การเดินทางครั้งข้าพเจ้าได้โชคสองชั้นคือนอกจากจะได้ปฏิบัติใจวัดใจแล้ว ยังได้พบกัลยาณมิตรอีกด้วย....

 

การเดินทางทุกครั้งเป็นช่วงเวลาที่พิเศษสำหรับข้าพเจ้าเสมอ...เพียงได้ออกเดินทางก็จะพบว่ามีโลกใหม่ๆ ให้เรียนรู้ได้ตลอดเวลา ไม่ต่างจากนกที่บินออกสู่โลกกว้าง...การเดินทางครั้งนี้ของข้าพเจ้าจึงเป็นอีกช่วงเวลาแห่งความพิเศษ

 

 

หลังจากทัศนศึกษา(ใช้คำว่าทัศนศึกษาฟังดูดีกว่าเดินเที่ยวเป็นไหนๆ 555) ที่งานเกษตรฯ ม.เกษตรกำแพงแสนได้ประมาณ 3 ชั่วโมง ตะวันเริ่มทอแสงอ่อนลง อากาศเย็นสบายเข้ามาแทนที่ความร้อนระอุ ได้ฤกษ์งามยามดีที่จะเดินทางไปพบกับกัลยาณมิตรอีกท่าน...ซึ่งก็ได้เจ้าภาพงาน อาจารย์ขจิตเป็นผู้นำทาง...ต้องขอบคุณท่านอาจารย์ขจิตมากๆ เพราะนอกจากจะกรุณาพาเที่ยวชมงานแล้ว ยังอุตส่าห์พาข้าพเจ้าเดินทางด้วยพาหนะคู่ใจ มอเตอร์ไซค์กันเก๋า ฝ่าฝูงรถและฝูงคนในงานเกษตรฯ ออกมา ^o^

 

 

รถบนถนนวันนั้นคราคร่ำไปด้วยรถโดยสารและรถบรรทุกมากมาย เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของวันหยุดยาว...ข้าพเจ้านั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปไม่นานก็ถึงซอยทางเข้า  (ยกตำแหน่งวินมอเตอร์ไซค์ให้อาจารย์ขจิต อิอิ) มองเห็นแต่ทุ่งนา สวนผักและไร่อ้อย...เอ หลงทาง เข้าผิดซอยกันหรือเปล่าหว่า? พอดีเหลือบไปเห็นธงสีเหลืองปักอยู่...อืม ยังไงก็คงมีวัดอยู่เป็นแน่แท้ มีธงเหลืองชี้ทาง ลองไปต่อดู

 

 

เส้นทางชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบยังคงเป็นจริงเสมอ ถนนสายนี้ก็เช่นกัน ไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้ หากแต่โรยด้วยหิน...การเดินทางไม่ได้ราบรื่นเสมอไปจริงๆ ด้วย จากถนนใหญ่เข้ามาในซอยราวๆ 3 กม. (ท่านธรรมฐิตบอกว่ากิโลเดียว...งั้นคงต้องเป็นกิโลแม้วเป็นแน่แท้ ไม่ก็วัดจากระยะกระจัดตามหลักฟิสิกส์)

 

 

 

ขี่รถไปเรื่อยๆ สองข้างทางปลูกหน่อไม้ฝรั่ง...ลักษณะมองไกลๆ คล้ายต้นผักชีลาว แต่ใบใหญ่กว่า (ไม่ได้ลองลงไปเก็บมาดูว่ากลิ่นเหมือนกันด้วยหรือเปล่า) มีการปลูกต้นกระชายเยอะมาก คงเป็นพืชเศรษฐกิจของคนในชุมชนแห่งนี้

 

ผ่านหมู่บ้าน สวนผัก ทุ่งนา ไร่อ้อย มาได้สักพักในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทาง นั่นคือ สถานปฏิบัติใจมาลัยทองคำโสภณอนันต์กิจนั่นเอง

 

 

 

 

อาคารรูปแบบสมัยใหม่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า นี่ถ้าไม่บอกข้าพเจ้าคงคิดว่าเป็นออฟฟิศอะไรสักอย่างมาสร้างอยู่กลางป่าอ้อย 555 สิ่งที่แสดงให้รู้ว่าอาคารหลังนี้ไม่ใช่ออฟฟิศก็เพราะมีธงชาติและธงสีเหลืองรูปธรรมจักรปักเอาไว้ ที่สำคัญมีสุนัขวัดมากมายหลายสิบตัวส่งเสียงดังระงมต้อนรับแขก 555

 

 

หลังจากที่สุนัขวัดส่งเสียงจนน้ำลายน่าจะแห้ง (แต่เสียงยังไม่แหบ) พระอาจารย์รูปหนึ่งออกมาเปิดประตูให้พวกเรา พร้อมกับพาพวกเราไปพบกับพระมหาวิชิต หรือท่านธรรมฐิต ตอนแรกที่พระอาจารย์ถามว่า มาพบพระมหาวิชิตใช่ไหม? ข้าพเจ้าอึ้งไปนิดหน่อย เพราะปกติเคยชินแต่ชื่อ ธรรมฐิต ชื่อแฝงที่ท่านใช้ในการเขียนบล็อก ต้องใช้เวลาในการตั้งสติประมาณ 1.33 วินาที 555

 

 

ทักทายทายทักกันสักพัก อ.ขจิตได้มอบเมล็ดพันธุ์ผักให้กับท่านธรรมฐิต...สมกับเป็นอาจารย์คณะเกษตรฯ...เอ้ย อาจารย์ ม.เกษตรฯจริงๆ หลังจากที่สนทนากับท่านธรรมฐิตได้สักครู่ อ.ขจิตก็ชวนออกไปเดินดูบริเวณรอบๆ ซึ่งท่านธรรมฐิตทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี อืม...แต่ก็ไม่ใช่บ้านนี่นา งั้นจะเรียกอะไรดี? เอาเป็นว่าท่านทำหน้าที่เป็นไกด์พาเดินชมสถานที่รอบๆ ดีกว่า

 

 

บ้านนกที่ศาลานั่งพักด้านหน้า...แต่ไร้ซึ่งนก สงสัยเจ้านกคงไม่ค่อยชอบคอนโด 555

 

บริเวณด้านหน้าอาคาร มีพันธุ์ไม้หลากหลายพันธุ์อย่างละต้นสองต้นคละกันไป ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ผล และสมุนไพร มีกล้วยหอมหวีงามที่ใกล้จะสุก มีถุงห่อเอาไว้ด้วย ข้าพเจ้าเองเพิ่งเคยเห็นว่ากล้วยก็ต้องห่อ...ท่านธรรมฐิตบอกว่า ไม่งั้นค้างคาวและนกจะมาเจาะกินหมด นอกจากจะได้ไปชมพรรณไม้ในงานเกษตรแล้ว ข้าพเจ้ายังโชคดีได้มาเดินชมพรรณไม้ในวัดด้วย

 

 

 

อันนี้ไม่ต้องห่อเพราะแก่แล้วเตรียมเก็บ ^^

 

บริเวณรอบๆ อาคาร มีคูคลองล้อมรอบ ท่านธรรมฐิตเล่าให้ฟังว่าทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นผลงานของพระอาจารย์ท่าน เคยมีโยมมาปล่อยปลาในคูคลองนี้ด้วย...รอบๆ คลองมีต้นมะลอกอเรียงรายเต็มไปหมด เดินไปเรื่อยๆ เพลิดเพลินกับต้นมะละกอ และไม้ผลหลากชนิดโดยเฉพาะกล้วยพันธุ์ต่างๆ มีให้เห็นมากมาย มะละกอแต่ละต้นออกผลดกมากๆ แสดงถึงความเอาใจใส่ของผู้ดูแล

 

 

   

 

 ข้าพเจ้าสะดุดตากับต้นมะละกอที่ออกดอกเต็มต้นแต่ไม่ยอมมีลูก ท่านธรรมฐิตบอกว่าเป็นมะละกอเพศผู้ ไม่ค่อยมีให้เห็น บางที่เค้าเอาไปทำเครื่องรางของขลัง...ข้าพเจ้าคิดไม่ออกว่ามะละกอมันจะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ ดอกมะละกอเพศผู้ก็สวยไม่เบาเชียวล่ะ อิอิ

 

 

   

 

 

บรรยากาศยามเย็นตะวันใกล้ลับฟ้า ลมพัดมาแผ่วๆ ช่างเป็นบรรยากาศที่สงบเงียบ ไกลห่างจากความวุ่นวาย โลกเหมือนจะหมุนช้าลงเพื่อให้ข้าพเจ้าได้ซึมซับกับภาพความงามเบื้องหน้า...

 

 

 

ภาพเบื้องหน้าไม่ได้ประดับด้วยไฟหลากสี หากแต่มีสีชมพูของหอยเชอรี่แซมต้นข้าว มีสีทองของแสงตะวันที่กระทบเมฆตัดกับสีฟ้าอมชมพู ธรรมชาติยังคงสร้างสรรค์จิตรกรรมที่วิจิตรต่อเนื่อง...ฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนสี พร้อมๆ กับคำสนทนาที่รื่นไหลอย่างต่อเนื่อง ข้าพเจ้าขอสงบปากสงบคำทำตัวเรียบร้อยเป็นผู้ฟังดีกว่า ปล่อยให้นักพูดนักคิดทั้งสองท่านแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน  อิอิ

 

 

 

เดินกันจนครบรอบ พระอาจารย์(หลวงพ่อ)ก็ขับ ATV วนมาครบทันคณะพวกเราพอดี......พระขี่ม้าที่ว่าเจ๋ง ในความเห็นข้าพเจ้า...พระขับ ATV เจ๋งกว่าเป็นไหนๆ 555 พระอาจารย์ท่านน่ารักมาก ดูอารมณ์เย็น ใจดี ในแต่ละวันท่านคงสาละวนกับการขับ ATV วนช้าๆ เพื่อดูแลต้นไม้รอบๆ สถานปฏิบัติใจแห่งนี้

 

 

น่าเสียดายที่ข้าพเจ้าต้องรีบเดินทางกลับ เพราะไม่งั้นเดี๋ยวตกรถ อดกลับเมืองกรุง...
 
ขณะกลับออกมา...คำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในความคิด...เราไปวัดทำไม?

เคยมีพระอาจารย์รูปหนึ่งสอนข้าพเจ้าว่า...ไปวัด ก็ต้องไปวัดใจ วัดว่าใจเราเป็นเช่นไร หากแต่การเดินทางครั้งข้าพเจ้าได้โชคสองชั้นคือนอกจากจะได้ปฏิบัติใจวัดใจแล้ว ยังได้พบกัลยาณมิตรอีกด้วย....ถือเป็นช่วงเวลาที่พิเศษจริงๆ ^v^