คุณป้าบอกว่า กว่าหน้าต่างบานหนึ่งจะเสร็จใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์...เป็นงานที่ต้องใช้ทั้งสมาธิ ความอดทน และที่สำคัญ ต้องมีใจรักในงานศิลป์แขนงนี้จริงๆ หากขาดความรักในงานแล้วจะทำให้งานออกมาดีไม่ได้เลย
วันหยุดยาวช่วงปีใหม่ ใครหลายคนคงได้กลับบ้านไปอยู่ฉลองปีใหม่กับครอบครัว...แต่สำหรับข้าพเจ้า ปีนี้เป็นอีกปีที่อยู่คนเดียวในคืนข้ามปี เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองน่าสงสารมากนัก จึงต้องหาอะไรพิเศษทำสักหน่อย อิอิ

 

คืนปีใหม่...ข้าพเจ้าไม่ได้ออกไป count- down ที่ไหน เพราะโดยนิสัยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าไม่ค่อยชอบออกไปเที่ยวยามค่ำคืน จึงได้แต่ขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้าของหอพัก เพื่อชมการจุดพลุเฉลิมฉลองปีใหม่รอบๆ เมืองกรุง...พอได้เวลา 00.00 น. เสียงพลุดังรอบเมืองไม่ขาดสาย น่าเสียดายที่กล้องถ่ายภาพของข้าพเจ้าไม่ดีพอที่จะเก็บภาพความสวยงามเหล่านั้นไว้ได้ ข้าพเจ้าจึงถ่ายภาพของลานจอดรถ รพ.รามาธิบดี เป็นภาพธรรมดาๆ ที่ไม่ธรรมดาสำหรับข้าพเจ้า เพราะค่ำคืนนี้ลานจอดรถดูงดงาม ...อย่างน้อยก็สวยในสายตาของข้าพเจ้าละ!

 

 

 

ท่ามกลางแสงไฟสว่างไสวทั่วเมือง แหงนหน้าขึ้นสู่เบื้องบน (ตามประสาสมาชิกชมรมคนหยิ่ง...”ชมรมคนรักมวลเมฆ”) ก็จะพบกับดวงดาวน้อยใหญ่ แม้ว่าดวงดาวเหล่านั้นจะไม่เจิดจรัสในเมืองกรุงเนื่องจากถูกแสงไฟบดบัง ถูกพลุดึงดูดความสนใจ แต่ข้าพเจ้ากลับชอบมองดวงดาวแสงริบหรี่เหล่านั้นมากกว่า...กลุ่มดาวนายพรานและดาวหมีใหญ่ที่อยู่ข้างๆ กันส่องแสงระยิบระยับมาทักทายเป็นระยะๆ ท้องฟ้าฤดูหนาวเป็นฤดูที่ดาวพร่างพราวเต็มฟ้า บางครั้งบางคราก็มองเห็นทางช้างเผือก แต่ต้องขอวงเล็บไว้นิดนึงว่า ไม่ใช่ฟ้าในกรุงเทพ

 

 

ผ่านพ้นคืนข้ามปี ตื่นเช้ามารับวันปีใหม่...ใครๆ เค้าก็พากันไปทำบุญ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นปี เพื่อนที่เป็นคน กทม. เล่าให้ฟังว่าชาวกรุงเค้ามักจะพากันไปไหว้พระเก้าวัด แล้วก็พากันไปสักการะพระแก้วมรกตพระคู่บ้านคู่เมือง...จึงไม่แปลกที่บริเวณวัดสำคัญๆ ต่างๆ โดยเฉพาะพระอารามหลวง เช่น วัดพระเชตุพนฯ จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คน และแน่นอนว่า รถติด!!! เฮ้อ...แม้แต่ทำบุญก็ยังต้องแย่งกัน เบียดเสียดกัน

 

 

ข้าพเจ้าและเพื่อนตัดสินใจพากันไปเที่ยวชมโลหะปราสาทก่อน ไม่อยากไปเบียดเสียดกับผู้คนมากมายที่วัดพระแก้ว โลหะปราสาทแห่งนี้ปกติเคยแต่นั่งรถผ่าน แต่ทว่ายังไม่เคยได้มีโอกาสเข้าไปสักที เพิ่งรู้ว่าเค้าเปิดให้เข้าชม สามารถเดินขึ้นไปยังยอดโลหะปราสาทได้ก็จากบันทึกของท่านธรรมฐิต วันหยุดปีใหม่นี้จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ข้าพเจ้าจะได้ไปชมให้เห็นกับตาซะหน่อย สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น อิอิ

 

 

บริเวณด้านหน้าก่อนจะเข้าไปยังวัดราชนัดดารามวรวิหารอันเป็นที่ตั้งของโลหะปราสาทนั้น เป็นลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ซึ่งตกแต่งบริเวณให้งดงาม มีดอกไม้หลากสีเบ่งบาน...รอบๆ บริเวณมีผู้คนมาถ่ายรูปกับดอกไม้มากมาย...ดอกไม้เบ่งบาน ผู้คนเบิกบาน แม้ว่าแดดจ้าสักเพียงไหน เราก็ไม่หวั่นกับการถ่ายรูป 555

 

 

   

 

หลังจากไปกราบพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้าพเจ้าก็เดินมุ่งหน้าไปยังพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ซึ่งตั้งตามชื่อของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งที่ยังทรงดำรงยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พลับพลานี้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อใช้รับรองราชอาคันตุกะ ภายในเขียนลายรดน้ำสีทอง...วันที่ไปนั้นพลับพลาสีทองเปล่งประกายสดใสท่ามกลางดอกไม้นานาพรรณ...โดดเด่น ท้าทายแสงตะวันอันร้อนแรง

 

   

 

บริเวณเสาแต่ละต้นเขียนลายรดน้ำสีทอง อ่อนช้อย วิจิตรบรรจง...

 

 

 

 

 

 

เดินเข้าไปภายในวัด มองเห็นโลหะปราสาทตั้งเด่นเป็นสง่า...งดงามด้วยสถาปัตยกรรมแปลกตา

 

 

 

ข้าพเจ้าและเพื่อนถ่ายรูปได้สักครู่ก็พากันเดินขึ้นไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุซึ่งประดิษฐานไว้ที่ยอดโลหะปราสาท คนเยอะมากๆ...ตอนที่เดินสวนกันบนบันไดเวียนต้องระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นอาจตกลงมาได้ง่ายๆ ก่อนจะถึงยอดปราสาท ระหว่างทางมีพระพุทธรูปปางต่างๆ ประดิษฐานอยู่รายรอบ ตอนแรกข้าพเจ้าคิดว่าจะมีพระพุทธรูปปางประจำวันเกิดต่างๆ...เดินวนจนครบรอบแล้วก็ยังหาปางรำพึง พระพุทธรูปปางประจำวันเกิดของข้าพเจ้าไม่พบ...จึงเดินวนอีกรอบ อ๊ะ ปางอุ้มบาตรก็ไม่เห็น งั้นแสดงว่าเค้าคงไม่ได้ตั้งใจจะให้ครบตามวันเกิดแน่ๆ

 

 

 

พอถึงยอดปราสาท ต้องต่อแถวขึ้นอีกเพื่อสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ข้าพเจ้าไม่ได้ถ่ายรูปพระบรมสารีริกธาตุมา เนื่องจากผู้คนเบียดเสียด ต่อแถวขึ้นไปกราบเยอะมากกกก...แดดยามเที่ยงวันทำให้ใครหลายคนเลือกที่จะแซงคิวคนอื่น...เฮ้อ ตั้งใจจะมาทำบุญแล้วก็ใจเย็นสักนิดเถอะ!

 

    

 

 

เดินลงมายังโลหะปราสาทชั้นล่างเป็นการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับความเป็นมาของโลหะปราสาทแห่งนี้ ซึ่งนิทรรศการจัดได้อย่างงดงาม และน่าสนใจ อากาศภายในโลหะปราสาทเย็นสบายท่ามกลางแดดอันร้อนระอุภายนอก...ไม่รู้ว่าในฤดูร้อน จะอากาศเย็นเช่นนี้หรือเปล่า

 

 

 

ภาพถ่ายซากโบราณสถานของโลหะปราสาทที่ประเทศอินเดีย

 

 

 

ภาพโลหะปราสาทก่อนที่จะได้รับการบูรณะ

 

 

 

ต้นโพธิปักขิยธรรม พอเราเคาะระฆังเลือกใบไม้ ก็จะแสดงความหมายของโพธิปักขิยธรรม 37 ...สนุกดี แต่ต้องใช้เวลาในการเล่นสักหน่อย เมื่อยมีอีกสักนิด กว่าจะรู้ความหมายของโพธิปักขิยธรรมครบทั้ง 37 ประการ^^

 

 

    

 

แต่ละจุดต่างๆ ที่แสดงนิทรรศการ จัดได้อย่างน่าสนใจ กระดานสีขาวที่เห็นในรูปด้านขวามือดูเหมือนแผ่นพลาสติกสีขาวธรรมดาแผ่นหนึ่ง แต่พอหันเข้าหากระจกแล้วจะปรากฏเป็นรูปสามมิติของโลหะปราสาทแห่งนี้...

 

ถัดจากโลหะปราสาท ข้าพเจ้าและเพื่อนชวนกันไปกราบพระประธานในพระอุโบสถของวัดราชนัดดา พระอุโบสถมีหน้าบันลงรักปิดทอง ตอนที่ไปนั้นเค้ากำลังทำการบูรณปฏิสังขรณ์พอดี แต่ก็ยังคงเห็นความงดงามได้ไม่ยาก ที่หน้าประตูทางเข้าพระอุโบสถ เป็นรูปวาดเทวดา...ข้าพเจ้าสังเกตว่า วัดที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มักจะมีรูปเทวดาหน้าตาเหมือนรูปเทวดาของจีน แต่แต่งตัวทรงเครื่องอย่างเทวดาไทย เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะของจีนและไทย...เอ จะว่าไปแล้วเทวดาเค้าแบ่งชนชาติกันมั้ยเนี่ย?

 

 

    

 

 

ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน ”พระเสฏฐตมมุนี” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3

 

 

 

หลังจากก้มกราบพระขอพร (ส่วนจะขออะไรนั้นขออุบไว้ อิอิ) พลันสายตาข้าพเจ้าเหลือบไปเห็นคุณป้า กำลังขะมักเขม้นตั้งใจเขียนลายอยู่ที่บานหน้าต่าง ข้าพเจ้าก็อดไม่ได้ที่จะไปยืนดู....

 

 

ดวงตาแน่วแน่ มือค่อยๆ ตระหวัดปลายพู่กันให้เกิดลวดลายบนบานหน้าต่างสีดำ เห็นแล้วรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก...

 

คุณป้าเล่าให้ฟังว่ากำลังเขียนลายรดน้ำซึ่งวิธีการทำเป็นแบบโบราณ ตอนแรกต้องลอกลายโดยใช้กระดาษเขียนลายแล้วใช้เข็มฉลุตามลาย หลังจากนั้นวางลายทาบกับบานหน้าต่างแล้วใช้ลูกประคบฝุ่นดินสอพองลูบ ก็จะได้ลายจุดๆ สีขาวๆ บนหน้าต่างซึ่งลงรักเอาไว้แล้ว(คล้ายๆ กระดาษลอกลาย) เสร็จแล้วก็ค่อยใช้พู่กันชนิดพิเศษซึ่งมีความยาวมากกว่าพู่กันธรรมดาสองเท่า เขียนลายทับอีกที ตอนแรกข้าพเจ้าคิดว่าคุณป้าใช้สีทั่วๆไปเขียน...แต่จริงๆ แล้วสีที่เห็นเรียกว่าน้ำยาหรดาล ทำมาจากหินสีเหลือง(หินหรดาล) บดผสมกับกาวยางกระถินและน้ำส้มป่อย เขียนเสร็จก็จะลงรักปิดทอง แล้วพอรดน้ำ สีที่เขียนไว้ก็จะหลุดลอกออกมาเหลือแต่ลวดลายทองให้เห็น...ฟังดูยุ่งยากทีเดียวกว่าจะได้งานสวยๆ ออกมาสักชิ้น คุณป้าบอกว่า กว่าหน้าต่างบานหนึ่งจะเสร็จใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์...เป็นงานที่ต้องใช้ทั้งสมาธิ ความอดทน และที่สำคัญ ต้องมีใจรักในงานศิลป์แขนงนี้จริงๆ หากขาดความรักในงานแล้วจะทำให้งานออกมาดีไม่ได้เลย

 

 

การจะทำงานใดๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ คงต้องใช้ทั้งฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา...มีความรักความพอใจในงาน มีความหมั่นเพียรอดทน มีจิตแน่วแน่เป็นสมาธิจดจ่อกับงาน และใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองงาน หาเหตุผล ข้อบกพร่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น...จะเรียกว่าเป็นการฝึกสมาธิควบคู่ไปกับการใช้อิทธิบาทสี่ก็น่าจะได้ ตอนสมัยเรียนพุทธศาสนาก็ได้แต่ท่องจำไปสอบว่าอิทธิบาทสี่มีอะไรบ้าง เข้าใจจากการอ่าน...แต่หากได้ปฏิบัติเอง ความเข้าใจอันเกิดจากการปฏิบัติย่อมลึกซึ้งกว่ามากมายนัก

 

ข้าพเจ้ากล่าวลาคุณป้า และขอบพระคุณท่านสำหรับความรู้....ก่อนกลับท่านยังอุตส่าห์ให้พรปีใหม่ด้วย  

 

แต่ไม่ว่าพรใดก็คงไม่สัมฤทธิ์ผลหากเราไม่นำกลับไปปฏิบัติ

 

 

 

การเดินทางก้าวเล็กๆ นี้ จึงเป็นอีกหนึ่งการเดินทางดีๆ สำหรับวันเริ่มต้นปีของข้าพเจ้า....^^

 

สวัสดีปีใหม่ค่ะ