อยากให้เวลากับการเขียนบันทึกครับ แต่แล้วก็ทำไม่ได้มาหลายเดือน คืนนี้เลยทุ่มสุดตัวเขียนบันทึกให้ได้ เพราะคิดว่า ถ้าเราจะตั้งคำถามกับคนทั่วไปว่า วันนี้คุณอ่านหนังสือแล้วยัง สำหรับนักวิชาการก็ต้องถามว่า วันนี้คุณเขียนอะไรเพื่อคนอื่นอ่านแล้วยัง ดังนั้นนี่คืองานเขียนแบบด่วนๆ ประมวลความรู้สำคัญจากการทำงานครั

"หายไปเลย" อาจจะเป็นข้อสรุปหนึ่งของผมสำหรับการเขียนบันทึกประสบการณ์ของผมเองในเว็บบล็อกครับ เหตุผลง่ายๆ ก็คือ งานช่วงนี้มันทำผมหมดสภาพ กลับถึงบ้านก็คิดอะไรไม่ออกแล้วครับ ทั้งๆ ที่หลายอย่างอยากจะบันทึกไว้เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับตนเอง

บังเอิญมีงานที่ไม่ได้คิดว่าจะต้องเข้าไปเกี่ยว แต่สุดท้ายก็ได้เข้าไปเกี่ยวครับ งานที่ว่าคือ การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐในพื้นที่สามจังหวัด หัวหน้าทีมวิจัยบอกผมว่า การเก็บแบบสอบถามต้องไม่ใช่เฉพาะมุสลิมในพื้นที่นะ ต้องเป็นศาสนิกอื่นด้วย แต่ผมทำเกินกว่าคำขอครับ เพราะไม่ใช่แค่เก็บแบบสอบถามแต่ผมไปตั้งวงสนทนาเลยครับ ผลจากการนั่งจับเข่าคุย ทำให้เห็นภาพครับว่า คนในพื้นที่มีมุมมองต่างกันมากทีเดียวสำหรับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ แต่ที่เหมือนว่าจะมองเหมือนกันเลยคือ ภาครัฐยังแก้ไม่ตรงจุด (น่าคิดนะครับ)

ส่วนงานวิจัยผมเองเกี่ยวกับการประกันคุณภาพในโรงเรียนซึ่งโครงการนี้ได้ต่ออายุให้ดำเนินการต่อเป็นปีที่สอง คราวนี้ต้องขยายผลในวงกว้างครับ ก็น่าประทับใจมาก อันเนื่องจาก รร.ให้ความสนใจอยากเข้าร่วม ผมเองก่อนเริ่มระยะที่สองก็ลังเลใจมากครับ รู้สึกว่าระยะที่หนึ่งยังไม่ได้ดังใจที่อยากเห็น แต่ปรากฏวันหนึ่งได้พบกับครู รร. ที่เข้าร่วมโครงการในระยะที่หนึ่ง ถามว่า เป็นไงบ้าง สมศ.มาประเมินโรงเรียน คำตอบคือ ผ่านการรับรองเรียบร้อยแล้ว เพราะเครื่องมือที่ได้จากงานวิจัยของอาจารย์นั้นแหละ ฮือ เจอคำตอบแบบนี้ มีหรือผมจะไม่เดินงานวิจัยต่อในระยะที่สอง ที่น่าสนใจคือ หลายโรงเรียนที่ได้ยินข่าวงานวิจัยนี้โทรมาสอบถามเองเลยว่า ทำไมโรงเรียนของเขาไม่ถูกเชิญเข้าร่วมโครงการด้วย เก็บความภูมิใจไว้ครับ แล้วเดินหน้าต่อเต็มสูบ

ส่วนงานบริหาร เริ่มต้นจากการจัดทำรายงานการประเมินของมหาวิทยาลัย รับการประเมินภายใน ใส่ข้อมูลใน che-qa แล้วตอนนี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินภายนอก งานนี้ยอมรับครับว่าช้ากว่าแผนเดิมมาก จนบางทีมันทำให้งานอื่นวุ่นไปด้วย

จากงานที่ผ่านมา มีหลายข้อเสนอและหลายความเห็นสำหรับเส้นทางการทำงานของผม แต่ผมรู้สึกว่า มันไม่ใช่เส้นทางที่ผมควรจะเป็นและเดินไปทางนั้นครับ ข้อสำคัญความสำเร็จปัจจุบันไม่ใช่เกิดจากผมคนเดียว การให้ผมเป็นคนได้รับคำชื่นชมและการตอบแทนเพียงคนเดียวคงทำใจรับได้ลำบากครับ

ไหนๆ ก็เขียนแล้ว ขอนำประสบการณ์ในการนั่งเป็นผู้ช่วยเลขานุการในกรรมการพิจารณาตำแหน่งวิิชาการมาเล่าสู่กันฟังครับ ผมประมวลจากการอ่านผลการประเมินของกรรมการหลายๆ ท่านต่องานที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยนำเสนอแล้ว เห็นประเด็นที่อาจารย์ที่จะเสนอขอตำแหน่งควรพิจารณาในการเลือกผลงานวิชาการ มีดังนี้ครับ

1. แหล่งตีพิมพ์ผลงาน ถ้าเป็นหนังสือก็ต้องเลือกสำนักพิมพ์ที่มีมาตรฐานและความน่าเชื่อถือในการพิจารณางานก่อนการตีพิมพ์ และสำนักพิมพ์ที่มีศักยภาพในการเผยแพร่งานของเรา ดังนั้นถ้าเอาสำนักพิมพ์โนเนม (ไม่ดัง) มาเป็นผู้ตีพิมพ์งานของเรา มันก็จะทำให้ผลงานเราลดความน่าเชื่อถือได้ครับ ที่น่าสนใจคือ สำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัย ถือว่าเป็นกลไกหนึ่งที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลงานของอาจารย์ได้ ทั้งนี้หมายถึง สำนักพิมพ์ต้องสร้างกระบวนการในการพิจารณางานที่ชัดเจนและมีความน่าเชื่อถือ แต่ส่วนตัวบอกว่า บทบาทนี้สำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยยังทำได้ไม่น่าประทับใจ

2. งานวิชาการต้องพยายามนำเสนอองค์ความรู้ใหม่ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาสำหรับสังคม อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องยากครับ หากอาจารย์ไม่ได้นำเสนอผลงานดังกล่าวอันเนื่องจากการศึกษาวิจัยของอาจารย์เอง หรืองานวิจัยของอาจารย์ขาดความคมชัดทางวิชาการ เคยมีรีดเดอร์ท่านหนึ่งให้ข้อสรุปว่า อย่างไปเขียนในสิ่งที่คนอื่นเขียนได้หรือรู้กันทั่วไปแล้ว แต่ให้เขียนในสิ่งที่เรารู้ดีที่สุด ซึ่งผมก็อนุมานได้ว่า ไม่มีทางที่เราจะรู้ดีกว่าคนอื่นถ้าเมื่อไรความรู้ที่เรามีได้จากการอ่านเอาจากหนังสือคนอื่น 

3. งานวิชาการต้องแสดงให้เห็นถึงความรู้พื้นฐานของผู้เขียนผลงานว่า อยู่ๆ ไม่ได้นึกจะเขียนก็เขียนขึ้นมาเอง แต่มันจะต้องมีการศึกษาของคนอื่นมาบ้างแล้ว และสามารถประมวลงานของคนอื่นมาเป็นฐานสำหรับการต่อยอดได้ครับ การเขียนผลงานวิชาการโดยไม่ได้ทบทวน ศึกษางานคนอื่นเลย ถือว่าขาดความสมบูรณ์ในเบื้องต้นแล้วครับ ข้อสรุปหรือองค์ความรู้ใหม่ที่นำเสนอก็จะขาดน้ำหนักไปโดยอัตโนมัติ

4. วิธีการวิจัยต้องมีความชัดเจน ถูกต้องและสร้างความมั่นใจต่อข้อสรุปที่ได้มาได้ครับ จะว่าไป อาจารย์หลายคนติดกับดักเรื่องนี้ครับ ถือตำราเล่มเดียว แล้วบอกว่า ถ้าวิจัยสาขาวิชานี้ต้องแบบนี้แบบเดียว หรือบางคนก็ไม่ถือตำราเลย คิดว่าจะวิจัยแบบนี้ก็ทำแบบนี้ ผลสุดท้้ายวิธีการวิจัยทำให้ผลงานขาดที่เรียกว่า เสนห์ของงานวิชาการครับ เมื่อหลายเดือนก่อนผมได้ร่วมทำงานวิจัยกับผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งครับ ก่อนเริ่มงานวิจัยท่านอธิบายแนวคิดของท่านว่า ทำไมท่านเริ่มงานวิจัยของท่านด้วยกิจกรรมนี้แล้วตามด้วยกิจกรรมอย่างนี้ๆ ซึ่งเดิมผมคิดว่าท่านออกแบบเอาเองตามความรู้สึกและสถานการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้ในการวิจัย แต่ความจริงไม่ใช่ครับ เพราะท่านอธิบายเชื่อมโยงไปยังทฤษฏีวิธีการวิจัยได้อย่างชัดเจน จนกระทั่งผมมั่นใจว่างานวิจัยชิ้นนี้จะได้คำตอบที่ถูกต้องชัดเจน ทั้งๆ ที่ผมยังไม่ได้ลงมือวิจัยเลยครับ

5. ภาษาและรูปแบบการเขียนผลงาน อันนี้สำคัญครับ ภาษาเป็นหัวใจสำคัญในการถ่ายทอด การเขียนผลงานวิชาการก็จำเป็นต้องใช้ทักษะที่เหมาะสมกับงานครับ อ่านง่าย น่าติดตาม เกิดสุนทรียภาพในการอ่าน น่าจะเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการเขียนครับ

ขอจบเพียงเท่านี้แหละครับ