ทัศนศึกษากัมพูชา ตอนที่ ๐๕ เรื่องที่น่าสนใจในเขมร ตอนที่ ๒

              กว่า ๒ ชั่วโมง ที่คณะของเราได้สอบถามเรื่องราวของเขมร ดูเหมือนไกด์หนุ่มชาวเขมรมีความสุขกับการเล่าเรื่องบ้านเมืองของตนเองให้ลูกทัวร์อย่างสนุกสนาน

            คณะของเรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นแผ่นดินเขมร ที่แตกต่างไปจากความคิดจากการได้เห็นข่าว ซึ่งมีสภาพที่น่ากลัวจากภัยสงครามและปัญหาทางการเมือง แต่ยิ่งได้ฟังเรื่องราวของเขมรทำให้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

     เรื่องการแต่งงาน คนเขมรจะจัดพิธีแต่งงานถึง ๓วัน เจ้าสาวจะเปลี่ยนชุดแต่งงาน ถึง ๑๕ ชุด ทั้งนี้มีกฎหมายกำหนดว่า ผู้จะแต่งงานได้นั้น ผู้หญิงต้องอายุ ๑๘ ปี ผู้ชายมีอายุ๒๐ ปีขึ้นไป การแต่งงานถือที่การจดทะเบียนสมรส ถ้าแต่งงานแล้วยังไม่จดทะเบียน เขมรถือว่าผู้นั้นยังไม่ได้แต่งงาน

       ผู้ชายที่หย่าร้าง ถือว่าเป็นโสด สามารถแต่งงานได้ใหม่ทันที โดยเมื่อหย่าร้างแล้ว ต้องเอาหมายจากทางราชการมาติดประกาศว่าตัวเองเป็นโสดแล้ว เพื่อให้คนอื่นรับทราบและคัดค้าน ส่วนผู้หญิง หลังจากหย่าร้าง ต้องรออีก ๑๐ เดือนจึงจะแต่งงานใหม่ได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกัน ลูกที่อาจติดมาในท้อง

            เรื่องชื่อ สกุล ชาวเขมร จะใช้ชื่อของพ่อเป็นนามสกุล ส่วนคนจีนในเขมรจะใช้ชื่อปู่ เป็นนามสกุล ทั้งเพื่อให้ลูกรักษาชื่อของพ่อ จะทำให้ได้สำนึกว่า ชื่อของพ่อติดตัวไปด้วย

            คนเขมรจะมีชื่อสั้นๆ เช่น ชื่อนายกรัฐมนตรีเขมร นายกฮุน เชน ชื่อ ฮุน นามสกุล เชน และคนเขมรจะไม่ตั้งชื่อไพเราะ เพราะถ้าตั้งชื่อไพเราะเดี่ยวผีจะมาเอาซึ่งเหมือนความเชื่อไทยที่ว่า “ เมื่อเด็กเกิดใหม่ต้องทักว่า ลูกใครน่าชังจัง”

            เรื่องการอาบน้ำ คนเขมรในชนบท ไม่นิยมสร้างห้องน้ำ จะอาบน้ำตามบ่อน้ำ เมื่อเห็นผู้หญิงอาบน้ำผู้ชายจะต้องหลบไปก่อน  ถ้าจะปัสสาวะอุจจาระ จะใช้ท้องทุ่งเป็นที่ขับถ่าย

            เรื่องการเงิน เขมร จะใช้เงินสกุล เรียว อัตราแลกเปลี่ยน ๑ บาท แลกได้ ๑๐๐ เรียว สถานที่ท่องเที่ยวหรือร้านค้าส่วนใหญ่อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวด้วยการใช้เงินดอลล่าร์สหรัฐ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถใช้เงินบาทได้ ประเทศเขมรจะไม่ใช้เงินที่เป็นเหรียญ จะใช้ธนบัตรเท่านั้น ดังนั้นนักท่องเที่ยวไม่ควรใช้เงินเหรียญโดยเด็ดขาดแม้แต่ ขอทาน เพราะเขาจะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย

            คณะของเราสอบถามเรื่องราวต่างๆด้วยความอยากรู้อยากเห็น ภิรมย์ ก็ได้ตอบทุกเรื่องเท่าที่พวกอยากจะรู้ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  (ซึ่งจะนำเรื่องราวต่างไปเล่าในโอกาสต่อไป)

            จนเวลา ๑๑โมงกว่า รถก็พาคณะของเข้าสู่ตัวเมืองเสียมเรียบ ที่มีความเจริญไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว จะเห็นโรงแรมขนาดใหญ่หลายหลัง และที่น่าสังเกต ศิลปะของอาคารสถานที่ต่างๆมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับศาลาวัดแทบทั้งสิ้น

            คณะของเราได้แวะพักเพื่อฉันภัตตาหารเพลที่ร้านอาหารสวัสดี ซึ่งเป็นของคนไทย จากนั้นได้เดินทางไปพักที่โรงแรม smiling ซึ่งเจ้าของกิจการเป็นคนไทยเช่นเดียวกัน

                                        โปรดติดตามตอนต่อไป