ศีล ๕ คือการให้ที่สูงสุด   

 

หลังจากที่ลาออกจากศีล ๘ ที่เป็นเนกขัมมะศีล หรือศีลที่เหมาะแก่ผู้ปฏิบัติ มาสมาทานศีล ๕ คือปกติศีล แล้ว พระอาจารย์ได้กล่าวถึงศีล ๕ ว่ามีอานิสสงส์มาก และเป็นการให้ที่สูงสุดทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น เพราะเป็นการให้ความปลอดภัย

 

  • ความปลอดภัยช่วยให้ชีวิตสงบ ปลอดภัยไม่ห่วง ไม่กังวล  การมีศีล ๕ เป็นกระแสลึกๆอยู่ในใจจะทำให้เรารู้สึกเหมือนยกหินออกจากอก ทำให้คนอยู่ด้วยกันด้วยความสงบ อบอุ่น ไม่ระแวงกัน

 

  • พื้นฐานของความทุกข์อยู่ที่ความกลัว ความห่วงกังวล

 

  • ศีล ๕ ช่วยตัดกระแสความกลัว ช่วยให้ความปลอดภัยทั้งกับตัวเอง และผู้อื่น ที่ไม่ขึ้นลงตามอารมณ์

 

  • การปฏิบัติธรรมจะช่วยให้ค่อยๆ เห็น  ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ ศรัทธา  เกิดความมั่นคงในธรรม

 

ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,

 งดเว้นจากการฆ่า การเบียดเบียน การทำร้าย

อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
งดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้

กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
งดเว้นเว้นจากการประพฤติผิดในกาม

มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
งดเว้นจากการพูดปด การพูดให้ร้าย


สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
งดเว้นจากการดื่มน้ำเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

 

จากโอวาทของท่าน และการทำวัตรสวดมนต์ในการมาปฏิบัติคราวนี้ ทำให้ฉันเริ่มเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า fear factor ที่ได้ยินมาจากวงจิตตปัญญา และได้ประจักษ์แล้วว่ารากเหง้าแห่งความกลัวในใจของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามก็คือ

 

มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชานามะ : -

พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว, จึงได้รู้อย่างนี้ว่า : -

 

ชาติปิ ทุกขา,

แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ ;

ชะราปิ ทุกขา,

แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ ;

มะระณัมปิ ทุกขัง

แม้ความตายก็เป็นทุกข์ ;

โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา,

แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์ ;

อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข

ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ ;

ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข,

ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ ;

ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง,

มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ ;

 

...............................................................

 

เต (ตา) มะยัง โอติณณามหะ,

พวกเราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว ; ชาติยา, โดยความเกิด ;

ชะรามะระเณนะ,

โดยความแก่และความตาย ;

โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปยาเสหิ,

โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ทั้งหลาย ;

ทุกโขติณณา,

เป็นผู้ถูกความทุกข์ หยั่งเอาแล้ว ;

ทุกขะปะเรตา,

เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นเบื้องหน้าแล้ว ;

 

          ................................................................

 

การได้ปฏิบัติธรรมครั้งนี้จึงเป็นการไปต่อภาพความเข้าใจในชีวิตให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น และเป็นการก้าวเดินเข้าไปใกล้ความมีสติอีกขั้นหนึ่ง  ด้วยย่างก้าวที่ “พอดี”