เช้าตรู่วันที่ 16 ธันวาคม ต้น เหมันตฤดู ผมอยู่บนรถทัวร์สายขอนแก่น-ร้อยเอ็ดกำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน หลังจากที่ฝ่าความหนาวและปุยทะเลหมอกออกจากมูลนิธิกระจกเงา ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย กำลังมองย้อนกลับไปถึงภาพแห่งความประทับใจจากภูมิประเทศ วิถีชีวิต และพลังของคนรุ่นใหม่ กับกิจกรรมต่างๆ ที่ทีมข่าวพระกุมารได้รับโอกาส โอกาสเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นของนักสื่อสารมวลชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผมยังจำได้ถึงความหนาวเหน็บ ของคืนที่แวดล้อมด้วยขุนเขา
หมอกควันจากความกดอากาศต่ำและความชื้นสัมพัทธ์สูงจนทำให้การก่อกองไฟกลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเรา เตนท์หลังขนาด 4 คน ถูกกางขึ้นริมตลิ่งของแม่น้ำกก ในเขต "อุทยานแห่งชาติแม่น้ำกก" บริเวณที่มีชื่อว่า เป็นแหล่งต้นน้ำของพี่น้องในภาคเหนือ ก่อนจะไหลไปรวมกับแม่น้ำโขง ที่อำเภอเชียงแสน
เกือบจะต้นน้ำทีเดียวที่ตรงจุดที่เรากางเตนท์ และตรงนี้เองที่ติดกับ "โป่งน้ำร้องผาเคียว" เรามีโอกาสได้สัมผัสกับความอัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ไม่ว่ามนุษย์หน้าไหนก็ไม่สามารถเลียนแบบความยิ่งใหญ่นี้ได้นอกจากการทำลายล้าง เตนท์ เพียงเตนท์ เดียวเท่านั้นในคำคืนนี้ กับนกพิราบอีกสี่ตัวที่บินมาจากแดนไกล
ตะวันเหนื่อยเต็มที่กับการเดินทางเพื่อให้พลังงานกับสรรพชีวิต เฉกเช่นพวกเราในตอนนี้ สมอบกตัวสุดท้ายถูกเสียบลงไปในพื้นดินปนทรายริมตลิ่ง เวลาเดียวกับความมืดได้โรยตัวเข้ามา มีเพียงเสียงพลังน้ำที่เชี่ยวกรากกระทบกับแง่หินและความหนาวเน็บเท่านั้นที่เป็นเพื่อนในตอนนี้ เราแบ่งหน้าที่กันทำงานแบบมืออาชีพ ผมกับกิม กางเตนท์ แคนหาฟืน ส่วนฮวย ออกไปซื้ออาหารกับลุงของกิม ที่อาสาขับรถมาส่งเราในวันนี้ และในที่สุดความวุ่นวายก็สงบนิ่งลง ที่ตรงหน้าเราคือ ส้มตำจืดๆ ปีกไก่ย่างเหนียวๆ และข้าวหลามเย็นๆ บนกองไฟก็ยังมีน่องไก่วางอยู่ไหม้บ้างดิบบ้าง รสชาติของชีวิตมันชั่งเอร็ดอร่อย ซะจนไม่มีอะไรเหลือตรงหน้าเราเลย
ผมนั่งคุยกับความเงียบจนสมองอิ่มด้วยความคิดที่กำลังฟุ้งซ่าน เด็กๆ หลับกันหมดแล้ว ตรงหน้าคือกองไฟที่กำลังกินเนื้อไม้เหมือนอาหารอันโอชะ สี่ปีแล้วที่ไม่ได้สูดกลิ่นควันไฟและไอป่าแบบนี้ จำได้ว่าครั้งสุดท้ายคือคืนวันที่ 10 ธันวาคม 2544 ผมนั่งอยู่กับสิ่งแวดล้อมคล้ายกันนี้ที่อุทยานแห่งชาติออบหลวงหลังจากลงมาจากอินทนนท์ กับใครบางคนที่เคยเคียงบ่าเคียงใหล่กัน ไม่ว่าจะป่าไหน ลาดยางหรือลูกรัง โบกรถหรือขับรถ คงจะจริงอย่างที่เขาว่าเวลาเปลี่ยนแปลงความคิดได้แต่ไม่เคยลบความทรงจำ ควันไฟกับไอเย็นสูตรผสมของกลิ่นอายแห่งความสุข ผมสุดมันเข้าไปจนเต็มปอด เสียงนกระวังไพรดังแว่วมาจากดงฟากตรงข้าม จักจั่นเรไรขับกล่อมลำนำแห่งพงไพรดังไปทั่วผืนป่า การได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนี้เท่านั้น ที่จะทำให้มนุษย์ผู้โง่เง่าได้มองเห็นความจริงอีกด้านของชีวิตว่าขลาดเขลาซักปานใด เวลาไม่นานนักทุกอย่างก็ค่อยๆ เงียบลงจนไม่เหลือสำเนียกใด แม้ว่ามโนจิตรจะพาความคิดเราล่องลอยไปไกลซักปานใด ท้ายที่สุดมันก็จะพาเรากลับมาเสมอ และที่สุดก็เหลือเพียงเสียงลมหายใจและดูเหมือนว่าเราผ่านโลกมามากมายเช่นไร ลมหายใจเท่านั้นที่ดูจะเป็นของมีค่าที่สุดอย่างเดียวที่เป็นของเรา ผมเผลอหลับไปคล้ายอาการของคนเมา
อุณหภูมิ 10 องศาจากเทอร์โมมิเตอร์พวงกุญแจที่ติดเป้หลัง ปลุกผมขึ้นมาตอนตีห้าครึ่งของวันที่ 15 ธันวาคม อากาศหนาวมากแต่ภูมิประเทศรอบเตนท์ ไม่สามารถสกดเราให้ซุกใต้ถุงนอนอีกต่อไป ภาพที่อยู่ตรงหน้าคือหมอกสีขาวบริสุทธิ์คลอเคลียกับขุนเขาเขียวขจี นุ่มนวล อิสระ แผ่วเบา สวยงามและเยือกเย็น เหมือนจะจับต้องได้ แต่ทำได้แค่เพียงชื่นชมอยู่ห่างๆ ความสวยงามมักอยู่กับเราได้ไม่นานนัก ดวงอาทิตย์ก็ทำหน้าที่ของมันอีกครั้งแม้ว่าจะช้าไปซักนิด มันคงเป็นภาพที่ถูกเก็บบันทึกไว้ในก้านสมองของเราไปอีกนานแสนนาน สงครามของธรรมชาติระหว่างความหนาวเหน็บกับแสงทองแห่งเช้าวันใหม่ และอุ่นไอร้อนจากโป่งน้ำร้อนเป็นสงครามที่สร้างสรรพสิ่ง แคนเป็นคนแรกที่อาสาถอดเสื้อลงวัดอุณภูมิของน้ำร้อนตรงช่วงที่ไหลลงแม่น้ำกก และพยายามเรียกทุกคนให้เป็นแนวร่วม ด้วยเหตุผลที่ว่าเหมือนนอนอยู่ในอ่างน้ำอุ่น แต่ไม่มีมีใครเห็นด้วยเพราะคิดถึงตอนที่ขึ้นมา และก็เป็นความจริง แคนเป็นคนแรกที่วิ่งถึงเตนท์เพราะสู้กับความหนาวเย็นหลังจากขึ้นจากน้ำอุ่นนั่นไม่ได้ หลังจากเก็บเตนท์และข้าวของเรียบร้อยแล้ว ลุงของกิมผู้ใจดี ก็มาถึงตามนัด รับเราเดินทางสู่มูลนิธิกระจกเงาต่อไป
มูลนิธิกระจกเงา คือองค์กรที่ปฏิบัติกิจกรรมเพื่อสังคมโดยไม่แสวงหาผลกำไล บริหารงานโดยกลุ่มคนคนหนุ่มสาว ที่มีหัวใจอาสาสมัคร ที่อยากเห็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมหมดไป แสวงหาความหมาย ของการมีชีวิตอย่างมีคุณค่า ปรากฏตัวเป็นเงาของปัญหาสังคม เป็นกระจกเงา สะท้อนเรื่องราวของความเป็นจริง ที่คนบางกลุ่มอาจมองไม่เห็น
พวกเราเดินทางผ่านหมู่บ้านชาวเขาหลายแห่ง จนมาสุดถนนลาดยาง เชิงเขาใหญ่ที่เราจิตนาการไปต่างๆ นาๆ ว่าจะมีสัตว์สักตัวออกมาเพ่นพ่านให้เราได้เห็นหรือเปล่า และที่ตรงนี้เองคือที่ตั้งของมูลนิธิ พวกเราได้รับรอยยิ้มแรกจากผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งซึ่งภายหลังเรารู้จักเธอในนาม "พี่แป้น" เธอทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานโครงการและเป็นกำลังสำคัญของโครงการหลายๆ โครงการของมูลนิธิ หลังจากนั้นประตูของกำแพงวิสัยทัศน์ของเราก็เปิดออกจากรอยยิ้มนั้น เชื่อมโยงทัศนคติ ความคิดและความรู้สึก ของเราออกสู่โลกอีกโลกที่เราเคยเห็นแต่ในทีวี เด็กๆ ได้รู้จักกับเพื่อร่วมโครงการจากกิจกรรมที่วิทยากรจัดขึ้น แทบทั้งหมดกำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย มีชาวต่างชาติ 2 คน คนแรกเป็นนักนิรุกติศาสตร์ชาวเยอรมัน มาหาทุนสร้างหนังเพื่อเอากลับไปต่อยอดที่ประเทศบ้านเกิด อีกคนเป็นเจ้าของคณะตลกในกรุงเทพ อยากเข้ามาหาประสบการณ์แปลกใหม่ นอกนั้นก็เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัย ทำงานในสาขาอาชีพต่างๆ บ้าง มีเด็กๆ ของเราเท่านั้นที่อยู่ในระดับมัธยม และเป็นมัธยมต้นซะด้วย

|

|
การเดินทางของเราเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นรอยเท้าเล็กๆ ของนักเรียน ม.ต้น ทาบทับรอยนักสร้างภาพยนต์รุ่นพี่ในระดับมหาวิทยาลัยอย่างเต็มภาคภูมิ นักข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชน มาสัมภาษณ์พวกเราลงหน้าบันเทิงในครั้งนี้ด้วย ( ฉบับประจำวันที่ 28 ธันวาคม) เราใช้ชีวิตอยู่กับชาวเขาตลอดสามวันสองคืนบนหมู่บ้านยะฟู ซึ่งเป็นชาวเขาเผ่าล่าหู่ หรือที่เรารู้จักในนามมูเซอ ทำให้เรามองเห็นตัวเองในกระจกเงาของประสพการณ์ มันจะสะท้อนออกมาเมื่อความเหมาะสมของวันเวลาในการใช้ชีวิตก้าวเข้ามาถึง เป็นวิวัฒน์แห่งความแกล่งกล้าที่พอกพูน และเป็นความภูมิใจที่สะท้านไหวในความรู้สึกเมื่อนึกถึงแม้วันเวลาจะเนินนาน
ผลงานของเราจะออกฉายที่ลานเซนเตอร์พอยต์ สยามแสคว ราวกลางเดือนมีนาคม ที่จะถึงนี้ครับ
ท้ายนี้ขอบคุณคุณพ่อสำรอง คำศรี ผู้บริหารที่ใจดีของเราที่เห็นความสำคัญของย่างก้าวประสพการณ์และอนุเคราะห์การเดินทางในครั้งนี้