หลานชาย เรียนจบปริญญาโทจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำงานเป็นหัวหน้าแผนกในบริษัทแห่งหนึ่ง เป็นคนชอบปฎิบัติธรรมและต้องหาเวลาว่างไปทำบุญเป็นประจำ ได้เขียนบันทึกเล่าประสบการณ์ที่ อ่านแล้ว อยากนำมาให้ทุกท่านได้อ่าน เรื่องมีดังนี้ ค่ะ

บันทึกโดย ต้น วรานนท์ 

วันที่   19 มิถุนายน 2553, 0:20:45 | Varanon Ton

 http://www.facebook.com/varanon

              

      ช่วงวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปนอนที่วัดป่าแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่จังหวัดสกลนคร

ช่วงวันนั้นพ่อแม่ชวนไปสกลนคร ผมก็คิดอยากลองไปนอนที่วัดป่าแห่งนี้ดู
สาเหตุที่อยากเพราะเรื่องเล่าของน้า (น้องชายของแม่)
เรื่องมีอยู่ว่า ...........

แต่เดิมช่วงก่อนน้าบวชนั้น เป็นช่วงที่น้าไม่ได้ทำงานอะไร
แม่จึงแนะนำชักชวนให้น้าไปบวชในวัดป่าที่ซึ่งมีหลวงปู่ที่แม่เคารพนับถือเป็นเจ้าอาวาส

ก่อนบวชนั้นตามธรรมเนียมของที่นั่นต้องไปถือศีลอยู่วัดก่อน
น้าเล่าว่า วันแรกที่ไปนอนวัด พอกินข้าวอิ่มก็ง่วง เที่ยงๆก็เข้ากุฏินอนกลางวัน
แล้วรู้สึกว่าโดนจับขาลากไปกับพื้น ลืมตามาก็ไม่เห็นใคร

วันถัดมา ก็มานอนกลางวันอีก คราวนี้โดนผลักจนไปชนกำแพง
แถมมีเสียงมาด้วยว่า "มากินข้าววัด ไม่ตั้งใจปฏิบัติได้ยังไง"
แต่ก็ไม่เห็นใครอีกนั่นแหละ

... หลังจากนั้น น้าก็บวชโดยมีหลวงปู่เป็นพระอุปัชฌาย์

เช้าวันแรกที่หลวงน้าออกบิณฑบาตร ก็แอบคิดว่า เทวดามีจริงรึเปล่าน้อ
ก็อธิษฐานว่าถ้ามีจริง ขอให้บิณฑบาตรได้มาม่า 3 ซอง
ปรากฎว่าออกจากวัด โยมคนแรกที่มาตักบาตรกับหลวงน้าเอามาม่ามาตักบาตรจริงๆและใส่มา 3 ซองจริงๆ
หลวงน้าขนลุกซู่ คิดเล่นๆแต่ได้จริงๆ

วันถัดมาเอาอีก หลวงน้าคิดว่าวันนี้ขอให้ได้ข้าวหลามสามกระบอก
ก็ปรากฎว่าโยมคนแรกที่มาตักบาตรกับหลวงน้าเอาข้าวหลามมาใส่บาตร หลวงน้าได้มาสามอัน ขนลุกอีกรอบ

หลังจากที่คิดเล่นๆในใจไม่ได้บอกใครและไม่ได้บอกหลวงปู่
เมื่อมาเจอหลวงปู่ ท่านก็ทักว่า
"อย่าอธิษฐานขออยู่ขอกินอีกเด้อ มันบ่อแม้น
อธิษฐานขอให้ได้มรรผลนิพพานในชาตินี้ไปโลด"
(ภาษาอีสาน: มันบ่อแม้น=มันไม่ใช่, ไปโลด=ไปเลย)
....

พอได้ฟังเรื่องตามที่น้าเล่าให้แม่ฟังแล้ว ก็เลยอยากไปนอนที่วัดป่าแห่งนี้ดูบ้าง
ไม่ใช่ว่าไม่กลัวผี ไม่ชอบท้าทายลองดีกับใครไม่ว่าคนหรือผี
แต่จากการที่เคยไปนอนค้างคืนที่วัดมาหลายแห่ง
เห็นว่าการไปอยู่ที่วิเวก และมีอะไรแปลกๆ(ไปจากที่เคยชิน)นั้น
มีผลช่วยให้ตัวเราเองตั้งใจฝึกเจริญสติได้อย่างดีมากทีเดียว
ได้สังเกตดูอาการทางใจของตัวเอง ขณะที่มีความกลัวและความคิดฟุ้งซ่าน

พอดีช่วงวันวันวิสาขบูชานั้น พ่อกับแม่จะไปทำบุญทอดผ้าป่าที่วัดอีกแห่งหนึ่งที่สกลนคร
ก็พากันแวะมากราบหลวงปู่ที่วัดนี้ก่อน
พ่อแม่ก็พามากราบหลวงปู่ และขออนุญาตหลวงปู่ให้ผมพักค้างคืนที่นี่
หลวงปู่ถามว่า "บ่อกลัวบ๊อ" (ไม่กลัวหรอ) ผมก็ตอบว่า "ขอลองดูครับ"
แล้วพ่อแม่ก็พามาฝากฝังลุงคนนึงที่นอนวัดเหมือนกัน
หลังจากนั้นพ่อแม่ก็ไปบ้านป้าเพื่อค้างที่โน่น

ลุงก็พามาที่กุฏิหลังหนึ่ง เป็นกุฏิเรือนไม้เล็กๆ มีใต้ถุนค่อนข้างสูง
มีห้องเล็กๆห้องเดียว ไม่มีห้องน้ำในตัว และไม่มีไฟฟ้า

เข้าไปข้างในก็เห็นว่ามีฝุ่นเกาะ และใยแมงมุมเยอะ
สงสัยก่อนหน้านี้จะไม่มีคนมานอนกุฏินี่สักพักใหญ่

มองไปบนเพดานก็เห็นมีเชือกสีแดงผูกเป็นบ่วงห้อยลงมาจากคาน
ขนาดน่าจะพอให้แขวนคอได้พอดี
ไม่รู้ใครไปทำไว้ทำไม เราก็ไม่ไปยุ่งกับตรงนั้น
ก็เริ่มต้นทำความสะอาดปัดกวาดกุฏิให้เรียบร้อย

กุฏิแต่ละหลังจะอยู่ห่างๆกัน และในวัดก็มีต้นไม้สูงขึ้นเต็ม
กุฎิแต่ละหลังจึงดูสงบวิเวกมาก

ที่ศาลาใหญ่ที่วัดแห่งนี้ มีโครงกระดูกห้อยอยู่ตรงหน้าศาลาด้วย
เมื่อยืนตรงระเบียงของกุฏิที่มาพัก ก็จะเห็นว่า โครงกระดูกหันหน้ามาทางกุฏินี้พอดิบพอดี

วันนั้นมาถึงวัดตอนบ่ายๆ พระและคนที่วัดก็ออกมากวาดถนนหนทางในวัด เราก็ไปร่วมกวาดด้วย
ในช่วงเย็นเค้าก็มีการกางเต้นท์โรงทาน เพราะจะมีคณะจากกรุงเทพมาทำโรงทานที่วัดนี้ในวันถัดไป
เราก็ไปร่วมช่วยแบกอุปกรณ์ทั้งหลายที่ใช้ในงาน และช่วยกางเต้นท์

พอเย็นๆ ก็ไปเดินเล่นในวัด มีต้นไม้สูงใหญ่เยอะสมเป็นวัดป่า มีทางเดินจงกรมอยู่ใกล้ๆกุฏิแต่ละหลัง

ตอนหัวค่ำมานั่งรอทำวัตรเย็น กำลังนั่งหิวอยู่ เพราะตั้งใจไว้ว่าอยู่วัดจะถือศีล 8
หลวงปู่เดินผ่านมาตรงนั้นพอดี ก็ถามไถ่เราว่า "หิวบ่อ" (หิวไหม)
ก็ยกมือไหว้และตอบหลวงปู่ว่า "นิดหน่อยครับ"
แล้วก็ช่วยหลวงปู่ถือร่มเดินไปที่ศาลา

วันนั้นก็ทำวัตรเย็น แล้วก็เดินเวียนเทียนรอบศาลา 3 รอบ มีชาวบ้านมากันเยอะพอควร
พอเสร็จแล้ว ก็กลับมาที่กุฏิ ดูมืดมาก เพราะกุฏิแต่ละหลังไม่มีไฟฟ้า
ผมก็ไปเดินจงกรมที่ทางเดินข้างกุฏิ ตอนแรกก็ส่องไฟฉาย
แต่พอตาเริ่มชินกับแสงสว่างจากพระจันทร์เต็มดวง ก็ปิดไปฉายเดิน

เดินไปนานแค่ใหนไม่รู้ จนเริ่มเมื่อย ก็ถือไฟฉายมาเดินขึ้นกุฏิ
ส่องไปฉายไปที่หน้าประตู ก็โป๊เชะ มีตุ๊กแกตัวใหญ่บะเร่อมาเกาะขวางที่หน้าประตูพอดี
เห็นทีแรกก็แว่บตกใจ แต่ก็เดินเข้าไปใกล้ๆ กะว่าเดี๋ยวมันกลัวเราก็หนีไปเอง
ปรากฏว่าเจ้าตุ๊กแกเกาะประตูแน่นหนึบอยู่ตรงนั้นไปยอมหนีไปใหน
ดวงตาอันปูดโปนบะเร่อเท่อก็จ้องเขม็งมาทางเราอีกตะหาก

คิดในใจว่า ตุ๊กแกตัวนี้มันดูผิดวิสัยตุ๊กแก
เมื่อเปิดประตูเข้ากุฏิไม่ได้เพราะตุ๊กแกมาขวาง ก็เลยไปเดินจงกรมต่อ
เดินไปๆมาๆอีกสักพัก พอกลับมาตุ๊กแกก็ย้ายจากตรงประตู ไปอยู่เหนือประตูแทน
ก็เลยเข้ามาในห้องได้ แต่ก็รีบเปิดรีบปิด กลัวตุ๊กแกจะแอบวิ่งตามเข้ามาด้วย

ในกุฏิมีมุ้งลวดที่หน้าต่างและประตู
ตอนกลางวันที่แสงสว่างจากข้างนอกส่องเข้ามานั้น ไม่เห็นอะไรบนมุ้งลวด เพราะดูเป็นสีดำไปหมด
แต่พอมาตอนกลางคืน ที่เราใช้ไฟฉาย พอแสงจากไฟฉายไปตกกระทบมุ้งลวด
มุ้งลวดจะสะท้อนแสง ก็จะเห็นว่ามีส่วนที่ถูกเขียนด้วยหมึกดำไว้บนมุ้งลวด

เขียนไว้ว่า "คาถากันผี"
แล้วก็เขียนอะไรๆไว้อีกหลายบรรทัด
อ่านออก แต่แปลไม่ได้ ไม่รู้เอามาจากภาษาอะไร
เป็น คาถาที่ไม่เคยได้เห็นได้ยินมาก่อน

ผมก็ไม่ไปยุ่งอะไรกับคาถาตรงนั้น ไม่อยากลองของแปลกๆที่ไม่รู้จัก
(แอบคิดในใจว่า มีใครแกล้งมาเขียนคาถาเรียกผีแต่หลอกว่าเป็นคาถากันผีรึเปล่า)
ผมก็สวดมนต์ไหว้พระ อะระหังสัมมา ไปตามปกติ
พอดับไฟฉาย ก็มีแค่แสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าตาเข้ามา
พอให้ได้เห็นบ่วงเชือกที่ห้อยลงโตงเตงจากบนเพดาน

แล้วก็นั่งสมาธิ นั่งดูความกลัว และความฟุ้งซ่าน ที่มันมีแล้วก็ไม่มี ไม่มีแล้วก็มี
แล้วก็เข้านอน .....

..... สรุปแล้วก็ไม่เจอผีหรือเทวดาหรืออะไรก็ตาม แบบที่คนอื่นๆที่เคยมาค้างเล่าให้ฟัง
หรืออาจจะเจอ แต่ไอ้เราไม่สังเกตก็ไม่รู้...

เล่าให้แม่ฟัง แม่บอกว่า สงสัยตุ๊กแกนั่นแหละ เป็นเทวดาแปลงร่างมา ขวางประตู ให้ตั้งใจปฏิบัตินานๆ

.... ก็เล่าสู่กันฟังสนุกๆครับผม ^_^

                   

ขอบคุณ ต้นวรานนท์ ที่อนุญาตนำมาบันทึกนี้ ขอบคุณทุกท่านที่มาอ่านค่ะ