หนังสวย บทดีมาก ไม่ยืดยาด ไม่ยัดเยียด ปล่อยให้คนดูคิดและคลี่คลายความคิดกันเอง

    

 

          The Cider House Rules (ปี ๑๙๙๙)   เป็นหนังที่สร้างจากหนังสือชื่อเดียวกัน ไม่ทำเงินตอนออกฉายแต่ควรค่าแก่การหามาดูอย่างยิ่ง

          เริ่มต้นในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเซนต์แคลร์ ในความดูแลของหมอลาร์ช พยาบาลเอ็กเนสและแองเจล่า  หญิงสาวที่ไม่พร้อมจะมีลูกมาที่นี่เพื่อทำแท้ง หรือคลอดแล้วทิ้งเด็กไว้  โฮเมอร์เป็นเด็กกำพร้าที่เกิดและเติบโตที่นี่  หมอลาร์ชรักโฮเมอร์เหมือนลูก สอนวิชาแพทย์ให้โฮเมอร์และให้ช่วยทำงาน  ตระเตรียมทุกอย่างไว้เพื่ออนาคตของโฮเมอร์แม้การทำสิ่งผิด

          แล้ววันหนึ่งเมื่อวอลลี่พาแคนดี้แฟนสาวมาทำแท้งที่เซนต์แคลร์ ทุกอย่างเปลี่ยนไป  โฮเมอร์ตัดสินใจออกไปเผชิญชีวิตใหม่ภายนอก  วอลลี่พาเขาไปทำงานในไร่แอปเปิ้ลของครอบครัว  ที่ไร่แห่งนี้โฮเมอร์ได้ใช้ชีวิตร่วมกับมิสเตอร์โรสหัวหน้าคนงาน โรส ลูกสาว และเพื่อนคนงานผิวดำ  โฮเมอร์ใกล้ชิดกับแคนดี้มากขึ้นในช่วงที่วอลลี่ไปรบ  และทำสิ่งที่เขาปฏิเสธมาตลอดนั่นคือการทำแท้งให้โรสเพื่อนคนงานในไร่

          เรื่องราวในหนังสะท้อนมุมมองชีวิตที่ท้าทายศีลธรรม ไม่ว่าใครจะเป็นผู้กำหนดกฎของบ้าน (Cider House Rule) ขึ้นอย่างไร  ผู้อาศัยที่แท้จริงซึ่งเป็นผู้ใช้กฎเท่านั้นที่เหมาะควรต่อการบัญญัติ “กฎ” และ “ฉีกกฎโง่เง่า” ที่เขาไม่ได้บัญญัติ  หนังซ่อนปรัชญาไว้ให้ขบคิดจากเรื่องราวที่ผูกปมไว้ในหนัง ๓ เรื่องใหญ่ๆ

  • ความรักสามเส้าระหว่าง ๒ ชาย ๑ หญิง และทางเลือก 
  • เพศสัมพันธ์ผิดศีลธรรมระหว่างพ่อกับลูกสาว   และการไถ่บาปของของพ่อ
  • การทำแท้งที่ผิดศีลธรรม ทางออกของหญิงสาวตั้งครรภ์ที่ไม่ต้องการ และผลของการเลือก

          ช่วงแรกของหนังสะท้อนภาพชีวิตเด็กกำพร้าที่อบอุ่นด้วยความรักของหมอลาร์ชและพยาบาล ความผูกพันระหว่างเด็กๆ แต่พวกเขาก็ยังโหยหา “บ้าน” และ “พ่อแม่”

          คุณสามารถอมยิ้มพร้อมๆ กับน้ำตาซึมกับประโยคน่ารัก ใสซื่อของเด็กชายเคอร์ลี่ “I’m the best” ที่พยายามอวดอ้างสรรพคุณตัวเองเพื่อจะได้ถูกเลือก และได้หิ้วกระเป๋าออกจากบ้านเด็กกำพร้าไปอยู่ใน “บ้าน” ที่เป็นบ้านจริงๆ

          เด็กๆ ซ่อนความ “ขาด” ไว้ภายใต้ความสดใส น่ารัก คำตอบง่ายๆ ของเด็กชายคนหนึ่งที่ถูกถามว่าเขาจะต้องการพบพ่อแม่ที่แท้จริงไปทำไม   ”ผมจะอวดพ่อแม่ว่าทำกับข้าวได้ และขับรถบรรทุกได้ด้วย”  สะท้อนความต้องการง่ายๆ พื้นๆ ที่เขาไม่มีวันได้รับ

          หนังแทรกประเด็นเรื่องการทำแท้งไว้อย่างไม่ปกปิด   โฮเมอร์ไม่เคยยอมรับการการทำแท้งของหมอลาร์ช  เด็กสาวคนหนึ่งมาถึงเซนต์แคลร์หลังจากไปทำแท้งเถื่อนและติดเชื้อ หมอลาร์ชช่วยชีวิตไม่สำเร็จ คำพูดของหมอลาร์ชที่ระเบิดอารมณ์เศร้าหดหู่ใส่โฮเมอร์สะท้อนวิธีคิดที่ชวนคิดต่อ 

          “ถ้า ๔ เดือนก่อนหญิงคนนี้มาให้เธอทำแท้งเธอคงจะไม่ทำใช่มั๊ย…..นี่คือผลของการไม่ทำ  จึงมีไอ้โง่ที่ไหนสักคนที่มันทำไม่เป็นมันทำให้.... แล้วผลมันก็เป็นอย่างนี้”

          ขณะที่ช่วยกันขุดหลุมฝังศพ  โฮเมอร์คาดหวังว่าคนที่เป็นพ่อแม่ควรรับผิดชอบต่อลูกที่เกิดมา  คำตอบของหมอลาร์ชคือ 

          “โฮเมอร์ ถ้าเธอหวังให้พวกเขารับผิดชอบ เธอต้องให้พวกเขาตัดสินใจว่าจะมีลูกหรือไม่”

          “รวมทั้งความรับผิดชอบเรื่องการคุมกำเนิด”  นี่คือประโยคโต้ตอบของโฮเมอร์

          ประเด็นเรื่อง “การคุมกำเนิด”  หนังน่าจะตั้งใจเหน็บแนมความเชื่อทางศาสนาที่บัญญัติให้การคุมกำเนิดเป็นบาป  แม้จะไม่ให้ตัวละครพูดออกมาตรงๆ

          หนังสวย  บทดีมาก ไม่ยืดยาด ไม่ยัดเยียด  ปล่อยให้คนดูคิดและคลี่คลายความคิดกันเอง

          หนังได้รางวัลออสก้า ๒ รางวัล คือ บทดัดแปลงยอดเยี่ยม และ นักแสดงสมทบยอดเยี่ยม คือไมเคิล เคน แสดงเป็นหมอลาร์ช ได้เนียนมาก  คู่ควรแก่รางวัล

          หนังดีต้องไม่ใช่หนังที่ให้ความบันเทิงอย่างเดียว  แต่ต้องมีสาระที่ให้คุณค่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง   The Cider House Rules มีครบถ้วนของการเป็นหนังดี  อยากให้หามาดูและเก็บเกี่ยวสาระดีๆ ที่หนังซ่อนไว้อย่างแนบเนียนแทบทั้งเรื่อง.

.......................................

 

บันทึกแนบท้าย

          บอกชื่อดาราสักนิดเผื่อจะช่วยกระตุ้นให้อยากออกไปหาซื้อมาดู  Tobey Maguire แสดงเป็นโฮเมอร์  Charlize Theron เป็น แคนดี้  แต่บอกได้เลยว่าเทียบชั้นไม่ได้เมื่อเทียบกับการแสดงของไมเคิล เคนค่ะ

 

          ฉันดูหนังเรื่องนี้หลายปีมาแล้ว ที่ลิโด้   วันอาทิตย์ที่ผ่านมาโชคดีเจอแผ่น DVD เรื่องนี้กับอีกเรื่องคือ The Diving Bell And The Butterfly  หนังที่หามานาน

          The Diving Bell And The Butterfly   สร้างจากหนังสือเช่นกัน แปลเป็นภาษาไทยแล้วชื่อว่า “ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ” เป็นงานเขียนของ ชอง โดมินิค โบบี้ บรรณาธิการนิตยสาร ELLE ชาวฝรั่งเศสที่เส้นเลือดแตกในสมอง เป็นอัมพาตทั้งตัว  เขาเขียนหนังสือบอกเล่าเรื่องของเขาโดยการคิดประโยคในหัวแล้วสะกดคำผ่านผู้ช่วยโดยการกระพริบตา  โบบี้เสียชีวิตหลังหนังสือวางขายได้เพียง ๑๐ วัน

          ฉันเคยอ่าน“ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ” แล้วประทับใจได้เขียนบันทึกไว้นานแล้ว  แต่พอได้ดูหนังแล้วผิดหวังมาก  เพราะหนัง ไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่ผู้เขียนเขียนไว้ในหนังสือได้แม้เพียงเสี้ยวเดียว จืดมากจริงๆ

          ถ้าหาหนังสือ  The Cider House Rules  ได้ จะอ่านแล้วมาเล่าให้ฟังค่ะ.

 

พฤหัสที่ ๙ ธันวาคม ๒