เปิด YouTube เรื่อง Malcolm Gladwell : What we can learn from spaghetti sauce ดูแล้วคิดถึง “ครูเพื่อศิษย์” คิดถึงวิธีออกแบบการเรียนรู้ให้ศิษย์มี 21st Century Skills เพราะ Malcolm Gladwell พูดในรายการ TED ด้วยสไตล์เดียวกับบทความของเขา ที่เป็นยอดนิยมของผม คือเขียนแบบเล่าเรื่อง เขียนแบบเรื่องสั้น คือให้รายละเอียดที่น่าสนใจ น่าติดตาม แล้วจบแบบหักมุม
ข้อสรุปของการพูดครั้งนี้คือ การเห็นคุณค่าและเคารพความแตกต่างหลากหลายของผู้คน และนี่คือทักษะสำคัญอย่างหนึ่งใน 21st Century Skills ที่ครูเพื่อศิษย์ไทยจะต้องออกแบบการเรียนรู้ ให้ศิษย์ของตนเกิดทักษะนี้ จนกลายเป็นนิสัย นิสัยเคารพความเห็น ความรู้สึก ของผู้อื่น ที่แตกต่างจากความเห็น ความรู้สึก ของตน
ถ้าคนไทยในปัจจุบัน มีนิสัยหรือทักษะนี้ ความขัดแย้งแตกแยกรุนแรงในบ้านเมืองของเราในปัจจุบันจะไม่เกิด คือจะไม่รุนแรงจนทำลายความสามัคคีในชาติ
ทักษะนี้ สอนไม่ได้ แต่เรียนรู้ได้ โดยพ่อแม่และครูสามารถออกแบบการเรียนรู้ให้แก่ลูกหลานหรือศิษย์ของตนได้ โดยวิธีเรียนที่เรียกว่า PBL (Project-Based Learning) ที่ต้องทำโปรเจ็คเป็นทีม หมุนเวียนสมาชิกร่วมทีมไปเรื่อยๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับเพื่อนที่มีนิสัยและบุคลิกต่างๆ กัน
ในการทำงานเพื่อสร้างผลงานตาม โปรเจ็คท์ ที่ได้รับมอบหมาย นักเรียนจะต้องเรียนรู้ทักษะมากมาย ได้แก่ทักษะในการตีความโจทย์ที่ได้รับมอบหมาย ทักษะในการฟัง (ความเห็นของเพื่อนร่วมทีม) ทักษะในการแสดงความเห็นของตน ที่อาจจะแตกต่างจากความเห็นของเพื่อน แต่ก็ไม่รู้สึกขัดแย้ง ทักษะในการบรรลุข้อตกลง จากความคิดเห็นที่แตกต่าง ทักษะในการค้นหาความรู้นำมาประกอบการทำโครงการ โดยค้นหาจากหลากหลายแหล่ง รวมทั้งจาก อินเทอร์เน็ต ซึ่งต้องเรียนรู้ทักษะด้าน ICT และทักษะการเข้าถึงแหล่งความรู้ ทักษะการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของความรู้ที่ค้นได้ ทักษะในการเลือกความรู้ชุด (ชิ้น) ที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุด ทักษะในการตั้งเป้าของผลงาน ทักษะในการปรึกษาหารือครูที่ปรึกษาหรือผู้รู้ ทักษะในการทดลองดำเนินการ และประเมินผลที่เกิดขึ้น ทักษะในการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงแก้ไขวิธีการ ทักษะในการจดบันทึกกิจกรรมและผลงาน ทักษะในการนำเสนอผลงานด้วยวิธีการต่างๆ ได้แก่การเขียนรายงาน การนำเสนอด้วยวาจาโดยมีเทคโนโลยีช่วยความเข้าใจ การนำเสนอเป็นมัลติมีเดีย นำเสนอเป็นภาพยนตร์ หรือนำเสนอเป็นละคร ฯลฯ
ครู (หรือพ่อแม่) ต้องชวนนักเรียน (หรือลูกหลาน) ทบทวนการเรียนรู้ (reflection หรือ AAR) หลังจบโปรเจ็คท์ หรือระหว่างดำเนินการ เพื่อทำความเข้าใจหรือตีความ ว่าปรากฏการณ์ที่ได้ผ่านพบในช่วงทำโปรเจ็คท์นั้น ให้ความรู้อะไรแก่นักเรียนบ้าง ทั้งความรู้ด้านสาระวิชา และความรู้ด้านทักษะข้างต้น การทบทวนการเรียนรู้ร่วมกันภายในทีมงาน จะช่วยเพิ่มความเชื่อมโยงและความลึกของความเข้าใจ จากมุมมองที่แตกต่างกัน ทำให้เด็กได้เรียนรู้ความแตกต่างหลากหลายยิ่งขึ้น
นี่คือการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เป็นการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ (interactive learning through action) โดยที่ครูต้องคอยกระตุ้นหรือส่งเสริมให้เด็กพูดออกมาจากใจ จากความรู้สึกหรือความเข้าใจของตนเอง โดยไม่ต้องกลัวผิด ครูต้องสร้างบรรยากาศที่ไม่เน้นถูก-ผิด แต่เน้นการตีความหรือทำความเข้าใจประสบการณ์ตรง จากความเข้าใจของเด็กแต่ละคน ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน โดยมีเป้าหมายคือ การเรียนรู้ความแตกต่างของมนุษย์ และคุณค่าและความงดงามของความแตกต่างนั้น
การเรียนรู้แบบ PBL จะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้หรือเข้าใจทฤษฎี หรือหลักการต่างๆ ในสาระวิชา ผ่านการปฏิบัติหรือการสัมผัสด้วยตนเอง ไม่ใช่ผ่านการท่องจำ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจทฤษฎีในมิติที่ลึกและเชื่อมโยงยิ่งขึ้น และเห็นคุณค่าของวิชาความรู้ ในบริบทของชีวิตจริง ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก มีชีวิตชีวา
ผมจินตนาการ (ไม่ทราบว่าเหมาะสมหรือไม่) ว่ากระทรวงศึกษาธิการ หรือเขตพื้นที่การศึกษา หรือมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก สามารถจัดการประกวดผลงาน PBL หรืออาจเรียกว่าประกวดโครงงาน ขึ้นภายในจังหวัด หรือภายในเขตพื้นที่การศึกษา หรือภายในประเทศ โดยมีเป้าหมายกระตุ้นบรรยากาศการเรียนรู้จากการลงมือทำ ขึ้นภายในพื้นที่นั้นๆ ให้บรรยากาศภายในพื้นที่อบอวลไปด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ของศิษย์และลูกหลาน เน้นที่การเรียนรู้จากการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตจริง
เช่น มูลนิธิ ส. และหน่วยงานภาคี ๑๐ หน่วยงาน จัด Environment Project Contest สำหรับเด็กอายุระหว่าง ๑๒ – ๑๕ ปี ขึ้นในประเทศไทย โดยเด็กใช้เวลาดำเนินการโครงการ (ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรืออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม) ๙ เดือน และประกวดความคิด ๓ เดือน รวมเวลาทั้งหมด ๑๒ เดือน มีเงื่อนไขว่าแต่ละทีมมีสมาชิก ๔ คน เป็นหญิง ๒ ชาย ๒ มาจากต่างโรงเรียนในจังหวัดเดียวกัน และมีครูพี่เลี้ยง ๑ – ๔ คน โดยที่ครูต้องมาจากต่างโรงเรียนกัน จะไปปรึกษาพ่อแม่หรือผู้รู้ในท้องถิ่นได้ทั้งสิ้น
มูลนิธิ ส. จัดให้มีคณะผู้ดำเนินการโครงการขึ้นคณะหนึ่งมีสมาชิก ๖ – ๑๐ คน เป็นหญิง-ชาย เท่าๆ กัน ทำหน้าที่กำหนดกติกาเงื่อนไขของโครงการ (ซึ่งจะนำไปประกาศในเว็บไซต์) และคอยผลัดกันตอบข้อซักถามใน เว็บไซต์ของโครงการด้วย รวมทั้งทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินรอบคัดเลือกและรอบสุดท้าย
รางวัลที่ได้คือการได้เข้าร่วม Thailand PBL Expo ที่กรุงเทพ การได้นำเรื่องราวของโครงการออกรายการ ทีวี และนำลง YouTube ซึ่งจะทำให้ทีมงานเป็นที่รู้จักและมีโอกาสได้รับทุนศึกษาต่อจากโครงการต่างๆ
ขั้นตอนแรกคือการประกาศรับสมัครทีมประกวด จากทุกจังหวัด/เขตพื้นที่การศึกษา จังหวัด/เขตพื้นที่ละกี่ทีมก็ได้ สมัครโดยเขียนโครงการที่จะดำเนินการโดยใช้เวลา ๙ เดือน ตามหัวข้อย่อยที่กำหนด ความยาวไม่เกิน ๓ หน้ากระดาษ A4 ขนาดตัวอักษร Ansana New 14 กรรมการจะคัดโครงการที่เหมาะสมที่สุดไว้ไม่เกิน ๕๐ ทีม ให้เงินไปดำเนินการทีมละ ๑๐,๐๐๐ บาท
ในระหว่างดำเนินการ ๙ เดือน แต่ละทีมรายงานกิจกรรมและความก้าวหน้าเข้ามาทาง อินเทอร์เน็ต กรรมการอาจไปเยี่ยมชมโครงการที่สนใจ ในที่สุดแต่ละทีมรายงานผลการดำเนินการเป็นรายงานในกระดาษความยาวไม่เกิน ๒๐ หน้า A4 และเป็นวิดีโอความยาวไม่เกิน ๑๐ นาที กรรมการจะคัดเลือกทีมที่เข้ารอบจำนวน ๓๐ ทีม เชิญสมาชิกทีมและครูพี่เลี้ยง ไปเข้าค่าย PBL สิ่งแวดล้อม ๒๕๕๕ หากพ่อแม่จะไปร่วมก็ได้ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง
ที่ค่ายนี้จะมีการตัดสินรางวัลเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง โดยจะได้เหรียญทองกี่ทีมก็ได้ หากคะแนนถึง และจะมีการทำ reflection / AAR การเรียนรู้ของทีมงาน ของครูพี่เลี้ยง และของพ่อแม่ที่ไปร่วม ในงานนี้มีสื่อมวลชนไปร่วม และมีการบันทึกวิดีทัศน์การนำเสนอไว้
สื่อมวลชนที่สนใจโครงการใดสามารถไปถ่ายทำกิจกรรม หรือเขียน สกู๊ป ณ สถานที่จริงได้
เราหวังว่า ในขณะเดียวกัน มูลนิธิ ก. ก็จัดประกวด PBL Contest ในชื่อ Local History Contest มูลนิธิ ข. จัด ประกวดหนังสือนิทานสำหรับเด็ก ในเด็กช่วงอายุเดียวกันทั่วประเทศ โดยใช้หลักทีมงาน ๔ คนดังรายละเอียดเดียวกันกับ Environment Project Contest
ทีมงานมือรางวัลระดับเหรียญทอง เงิน และทองแดง จะได้รับเชิญเข้าร่วม Thailand PBL Expo ที่กรุงเทพ เพื่อเอาผลงานของตนมาแสดงเป็นนิทรรศการ และเข้าร่วมอภิปรายประสบการณ์การเรียนรู้แบบ PBL ของตน ครูพี่เลี้ยงก็มาร่วมอภิปรายในวงครู พ่อแม่ก็มาเข้าวง ลปรร. ในวงพ่อแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นบทบาทของพ่อแม่ต่อการเรียนรู้ของลูก
ในงานนี้ จะมีผู้รู้มากล่าวปาฐกถาเรื่อง Project-Based Learning และเรื่อง 21st Century Skills
จะเชิญมหาวิทยาลัยต่างๆ มาทำตัวเป็นแมวมองชวนนักเรียนทีมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เด่น หรือมีไฟในการเรียนรู้ ไปเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของตน เมื่อถึงโอกาส
ผมตื่นจากฝันกลางวันพร้อมกับบอกตัวเองว่า ผมไม่ใช่ผู้ทำให้ฝันนี้เป็นจริง เป็นการนำความใฝ่ฝันออกบันทึก ลปรร. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน และการเรียนรู้ ได้เห็นบทบาทใหม่ๆ ของตน ในการจัดระบบการศึกษา หรือพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศ ซึ่งตอนเอาไปใช้จริงก็ต้องมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น และข้อเสนอในบันทึกนี้บางส่วนก็อาจไม่เหมาะสม
วิจารณ์ พานิช
๒ ม.ค. ๕๓
การเรียรู้อย่างที่อาจารย์กล่าวมานั้นดีมาก เพราะหนูได้ใช่อยู่แต่บ้งท่านได้แสดงความคิดเห็นว่ามันช้าหนูเลยหยุดไป แต่หนูอย่างจะให้อาจารย์ให้แนวคิดกะหนู ในเรื่องหลักในจัดกิจกรรมการคิดในนักรียนระดับประถมด้วยคะ
ดิฉันเป็นผู้ที่มาเรียนรู้ใหม่ขอคำแนะนะด้วยค่ะ และขอแสดงความคิดเห็นจากประสบการณ์ตรงดังนี้ค่ะ การเรียนแบบ PBL ดิฉันคิดว่าเป็นการเรียนที่นักเรียนได้เรียนรู้ได้ด้วยตนเองและจะทำให้นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้ที่คงทนมากกว่าการทำรายงานแบบค้นคว้า โดยดิฉันได้ทดลองกับการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ระหว่างการให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองมารายงานหน้าชั้นเรียนกับการให้นักเรียนได้แก้ปัญญาของการเรียนด้วยตนเองแล้วนักเรียนจะระลึกได้มากกว่าเมื่อเวลาผ่านไปนานๆ
ขอมองในเชิงวิพากษ์นิดหนึ่งครับ
ศตวรรษที่ 21 ของทางตะวันตกกับของทางตะวันฉกแตกต่างกันหรือไม่ ผมเห็นว่าเหมือนกันทางวัตถุแต่แตกต่างกันทางมุมมองหรือวัฒนธรรม (ยกเว้นว่าเราจะไม่สนใจฐานวัฒนธรรม) ดังนั้น หากเดินหมากด้วยการจัดการแข่งขัน จะมีปรับตัวของคน"ปั้น"โครงงาน จนคณะกรรมการตัดสินตามไม่ทัน และเสี่ยงต่อความขัดแย้ง แก่งแย่ง ครูนักปั้นก็จะทำเหมือนเดิม คือ เลือกเด็กเรียนดีมารวมกันแล้วกำหนดภารกิจว่า "พวกเรามาทำชื่อเสียงให้กับโรงเรียน" แล้วเด็กส่วนใหญ่ที่เหลือก็โดนทิ้งเหมือนเดิม ผมขอเรียกกรณีแบบนี้ว่า "การแทรกแซงกระบวนการเรียนรู้" ควรใช้ ความร่วมมือและการเชื่อมโยงเป็นตัวเดิน ความร่วมมือคือความร่วมมือทุกอย่างทุกระดับที่ทำให้เกิดผลสำเร็จนั้น ส่วนความเชื่อมโยงคือความเชื่อมโยงกับชีวิตหรือวัฒนธรรมหรือเท่าทันการเปลี่นแปลง เรื่องการยกย่องเชิดชูควรมาทีหลังครับ