได้ดีขึ้น จึงแนะนำให้คุณแม่บันทึกเพิ่มเติมถึงกลุ่มอาหารที่เคี้ยวได้ดีด้วยลิ้นมากกว่าฟัน กับกลุ่มอาหารที่เคี้ยวได้ดีด้วยฟันมากกว่าลิ้น แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มปริมาณอาหารในแต่ละกลุ่มคละกันไป
อาการเหม่อของน้องลดลง มีการจ้องมองส่วนต่างๆ ของร่างกายขณะหยิบจับของเล่นและขณะจับเดินในสวนหินและน้ำพุหน้าบ้านที่ ดร.ป๊อป ดัดแปรสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาเด็กให้ครั้งก่อน แนะนำให้คุณแม่กระตุ้นการเกาะยืนและเดินคว้าของเล่นด้านข้าง ฝึกที่โซฟาก่อนและฝึกให้ลุกเองถ้าล้มที่พื้นยาง (ป้องกันบาดเจ็บและฝึกเรียนรู้ที่จะลุกยืนได้เอง ช่วยได้เล็กน้อย) ไม่ให้จับประคองหรือช่วยการหยิบจับสองมือมากนัก แต่ค่อยๆ เล่นผสมผสานกับการหยิบจับด้วยมือขวาสลับซ้ายเดิม ไม่ให้จับขาก้าวเดินมากนัก ต้องหลอกล่อด้วยการหยิบจับแล้วเอื้อมไปหยิบของเล่นในระยะที่จะต้องก้าวเดินด้านข้างก่อนไปข้างหน้า ช่วยจับขาก้าวบ้างแต่ไม่จับตลอดการเคลื่อนไหว