"กรณ์" เตรียมชง ครม.สัปดาห์หน้าต่ออายุรถเมล์-รถไฟ-ค่าไฟ ฟรี!!! ถึงกุมภา.ปีหน้า ส่วนราคาก๊าซแนวโน้มอุ้มต่อ ขณะที่ "มั่น" เคาะแล้วไฟเขียวขึ้นเงินเดือน อบต. อ้างใช้งบน้อยแค่พันล้านเท่านั้น "รสนา" ชี้โพรงฟ้องศาลปกครอง เพราะรัฐใช้อำนาจออกพระราชกฤษฎีกาผิดกฎหมาย นักวิชาการด่าเช็ดนักการเมืองเลวระยำ ซ้ำรอยประชานิยมทักษิณ พาสู่หายนะ ชมรม อบต.ขู่สั่งสอนประชาธิปัตย์ ขณะที่ กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านโผล่ขอแจมเงินประจำตำแหน่งแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดี นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า เตรียมจะเสนอ ครม.สัปดาห์หน้าเกี่ยวกับการต่ออายุมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน ทั้งค่าโดยสารรถ เมล์และรถไฟ รวมถึงค่าไฟฟ้า ออกไปอีก 1-2 เดือน จากเดิม
ที่จะสิ้นสุดในเดือนธันวาคม 2553
ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2551 ในสมัยรัฐบาลชุดนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือประชาชนในภาวะที่อัตราเงินเฟ้อและราคาสินค้าอยู่ในระดับสูง ซึ่งได้มีการต่ออายุมาตรการดังกล่าวมาต่อเนื่องจนถึงเดือนธันวาคมนี้ "สัปดาห์หน้าจะมีการเสนอ ครม. เกี่ยวกับการต่ออายุมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพที่ยังเหลืออยู่ ทั้งค่าไฟฟ้า รถไฟและรถเมล์ ซึ่งจะขยายออกไปจนถึงช่วง ม.ค.-ก.พ. 2554 ซึ่งขณะนี้ยังดูอยู่ว่าอาจจะขยายมาตรการออกไปให้หมดพร้อมกับมาตรการตรึงราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (NGV) ที่จะครบกำหนดในช่วงสิ้น ก.พ.2554 เช่นกัน โดยระหว่างนี้คงต้องรอความชัดเจนและข้อสรุปของโครงการปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ ที่นายกรัฐมนตรีจะแถลงในช่วงต้นเดือน ม.ค.2554" นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์กล่าวอีกว่า ขณะนี้รัฐบาล อยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิรูปประเทศไทยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยมุ่งหวังเพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชนในระยะยาว ส่วนหนึ่งจะมาจากการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน อาหารและค่าไฟฟ้า รวมถึงการเพิ่มช่องทางให้ประชาชนทุกระดับสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบอาชีพ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการตั้งศูนย์ ปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ เพื่อแก้ปัญหาเร่ง ด่วนของประชาชนใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.การลดค่าครองชีพ 2.การดูแลเศรษฐกิจนอกระบบ และ 3.การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่จาก 30 หน่วยงาน จากทั้งภาครัฐและเอกชนที่มาทำงานร่วมกัน เพื่อจัดทำมาตรการช่วยเหลือดังกล่าว ซึ่งจะมีการปิดศูนย์ปฏิบัติการดังกล่าวในวันนี้ (17 ธ.ค.) และหลังจากนั้นจะมีการนำข้อสรุปที่ได้เสนอให้กับนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและจะประกาศเป็นมาตรการในช่วงสัปดาห์แรกของปี 2554
สำหรับมาตรการลดค่าครองชีพจะแบ่งเป็นเรื่องอาหาร ซึ่งจะเน้นไปที่โครงสร้างราคา อาทิ ไข่ หมูและไก่ รวมถึงเรื่องพลังงาน อย่าง LPG และค่าไฟฟ้า นอกจากนั้นอาจจะเพิ่มในเรื่องของราคาสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ให้สามารถขายได้ตามราคาหน้าสลากที่ 80 บาทด้วย
ขณะที่นโยบายในการดูแลเศรษฐกิจนอกระบบนั้น จะเน้นประเด็นที่มีผลต่อประชาชนที่อยู่นอกระบบแรงงาน เช่น กลุ่มหาบเร่แผงลอย กลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และกลุ่มแท็กซี่ เช่น เพิ่มช่องทางในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ การเข้าสู่ระบบประกันสังคม รวมถึงการแก้ปัญหาการเก็บส่วยนอกระบบ และการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
"หลังจากที่มีการปิดศูนย์ปฏิบัติการดังกล่าวแล้ว ก็จะนำข้อมูลทั้งหมดไปกลั่นกรองและตรวจเช็คว่าสามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่ และมีเครื่องมือชี้วัดผลสำเร็จอย่างไร ก่อนที่จะนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาและสรุปอีกครั้ง ก่อนจะมีการแถลงออกมาเป็นมาตรการอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง" นายกรณ์กล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างดำเนินมาตรการโครงการคลังในบ้าน ซึ่งจะเป็นมาตรการที่ต่อยอดของกองทุนหมู่บ้าน โดยรัฐบาลจะเพิ่มเงินให้กับกองทุนหมู่บ้าน ผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน โดยจะให้คณะกรรมการของแต่ละกองทุนหมู่บ้านไปบริหารจัดการกันเอง โดยโครงการดังกล่าวจะมีเงื่อนไขว่า การกู้ยืมเงินของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านจะต้องเป็นไปเพื่อรองรับการสร้างอาชีพ หรือชำระหนี้นอกระบบ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีการประเมินจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า การขึ้นค่าแรงจะฉุดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีหน้า 0.2% ว่า เรื่องนี้ยังไม่ทราบ ยังไม่เห็นการประเมิน แต่เรื่องเงินเดือนข้าราชการเป็นสิ่งที่ทราบมาก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่เราทำงบประมาณที่จะมีเปลี่ยนแปลงไปก็คือค่าแรง ซึ่งในทางกลับกันต้องคิดว่าในการที่ค่าแรงเพิ่มขึ้น จะมีผู้ใช้แรงงานที่รายได้สูงขึ้นและจะมีอำนาจซื้อมากขึ้น
วันเดียวกันนี้ นายมั่น พัธโนทัย รมช.คลัง กล่าวว่า การประชุมพิจารณาผลกระทบต่องบพัฒนาในกรณีขึ้นเงินเดือน ให้ อบต.เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ได้ข้อสรุปว่าเห็นควรให้มีการขึ้นเงินเดือนตามข้อเสนอของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากการปรับเงินเดือนดังกล่าวจะใช้งบเพียง 1,055 ล้านบาท ถือว่าน้อยมาก และใช้เงินของ อบต.เอง ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่องบพัฒนาที่จะได้รับจากเงินอุดหนุน นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ยังชี้แจงให้ทราบว่า สมควรจะให้มีการปรับขึ้นเงินเดือนดังกล่าว เนื่องจากเงินเดือนนายก อบต.ต่ำมาก เทียบกับหน่วยงานอื่นแล้วต่ำกว่าหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ รวมถึงไม่มีการปรับขึ้นให้มานานแล้ว "ที่ประชุมเห็นว่าสมควรช่วย แต่ทั้งหมดนี้ก็แล้วแต่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจะตัดสินใจ ซึ่งในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ เวลา 10.00 น. จะเสนอรายละเอียดทั้งหมดให้รัฐมนตรีคลัง" นายมั่นกล่าว
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ที่ประชุมมองว่าการขึ้นเงินเดือนนายก อบต.ไม่น่าจะมีผลกระทบต่องบพัฒนา เพราะใช้งบไม่เกินกว่ารายได้ของ อบต.
ขณะที่การขึ้นเงินเดือน ส.ส.และ ส.ว.อาจไม่ราบรื่น หลังรัฐบาลถูกโจมตีอย่างหนักจากกรณีนักการเมืองยังทำงานไม่คุ้มเงินเดือน ล่าสุด น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. เสนอแนะว่า ประชาชนผู้เสียภาษีควรจะรวมตัวกันฟ้องศาลปกครองว่ารัฐบาลใช้อำนาจฝ่ายบริหารออก พ.ร.ฎ.ขึ้นเงินเดือนทำให้เกิดความเสียหาย จะชนะหรือแพ้ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยได้แสดงมติของประชาชนว่าไม่เห็นด้วยที่นักการเมืองใช้อำนาจโดยไม่ฟังเสียงประชาชนแบบนี้ ให้นักการเมืองได้สำนึก
ส.ว.กทม.ผู้นี้บอกว่า รัฐบาลนี้ใช้จ่ายเงินโดยไม่สนใจสถานะการเงินระยะยาว สร้างอภิมหาประชานิยม แจกเงินให้กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ขึ้นเงินเดือน ส.ส., ส.ว.โดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้าว่าจะหาเงินมาจากไหน เพื่อทำให้เกิดความสมดุลของงบประมาณ จึงทำให้เราต้องกู้เงินมากขึ้นเป็นการผลักประชาชนให้ไปตายเอาดาบหน้า แบกหนี้ในอนาคต แต่วันนี้นักการเมืองได้เงินเดือนกันถ้วนหน้า
น.ส.รสนายังกล่าวว่า การใช้งบกลาง 1.3 หมื่นล้านมาขึ้นเงินเดือนครั้งนี้จะกระทบต่อสถานะการคลังในระยะยาว เป็นการเสียวินัยการคลังที่ร้ายแรงที่สำคัญในเมื่อผลการสำรวจความเห็นของประชาชน ซึ่งเป็นนายของนักการเมืองไม่อนุญาต ส.ส.และ ส.ว.ก็ไม่ควรจะรับ
อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าถ้าผิดกฎหมายก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว ขณะนี้ตนให้คณะกรรมการกฤษฎีกาดูอยู่ ทุกอย่างต้องชอบด้วยกฎหมาย
ขณะที่นายจักรชัย โฉมทองดี นักวิชาการสถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย กล่าวว่า นโยบายเรื่องนี้คือการทำประชานิยมของทั้งสองรัฐบาล ทั้งประชาธิปัตย์และของทักษิณ ไม่มีความแตกต่างกันเลย แต่กลายเป็นส่วนหนึ่ง ในการนำไปเป็นพื้นฐานต่อยอด ไม่ได้นำไปสู่การสร้างชุดคิดใหม่ในเรื่องสวัสดิการสังคม เพื่อนำไปสู่การออกแบบปรับโครงสร้างทางสังคมให้มีความยั่งยืนทางนโยบาย ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับพื้นฐานในการปรับโครงสร้างรายได้ ค่าสาธารณูปโภคที่ควรปรับ การเก็บกับผู้ที่ใช้มากก็ควรจะเก็บมากด้วย ไม่ใช่เป็นการโฆษณาแจกฟรีเหมือนทุกวันนี้ รวมทั้งการปรับภาษีทางตรง อัตราก้าวหน้าเรื่องภาษีมรดกที่ดิน ไม่ใช่เอาแต่พูด แต่ไม่ได้ลงมือทำอย่างแท้จริง ซ้ำรอยต่อยอดของรัฐบาลประชานิยมฉบับทักษิณเหมือนอยู่อย่างเดิม "ประชานิยมลักษณะนี้เป็นประชานิยมอันตราย และไม่ได้นำไปสู่การยกระดับให้ไปสู่ความยั่งยืนให้สิทธิทางการเมืองเท่ากับสิทธิเศรษฐกิจ เพราะไม่ได้มุ่งไปสู่การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง คนจนก็ยังอยู่ในภาวะของการถูกขูดรีดต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และถึงที่สุดรัฐบาลก็จะอยู่ไม่ได้" นายจักรชัยกล่าว
ด้านนายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า วิธีการของพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวกับนโยบายประชานิยมเลือกที่จะทำเรื่องที่ง่ายเพื่อหวังคะแนนเสียง แต่สิ่งที่จำเป็นซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก ไม่เลือกที่จะทำ ทั้งที่เป็นเรื่องที่ยั่งยืนและส่งผลในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน "เลือกทำเรื่องง่ายเพื่อได้คะแนนเสียง เร็ว แม้จะพยายามที่จะนำไปสู่นโยบายสังคมสวัสดิการ แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นรูปธรรมที่ชัดเจนอะไรเลย ในประเทศนี้ว่าจะออกมาอย่างไร รูปแบบไหน ทั้งที่นโยบายสังคมสวัสดิการที่เขาเสนอนี้จะสามารถนำไปสู่ความแตกต่างกับสิ่งที่รัฐบาลทักษิณได้สร้างไว้ ในการสร้างสังคมสวัสดิการให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นการนำนโยบายเพื่อไปสู่ความยั่งยืน" นายณรงค์กล่าว
นายณรงค์ระบุว่า สิ่งที่จะทำให้ยั่งยืนไม่ได้ทำ เป็นการกระทำซ้ำซ้อนจากรัฐบาลชุดก่อน และสังคมสวัสดิการควรเป็นของประชาชนอย่างยั่งยืน รัฐบาลก็มีบทบาทควรจะเป็นการแบ่งแจกจ่ายให้ประชาชน รัฐควรเป็นผู้สนับสนุนให้ประชาชนทำ ซึ่งประชาชนพร้อมจะทำอยู่แล้ว จากหลายโครงการที่เห็นประจักษ์ว่าประชาชนสามารถทำได้ เช่น โครงการสัจจะออมทรัพย์ ที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
เขาระบุว่า วิธีการของพรรคการเมืองทุกยุคสมัยในประเทศไทย รวมทั้งรัฐบาลชุดนี้ ไม่เคยคิดทุ่มเทในการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม แต่อันดับหนึ่งที่คิดคือ จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาลก่อนเป็นอันดับแรก และภายในสิบปีนี้ระบบแบบนี้จะอยู่ไม่ได้ "จนสุดท้ายจะกลับมาสู่การพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก เพราะมีแรงกระแทกภายนอกจากเศรษฐกิจโลกเข้ามาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งเศรษฐกิจและสังคม ทั้งการตื่นรู้ตระหนักของประชาชน การปฏิเสธประเภทของนักการเมืองเลวระยำที่ใช้วิธีการลักษณะเหล่านี้ที่จะนำไปสู่ความหายนะ" นายณรงค์กล่าว
ขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบลหลายแห่งทั่วประเทศออกมาบีบให้รัฐบาลเร่งขึ้นเงินเดือนแล้ว โดยนายศรายุทธ ทิอ่อน ประธานชมรมนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า สมาคม อบต.แห่งประเทศไทยได้มีมติ
เป็นเอกฉันท์แล้วว่า หลังวันที่ 1 ม.ค.2554 หากนายก อบต.และ ส.อบต.ทั่วประเทศไม่ได้รับค่าตอบแทนอัตราใหม่ จะเดินทางไปเรียกร้องที่ทำเนียบรัฐบาลทันทีเพื่อกดดันรัฐบาล
หลายข้อเรียกร้องแล้วที่รัฐบาลโดยการนำของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินอุดหนุนที่ถูกตัด นโยบายการกระจายอำนาจโครงการไทยเข้มแข็งที่มี อปท.หลายพื้นที่ไม่ได้รับการจัดสรร ตรงนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่จริงใจกับ อปท.และอยากลองพลังของ อปท.และ อปท. ก็จะสั่งสอนพรรคประชาธิปัตย์ทำให้สมัยหน้าไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้ง รัฐบาลอย่างแน่นอน" นายศรายุทธ กล่าว
นายสินธพ อินทรรัตน์ นายก อบต.ท่าข้าม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ฐานะแกนนำชมรม อบต.จังหวัดสงขลา กล่าวว่า เลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่าการเสนอให้ขึ้นเงินเดือน อบต.ทั่วประเทศครั้งนี้เป็นการหาเสียงหรือประชานิยมของพรรคภูมิใจไทย ทำให้การพิจารณาเรื่องดังกล่าวล่าช้าออกไป ทั้งที่ยืนยันได้ว่าข้อเสนอการขึ้นเงินเดือน อบต.ได้มีการหารือและเคลื่อนไหวกันมาก่อนหน้านี้แล้ว
นายนพดล ณ เชียงใหม่ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า หากในสัปดาห์หน้า ครม.ยังไม่มีการพิจารณาขึ้นเงินเดือน อบต. สมาชิกของสมาคมกว่า 3 แสนคน ก็พร้อมรวมตัวกันทั่วประเทศเพื่อเคลื่อนไหวและกดดันให้มีการปรับขึ้นเงินเดือนให้สอด คล้องกับค่าครองชีพ หลังจากก่อนหน้านี้ได้เรียกร้องมาตลอดเป็นเวลา 4-5 ปี และเคยเข้าร้องเรียนกับนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทยมาแล้ว "ผมไม่ได้ขู่ แต่หากมีการรวมตัวของ อบต.ทั่วประเทศ เชื่อว่าจะมีจำนวนคนเข้าร่วมการชุมนุมมากกว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มเสื้อแดง"
ไม่เฉพาะ อบต.เท่านั้น ล่าสุดกำนัน- ผู้ใหญ่บ้านเริ่มออกมาร้องขอเงินประจำตำแหน่งกันแล้ว โดย ร.อ.อุบล พุทธรักษ์ นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน จ.พิษณุโลกได้ฝากถึงนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีฝ่ายรัฐบาล พิจารณาเงินประจำตำแหน่งให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านนอกเหนือจากเงินเดือนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับ เพื่อความเหมาะสมกับค่าครองชีพของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน และทำให้มีเงินในการดูแลทุกข์สุขให้ประชาชนอย่างเต็มที่
ไทยโพสต์ กรุงเทพธุรกิจ คม ชัด ลึก โพสต์ทูเดย์ ไทยรัฐ 17 ธันวาคม 2553